นักวิชาการ ชี้ เลือกตั้งล่วงหน้า ตอกย้ำชัดข้อผิดพลาด กกต. เทียบเลือกตั้ง ปี 62, 66 มองประสิทธิภาพองค์กรอิสระ ภายใต้รัฐธรรมนูญ 60 ไม่เปิดช่องถอดถอน ไร้กลไกเอาผิดแบบเห็นผลจริง เหตุผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบไม่ยึดโยงประชาชน ย้ำชัด เลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. เป็นความหวัง ‘ประชามติ’ แก้รัฐธรรมนูญ คือ ทางออก
รศ.สามชาย ศรีสันต์ ประธานบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายถึงการทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีที่มาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ทั้งการเลือกตั้งในปี 2562 และปี 2566 สะท้อนให้เห็นถึงปัญหา และข้อผิดพลาดในการดำเนินการมาโดยตลอด อาทิ การประกาศผลการเลือกตั้งที่ล่าช้า, ข้อผิดพลาดในการนับคะแนน, จำนวนบัตรไม่ตรงกับจำนวนผู้มาลงคะแนน ฯลฯ การเลือกตั้งล่วงหน้า เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 69 ที่ผ่านมา ก็เป็นอีกครั้งที่สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพการทำงานของ กกต.
รศ.สามชาย จึงมองว่า การเลือกตั้งใหญ่วันที่ 8 ก.พ. 69 ก็มีโอกาสที่จะเกิดปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นอีก และถึงแม้ กกต. จะมีข้อผิดพลาดจากการจัดการเลือกตั้งหลายครั้งในหลายประเด็น แต่ในปัจจุบันกลับไม่มีกลไกใดที่จะเอาผิด กกต. แบบที่เห็นผลจริงได้ เพราะรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ไม่ให้สิทธิ์กับประชาชนในการเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระได้

แม้ว่าประชาชนจะมีช่องทางร้องเรียนต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ไต่สวนการกระทำของ กกต. ได้ และหากพบว่ามีมูลความผิด ป.ป.ช. ก็จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาดำเนินคดี แต่ ป.ป.ช. และ กกต. มีที่มาจาก วุฒิสภา (สว.) ซึ่งเป็นผู้ให้ความเห็นชอบผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง ป.ป.ช. และ กกต. ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 บัญญัติให้ผู้ทำหน้าที่ไต่สวนการกระทำผิดของ สว. ก็คือ ป.ป.ช. ส่วนคดีการทุจริตการได้มาซึ่ง สว. ให้เป็นหน้าที่ของ กกต. ในการสืบสวนชี้มูล ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นสายตระกูลสีเดียวกัน และไม่ยึดโยงอยู่กับประชาชน
“เมื่อกระบวนการมีปัญหาตั้งแต่ผู้ที่ทำหน้าที่คัดเลือกองค์กรอิสระ การได้มาซึ่งองค์กรอิสระก็ย่อมมีปัญหาด้วย นำไปสู่การตรวจสอบหรือเอาผิดองค์กรอิสระที่ทำได้ยาก ซึ่งแตกต่างกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่เปิดช่องให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระผ่านกลไก สว. ได้ โดย สว. ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ส่วน สว. ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เป็นการเลือกตั้งและแต่งตั้งผสมกัน ซึ่งมีความยึดโยงกับประชาชนมากกว่า”
รศ.สามชาย ศรีสันต์
รศ.สามชาย ย้ำว่า แม้จะยังมีช่องทางอื่นในการเอาผิด กกต. เช่น การฟ้องร้องเรื่องปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา ก็จำเป็นต้องมีหลักฐานต่าง ๆ ที่ชี้ชัดตามกฎหมายด้วยว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่ก็ต้องเป็นผู้เสียหายไปยื่นฟ้องเอง ซึ่งนอกเหนือจากกระบวนการเหล่านี้แล้ว ไม่มีกระบวนการใดที่ประชาชนจะสามารถคานอำนาจของ กกต. รวมถึงองค์กรอิสระได้เลย
“สิ่งที่ประชาชนสามารถทำได้ คือ การออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งให้มากที่สุด เพื่อเป็นกลไกทางสังคมที่จะกดดันไปยัง กกต. ไม่ให้การกระทำที่ผิดพลาด คลาดเคลื่อน หรือจงใจกระทำผิดพลาดจนส่งผลต่อคะแนนทำให้ได้คนที่ประชาชนไม่ได้เลือกมาเป็น ส.ส. เชื่อว่าหากประชาชนมาลงคะแนนอย่างท่วมท้นและเทคะแนนให้พรรคการเมือง และตัวผู้สมัครอย่างเป็นเอกฉันท์ โอกาสที่ความผิดพลาดบกพร่องจนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนลำดับของผู้จะมาดำรงตำแหน่งก็น้อยลง และคงมีความละอายต่อบาปผุดขึ้นในมโนสำนึกขึ้นบ้างหากจะทำอะไร”
รศ.สามชาย ศรีสันต์

รศ.สามชาย ยังคาดว่าการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.นี้ จะมีประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากกว่าปี 2566 เนื่องจากประชาชนน่าจะได้บทเรียนจากการเลือกตั้งในอดีตมาแล้ว ที่สำคัญคือความตระหนักว่าระบบโครงสร้างทางการเมืองในปัจจุบันเป็นปัญหา ที่ผ่านมาจำนวนผู้มาใช้สิทธิในปี 2566 จึงอาจยังไม่มากพอที่จะทำให้ตัวแทนของประชาชนที่ได้รับเสียงมากที่สุดสามารถเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลและเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมืองที่มันบิดเบี้ยวได้
นอกจากนี้ ในวันที่ 8 ก.พ. นี้ ยังมีสิ่งสำคัญอีกเรื่องคือ การออกเสียงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้นำไปสู่การแก้ไขกลไกต่าง ๆ ในการเอาผิด กกต. ถ่วงดุลอำนาจกันในบรรดาองค์กรอิสระ ซึ่งอาจจะอาศัยเทียบเคียงกับกลไกภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่วางกลไกในเรื่องนี้ไว้ค่อนข้างดีแล้ว ทั้งที่มาของ สว. และองค์กรอิสระ รวมถึงกระบวนตรวจสอบ และการเข้าชื่อถอดถอนองค์อิสระที่มีการคานอำนาจกัน โดยที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในฐานะที่เป็นเจ้าของอำนาจ
“นับตั้งแต่ประเทศไทยเคยมีองค์กรอิสระอย่าง กกต. คิดว่า กกต. ชุดนี้น่าจะเป็น กกต. ชุดที่ถูกครหา และขาดความเชื่อมั่นศรัทธาจากประชาชนมากที่สุด ทางออกคือจะต้องทำให้ที่มาขององค์กรอิสระยึดโยงกับประชาชน คือมีประชาชนเป็นแม่ผู้ให้กำเนิด ไม่ใช่ออกมาจากแม่ในตระกูลสีเดียวกัน การเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. นี้ จึงเหมือนเป็นความหวัง ส่วนตัวคิดว่าสิ่งที่จะช่วยให้บ้านเมืองสงบโดยไม่มีเหตุรุนแรงคือการมาร่วมกันพิจารณาแนวทางการอยู่ร่วมกันใหม่ ซึ่งก็คือจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยการประนีประนอมในเชิงโครงสร้างระหว่างฝั่งผู้มีอำนาจกับประชาชน เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งการได้มาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี่แหละที่จะเป็น Great Compromise ของประเทศ”
รศ.สามชาย ศรีสันต์
