ชี้ เกือบทศวรรษ รัฐธรรมนูญ 2560 สะท้อนปัญหาชัดเจน ขาดกลไกคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ ไม่ยึดโยงประชาชน องค์กรอิสระถูกตั้งคําถามถึงความเป็นอิสระ กระทบ บั่นทอนความเชื่อมั่นสังคมต่อระบบการเมือง และกฎหมายสูงสุดอย่างต่อเนื่อง ย้ำ กติกาสูงสุดของประเทศต้องอยู่บนเจตจํานงของประชาชน
วันนี้ (6 ก.พ. 69) คณาจารย์คณะนิติศาสตร์หลายมหาวิทยาลัย และนักกฎหมาย ร่วมกันออกแถลงการณ์ต่อการออกเสียงประชามติจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยระบุว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นรากฐานของกฎหมายทั้งปวง และเป็นกรอบที่กําหนดโครงสร้าง อํานาจหน้าที่ และความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรผู้ใช้อํานาจรัฐ ตลอดจนเป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญมิใช่เพียงเอกสารทางกฎหมาย หากแต่เป็นกติกาพื้นฐานร่วมกันของสังคม ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการว่าอํานาจอธิปไตยเป็นของประชาชน และประชาชนเป็นผู้มอบอํานาจนั้นให้แก่รัฐเพื่อใช้อย่างจํากัด ภายใต้ระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลที่เหมาะสม
แถลงการณ์ ระบุด้วยว่า เกือบหนึ่งทศวรรษภายใต้การบังคับใช้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มิได้เป็นเพียงข้อถกเถียงเชิงวิชาการ หากแต่เป็นปัญหาทั้งหลักการ และเป็นปัญหาในทางปฏิบัติจนเป็นที่ประจักษ์รับรู้ได้โดยประชาชนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการขาดกลไกที่มีประสิทธิภาพในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน การที่องค์กรอิสระถูกตั้งคําถามถึงความเป็นอิสระและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ หรือการที่เสียงของประชาชนจากการเลือกตั้งถูกลดทอนความหมายด้วยกลไกทางการเมืองที่ไม่ยึดโยงกับเจตจํานงของประชาชนโดยตรง ซึ่งได้บั่นทอนความ เชื่อมั่นของสังคมต่อระบบการเมืองและกฎหมายสูงสุดของประเทศอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ยังได้เปลี่ยนแปลงหลักการสําคัญ หลายประการ และนํากลไกที่แตกต่างจากพัฒนาการของรัฐธรรมนูญไทยที่ผ่านมาอย่างมีนัยสําคัญมาใช้ อาทิ การเปลี่ยนลักษณะของสิทธิของประชาชนบางประการให้กลายเป็นหน้าที่ของรัฐซึ่งนํามาสู่ปัญหาการตีความ และการบังคับใช้การกําหนดบทบาทสําคัญให้แก่สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมิได้ยึดโยงกับเจตจํานงของประชาชน โดยตรง
รวมถึงการออกแบบองค์กรอิสระและกลไกด้านจริยธรรมที่ขาดความชัดเจนและเสี่ยงต่อการถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ส่งผลให้ระบบตรวจสอบและถ่วงดุลไม่อาจทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่สามารถจํากัดหรือควบคุมการใช้อํานาจรัฐได้อย่างแท้จริง
ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่ประจักษ์ว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ไม่อาจทําหน้าที่เป็นกติกาสูงสุดที่ได้รับการยอมรับร่วมกันของสังคมไทยได้อีกต่อไป และไม่สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศได้อย่างเหมาะสม แม้รัฐธรรมนูญในฐานะกฎหมายสูงสุดควรเป็นหลักประกันแห่งเสถียรภาพและความมั่นคงทางกฎหมาย แต่รัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตย ย่อมต้องสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปได้
อย่างไรก็ดีกระบวนการแก้ไข รัฐธรรมนูญ 2560 กลับถูกออกแบบให้กระทําได้ยากยิ่ง จนไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างหรือหลักการ สําคัญได้และสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การแก้ไขเป็นรายมาตราไม่อาจแก้ไขปัญหาทั้งระบบได้ภายใต้บริบทดังกล่าว การออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จึงมีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการเมืองและระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย มิใช่ในฐานะการแข่งขันของฝักฝ่ายทางการเมือง หากแต่เป็นกระบวนการที่ทําให้อํานาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนปรากฏขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
แม้การออกเสียงในครั้งนี้จะยังไม่อาจทําให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้นในทันที แต่ย่อมเป็นสัญญาณทางการเมืองที่สะท้อนเจตจํานงและความคาดหวังของประชาชน และเป็นจุดเริ่มต้นของการคลี่คลายพันธนาการทางโครงสร้างที่ผูกมัดการเมืองไทยไว้กับกติกาที่ไม่อาจตอบสนองสังคมได้อีกต่อไป
แถลงการณ์ ย้ำด้วยว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรมุ่งไปสู่ รัฐธรรมนูญของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เป็นกติกาที่ตั้งอยู่บนหลักประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ และความเสมอภาค คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพอย่างมีความหมาย วางระบบตรวจสอบและถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพ และออกแบบโครงสร้างอํานาจรัฐให้ยึดโยงกับเจตจํานงของประชาชน
คณาจารย์และนักกฎหมาย จึงขอประกาศจุดยืนร่วมกันอย่างชัดเจน ว่า อํานาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน และให้ความเห็นชอบต่อการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยยืนยันหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย ว่า กติกาสูงสุดของประเทศต้องตั้งอยู่บนเจตจํานงของประชาชน
การเปิดทางสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในครั้งนี้จึงมิใช่เพียงทางเลือกทางการเมือง หากแต่เป็นความจําเป็นทางหลักการ เพื่อฟื้นฟูความชอบธรรมของกฎหมายสูงสุด และวางรากฐานให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้าภายใต้กติกาที่เป็นธรรมและได้รับการยอมรับร่วมกันอย่างแท้จริง
