ประชามติ ครั้งที่ 2 ของประเทศภายใต้ พ.ร.บ.แร่ ลงเอยด้วยเสียง “ไม่เห็นด้วย” กับโครงการเหมืองหิน-โรงโม่ ขณะที่ นักรัฐศาสตร์ ระบุ ผลลงคะแนนยังไม่ใช่ข้อยุติทางกฎหมาย ทิ้งโจทย์ใหญ่รอยร้าวในชุมชน จากความขัดแย้งที่สะสมมาหลายปี แนะ รัฐทบทวนกระบวนการมีส่วนร่วม เปิดโอกาสประชาชนมีบทบาทตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แค่ตัดสินใจปลายทาง
เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา ชาวบ้านตำบลหัวหวาย อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ กว่า 100 คน แสดงความยินดีหลังทราบผลการลงคะแนนประชามติกรณีการขอประทานบัตรทำเหมืองหินและตั้งโรงโม่หินในพื้นที่บ้านหนองสองห้อง หมู่ 10 ตำบลหัวหวาย โดยผลการลงคะแนนทั้ง 2 คำขอ ปรากฏว่าประชาชนส่วนใหญ่ลงมติ “ไม่เห็นด้วย” กับโครงการ

การลงประชามติดังกล่าวมีขึ้นหลังผู้ประกอบการรายหนึ่งยื่นขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองหินและตั้งโรงโม่หินสำหรับอุตสาหกรรมก่อสร้าง จำนวน 2 คำขอ ตั้งแต่ปี 2565 โดยคำขอแรกมีพื้นที่เกือบ 540 ไร่ และคำขอที่สองมีพื้นที่กว่า 105 ไร่ รวมพื้นที่มากกว่า 645 ไร่ แม้โครงการจะผ่านกระบวนการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้เผชิญเสียงคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่ที่กังวลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แหล่งน้ำใต้ดิน และวิถีชีวิตชุมชน
โดยผลการนับคะแนนประชามติ พบว่า คำขอที่ 1 มีผู้มาใช้สิทธิ 223 คน ไม่เห็นด้วย 145 คน เห็นด้วย 70 คน ไม่ลงคะแนน 5 คน และบัตรเสีย 3 ใบ ขณะที่คำขอที่ 2 มีผู้ใช้สิทธิ 220 คน ไม่เห็นด้วย 140 คน เห็นด้วย 73 คน ไม่ลงคะแนน 4 คน และบัตรเสีย 3 ใบ

แม้ผลประชามติจะสะท้อนว่าคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการอนุญาตทำเหมือง แต่กระบวนการพิจารณายังไม่สิ้นสุด เนื่องจากคณะกรรมการจัดทำประชามติจะต้องส่งรายงานผลไปยังจังหวัดนครสวรรค์ ก่อนเสนอให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่พิจารณาต่อไป
ล่าสุดวันนี้ (8 มิ.ย. 69) ผศ.วรวิทย์ นพแก้ว อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ เปิดเผยกับ The Active ว่าตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ผลประชามติไม่ได้มีผลผูกพันโดยอัตโนมัติว่าจะต้องยุติหรืออนุญาตโครงการ เนื่องจากอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้ายยังอยู่ที่อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ โดยเฉพาะกรณีเหมืองประเภทที่ 2 ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจออกประทานบัตร
“ผลประชามติเป็นข้อมูลสำคัญที่ต้องส่งต่อให้ผู้มีอำนาจพิจารณา แต่กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าหากประชาชนลงคะแนนไม่เห็นด้วยแล้ว โครงการจะต้องยุติทันที”
ผศ.วรวิทย์ นพแก้ว

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ยังระบุว่า การลงประชามติที่ตำบลหัวหวายถือเป็นกรณีที่ 2 ของประเทศไทยภายใต้พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 หลังจากก่อนหน้านี้มีการจัดประชามติเรื่องเหมืองหินอุตสาหกรรมที่อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งผลออกมาในทิศทางเดียวกัน คือประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับโครงการ
สำหรับกรณีหัวหวาย แม้คำขอจะแบ่งออกเป็น 2 แปลง แต่เป็นการยื่นขอโดยบริษัทเดียวกัน โดยหากรวมพื้นที่ทั้งสองแปลงเข้าด้วยกันจะมีขนาดเกินเกณฑ์เหมืองประเภทที่ 2 อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยื่นแยกเป็น 2 คำขอ ทำให้ต้องจัดประชามติแยกกันเป็น 2 คูหา
ผศ.วรวิทย์ ยังมองว่า หากพิจารณาในเชิงพัฒนาการทางนโยบาย การกำหนดให้มีประชามติถือเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนมากขึ้น เมื่อเทียบกับอดีตที่ประชาชนมีบทบาทจำกัด
อย่างไรก็ตาม หากมองในเชิงวิพากษ์ กระบวนการดังกล่าว ยังมีข้อจำกัด เพราะการให้ประชาชนตัดสินใจผ่านประชามติเกิดขึ้นในช่วงปลายทางของกระบวนการ หลังผ่านขั้นตอนสำรวจแร่ การยื่นขอประทานบัตร และการจัดทำ EIA มาแล้ว
“คำถามสำคัญคือ เหตุใดชุมชนจึงไม่มีอำนาจตัดสินใจตั้งแต่ต้นทาง แต่กลับต้องมาร่วมตัดสินใจในช่วงสุดท้ายของกระบวนการ”
ผศ.วรวิทย์ นพแก้ว

พร้อมระบุว่า ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งเกี่ยวกับโครงการเหมืองในพื้นที่ได้สร้างรอยร้าวภายในชุมชน ทั้งระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนและผู้คัดค้าน รวมถึงผู้นำชุมชนบางส่วนที่มีจุดยืนแตกต่างกัน จนเกิดความบอบช้ำทางสังคมและความขัดแย้งสะสม
“แม้ประชามติจะเป็นเครื่องมือประชาธิปไตยที่สำคัญ แต่สิทธิชุมชนไม่ควรถูกลดทอนเหลือเพียงการตัดสินด้วยเสียงข้างมากในตอนท้ายเท่านั้น รัฐควรทบทวนกระบวนการมีส่วนร่วมและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีบทบาทตั้งแต่เริ่มต้นของการพัฒนาโครงการ”
ผศ.วรวิทย์ นพแก้ว
ทั้งนี้ หลังจากจังหวัดนครสวรรค์ส่งผลประชามติไปยังกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่แล้ว จะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของอธิบดีกรมฯ ว่าจะพิจารณาอนุญาตหรือไม่อนุญาตประทานบัตรทำเหมืองหินและโรงโม่หินในพื้นที่ตำบลหัวหวายต่อไป
