กมธ.พัฒนาการเมืองฯ เสนอร่างแก้ รธน. ย้ำ สส.-สว. ไม่ควรมีส่วนร่วมร่างกติกา

ชู โมเดล ‘สภารับฟังความเห็นฯ 200 คน-กรรมาธิการยกร่างฯ 35 คน’ ดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญ ‘สว.นรเศรษฐ์’ หวังเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน ผู้เล่นในสมการการเมือง สส.-สว. ไม่ควรแตะเนื้อหา ยอมรับไม่ง่ายได้เสียงหนุนร่าง สว.อิสระ ขณะที่ ‘สว.เทวฤทธิ์’ หวังประธานรัฐสภา รอร่างภาคประชาชน เพื่อพิจารณาพร้อมกัน

วันนี้ (2 มิ.ย. 69) นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา และคณะ แถลงข่าวกรณีการเตรียมเข้าหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 19 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. ในประเด็นคำวินิจฉัยขอบเขตการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือก สสร. ที่ไม่สามารถเลือกผู้ร่างได้โดยตรง โดยจะเชิญตัวแทนพรรคการเมืองที่ยื่นร่างแก้รัฐธรรมนูญ ม.256 เพื่อเข้าร่วมการหารือในครั้งนี้ด้วย เพื่อให้ได้ความคืบหน้าและความชัดเจนเพิ่มขึ้นถึงขอบเขตการมีส่วนร่วมเพื่อนำไปสู่การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ในชั้นกรรมาธิการต่อไป

ขณะเดียวกัน ยังระบุถึงการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ในนาม สว.อิสระ โดยจะยื่นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อกำหนดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมอ้างอิงว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังมีปัญหา ที่มาและเนื้อหาโดยเฉพาะกระบวนการการได้มาขาดกันเป็นส่วนร่วมของประชาชน โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อเสนอแนวทางการออกแบบกระบวนการที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างอย่างแท้จริง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบถ่วงดุลได้ตลอดทุกขั้นตอน

นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองฯ สว.

นรเศรษฐ์ บอกอีกว่า จะมีองค์กรจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 2 องค์กร คือ 1. สภารับฟังความคิดเห็น จำนวน 200 คน โดย 100 คนมาจากการเลือกตั้งแบบเป็นเขต อีก 100 คน มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ โดยต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นน้ำ ให้ประชาชนเลือกสภาชุดนี้

“เราเข้าใจในข้อจำกัดของคำวินิจฉัยของศาลธรรมนูญ ว่าไม่อาจให้สภาเลือกผู้ร่างได้โดยตรง จึงทำการแยกองค์กรในการจัดทำรับฟังความคิดเห็นให้ประชาชนมีส่วนร่วม”

นรเศรษฐ์ ปรัชญากร

2. องค์กรทำหน้าที่รัฐธรรมนูญ มาจากการเลือกของรัฐสภา จำนวน 35 คน ให้สภากำหนดวิธีการเลือก ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีหน้าที่หลักคือ จะรับฟังความคิดเห็น จากประชาชนในเนื้อหาต่าง ๆ และทำรายงานสรุปเพื่อเสนอต่อกรรมาธิการยก และกรรมาธิการยกร่างมีหน้าที่อย่างเดียวคือแปลความหมาย แปลเนื้อหาที่ได้จากการรับฟังความเห็นของประชาชนเป็นภาษาของรัฐธรรมนูญเท่านั้น

“ตรงนี้ต้องเขียนกระบวนการของ 2 องค์กรให้ชัดเจน เชื่อว่าประชาชนจะสามารถสบายใจได้ว่าเนื้อหาจากการรับฟังความคิดเห็น ที่เป็นฉันทามติของประชาชนประเด็นต่าง ๆ จะสามารถนำมาถ่ายทอดในร่างรัฐธรรมนูญ ใหม่ได้อย่างชัดเจน โดยที่ไม่ถูกฝ่ายใดฝ่ายนึงครอบงำ”

นรเศรษฐ์ ปรัชญากร

นรเศรษฐ์ ยังระบุถึงความโปร่งใสโดยกำหนดให้กระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการยกร่าง ต้องมีรายงานที่เปิดเผยต่อสาธารณะกระบวนการร่าง ทุก 60 วัน และกระบวนการรับฟังความคิดเห็น รวมถึงการประชุมจะให้ถ่ายทอดสดเป็นหลัก ยกเว้นประเด็นที่ละเอียดอ่อน จะพิจารณาเป็นรายประเด็นให้ประชุมเป็นการลับได้ และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องรายงานความคืบหน้าต่อรัฐสภาทุก 60 วัน ให้รัฐสภาได้อภิปราย

ทั้งนี้บทบาทของรัฐสภาแตกต่างจากร่างของพรรคการเมืองอื่นคือ จะให้รัฐสภาตรวจสอบการทำงานของ 2 องค์กรหลักเท่านั้น มีอำนาจเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยบทบาทเป็นการตรวจสอบและอภิปรายเท่านั้น อำนาจสุดท้ายก่อนทำประชามติ เป็นอำนาจของสภารับฟังความความคิดเห็นที่จะโหวตเห็นชอบด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่ง เพื่อส่งไปให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการทำประชามติ ที่ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่าร่างฉบับใหม่จะผ่านหรือไม่ ซึ่งจะเป็นกลไกที่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่ารัฐธรรมนูญฉบับต่อไปจะเป็นฉบับที่ประชาชนมีส่วนร่วมและทำเพื่อประชาชน

ผู้เล่นในสมการปัจจุบัน ทั้ง สส.-สว. ควรอยู่ห่างจากกระบวนการตรงนี้ ผู้เล่นไม่ควรมีส่วนร่วมร่างกติกา เพื่อให้ประชาชนเกิดความสบายใจมากที่สุดในกระบวนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”

นรเศรษฐ์ ปรัชญากร

ส่วนการลงชื่อร่างของ สว. ได้ประสานแต่ละพรรคแล้ว เช่น พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชน และจะประสานไปยังพรรคเพื่อไทย เพื่อขอสนับสนุนการลงชื่อ และส่งตัวร่างไปให้พรรคการเมืองทุกพรรคพิจารณา คาดว่าในสัปดาห์นี้ จะนัดตัวแทนพรรคการเมืองเข้าไปเสนอและตอบคำถามหลักการและเหตุผลในร่างของ สว. อิสระ ขณะนี้ยังไม่ได้ไม่ได้นำเสนอ สว. ท่านอื่น เบื้องต้น 10 สว. ที่จะสนับสนุนร่าง คาดว่าจะเป็นสัปดาห์หน้าที่จะหารือกับ สว.

ส่วนการพบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คาดว่าจะช่วยทำให้พรรคการเมืองแต่ละพรรคที่เสนอร่างทำงานได้ง่ายขึ้น และอาจจะมีช่องทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการได้ ตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อให้มีส่วนร่วมในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งร่างของกลุ่ม สว. อิสระที่ได้เสนอประชาชนไม่ได้ร่างโดยตรง แต่จะมีส่วนร่วมในกระบวนการ

ปธ.กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว. ยอมรับว่า ไม่ง่ายที่จะได้ สส.และ สว. 140 คน ลงชื่อสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการพยายามนำเสนอความเห็นของตัวกลุ่ม แต่เห็นว่าร่างของทุกร่างอย่างน้อยขั้นต่ำ ควรมีโอกาสเข้าไปนำเสนอหลักการและเหตุผล อย่างน้อยร่างทุกร่างควรมีโอกาสเข้าไปพูดคุยในกรรมาธิการฯ เชื่อว่าทางสมาชิกรัฐสภาจะยึดถือในหลักการเดียวกันด้วยการสนับสนุนร่าง ยังหวังว่าจะสามารถผลักดันร่างตรงนี้อย่างน้อยมีโอกาสได้เข้าไปเสนอหลักการในสภา และเสนอหลักการร่วมในกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

ขณะที่ เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระบุว่า นอกจากเงื่อนไข 140 เสียง อีกเรื่องสำคัญคือการได้รับชื่อ และผ่านวาระแรก เงื่อนไขสำคัญ คือ การได้เสียง สว.ด้วยกันว่าจะได้ 67 เสียงหรือไม่ หากย้อนไปเมื่อเดือน ต.ค.68 มีกระบวนการพิสูจน์ระดับหนึ่งจริงอยู่ว่าในอดีตสมาชิกวุฒิสภา เคยตีตกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย แต่เห็นชอบในหลักการร่างของพรรคประชาชน ซึ่งในด้านของพรรคประชาช นมีข้อถกเถียงในเรื่องของการมีคูหา และไม่ได้เพิ่มอำนาจ สว. ในการลงมติ แต่สุดท้ายก่อนไปทำประชามติรับร่างโดยส่วนของเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ร่างฉบับดังกล่าวก็ใช้เช่นเดียวกันคือไม่มีเงื่อนไขพิเศษหรือไม่ได้เพิ่มอำนาจสมาชิกวุฒิสภา

“อย่างน้อยที่สุด ในตอนนั้น สว. เห็นชอบร่างของพรรคประชาชน 108 เสียง คิดว่าหลักการตรงนี้ สว. ไม่ได้เปลี่ยนองค์ประกอบ ฝั่งสส.อาจจะตั้งคำถามได้ เพราะมีการเปลี่ยนองค์ประกอบของสภา แต่ สว.ไม่ได้เปลี่ยนองค์ประกอบ ดังนั้น 108 เสียง คือตัวยืนพื้นฐานที่จะเห็นชอบ กับหลักการไม่ว่าจะเป็นมีคูหา ทางตรงหรือทางอ้อม และไม่ได้เพิ่มอำนาจของ สว. ในการลงมติ ถ้าหากว่าท้ายสุดแล้ว มี สว. ซึ่งไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในองค์ประกอบ แล้วมีการตัดสินใจที่เปลี่ยนแปลงไป ก็ต้องตอบคำถามกับประชาชนว่าอะไรเป็นเงื่อนไขในการที่เปลี่ยนไปในห้วงเวลา ต.ค. 68 กับ ห้วงเวลา ก.ค.69”

เทวฤทธิ์ มณีฉาย

เทวฤทธิ์ ยังทิ้งท้ายว่า หลายคนคงอยากตั้งคำถามว่า การที่ สส. หรือ สว.มาร่างแก้ไขเพื่อเป็นประโยชน์ของตนเองหรือไม่ แต่แน่นอนว่าทางด้านของ นรเศรษฐ์ ก็พูดถึงว่าพยายามที่จะกันผู้เล่นออกไปกระบวนการร่างแล้ว อีกประการหนึ่งก็ทราบมาว่า อาจจะมีภาคประชาชนกำลังรวบรวมรายชื่อ โดยในระยะเวลาในการรวบรวมรายชื่อจำนวน 50,000 รายชื่อ ดังนั้นต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งและอยากจะฝากประเด็นนี้ไปถึง​ โสภณ​ ซารัมย์​ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าขอพิจารณาเพื่อรอภาคประชาชนที่กำลังรวบรวมรายชื่อที่ต้องใช้ระยะเวลาในการรวบรวมรายชื่อ เพื่อที่จะได้ลดข้อครหาเวลาที่มีคนตั้งข้อสังเกตว่าในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อประโยชน์ของคนในสมาชิกรัฐสภาหรือไม่ โดยมองว่า ถ้ามีภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และรัฐสภาเห็นชอบในหลักการของภาคประชาชน จึงคิดว่าจะสามารถลดข้อครหานี้และจะสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active