ชู 4 แกนนโยบาย เดินหน้ามืออาชีพ–ยกเลิก MOU 44 ปกป้องอธิปไตย ‘สีหศักดิ์’ เสนอนโยบายต่างประเทศเชิงรุก ประกาศดัน การทูตมืออาชีพ–การทูตเศรษฐกิจ พาไทยกลับสู่เวทีโลก ‘เอกนิติ’ เปิดโยบายเศรษฐกิจ 10 Plus ย้ำวินัยการคลัง–ไม่ประชานิยม ดันลงทุน เทคโนโลยี ขณะที่ ‘ศุภจี’ ชี้ไทยอยู่กลางมรสุมโลก จี้เลือกความหวังไม่ใช่ความขัดแย้ง หนุนภูมิใจไทยเป็นทีมแก้เศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 69 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้าย ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยประกาศความพร้อมของพรรคภูมิใจไทยในการกลับมาบริหารประเทศต่อ พร้อมชูนโยบายหลักด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง คุณภาพชีวิต และบทบาทประเทศไทยบนเวทีโลก ย้ำ “ประเทศไทยไม่ใช่ที่ฝึกงาน” และ “เลือกภูมิใจไทย ประเทศจะไม่ต้องเสี่ยง”
อนุทิน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยทำงานรับใช้ประเทศมาแล้วกว่า 17 ปี และเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ตนรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคในปี 2555 โดยทุกการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคมีจำนวน สส. เพิ่มขึ้นเสมอ และการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นครั้งที่พรรค “เติบโตมากกว่าหนึ่งเท่าตัว” สะท้อนความพร้อมก้าวขึ้นเป็นพรรคการเมืองหลัก และเป็นที่พึ่งของประชาชนทั่วประเทศ

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแข่งขันปกติ แต่เป็นการ “เล่นเกมนายกรัฐมนตรี” พรรคจึงต้องยกระดับทั้งวิธีคิด นโยบาย และการจัดวางบุคลากร เพื่อพิสูจน์ความเป็นพรรคที่พร้อมนำประเทศออกจากความไม่แน่นอน
อนุทิน ยังกล่าวถึงผลงานของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ว่าเป็นการพิสูจน์ศักยภาพในการบริหารประเทศ แม้จะอยู่ในสถานะรัฐบาลรักษาการ พร้อมขอความไว้วางใจจากประชาชนให้พรรคภูมิใจไทยได้ทำงานต่ออีก 4 ปีเต็ม เพื่อขับเคลื่อนประเทศอย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุด และไม่เสียโอกาส
4 แกนนโยบายหลัก ขับเคลื่อนพร้อมกัน
พรรคภูมิใจไทย จึงกำหนดนโยบายหลัก 4 แกน ได้แก่
- เศรษฐกิจ
- ความมั่นคง
- การรับมือภัยพิบัติ
- คุณภาพชีวิตประชาชน

โดยย้ำว่าการขับเคลื่อนต้องทำพร้อมกัน เหมือน “เฟืองจักร” ที่หมุนไปในจังหวะเดียวกัน จึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมประกาศว่าพรรคภูมิใจไทย “ไม่เหมือนเดิม” ทั้งในเชิงวิธีคิดและวิธีทำงาน
อนุทิน ยอมรับว่า พรรคภูมิใจไทยถูกมองว่าเป็น “พรรคบ้านใหญ่” แต่ยืนยันว่าเป็นความหมายในเชิงบวก เพราะ สส. ของพรรคดูแลประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ไม่ทอดทิ้งชาวบ้าน พร้อมโต้ข้อกล่าวหาว่าขาดวิสัยทัศน์เชิงโครงสร้าง โดยระบุว่านโยบายของพรรคมีความแข็งแรง “แน่นยิ่งกว่าคอนกรีตเสริมเหล็ก” และไม่ใช่การเมืองเฉพาะพื้นที่ แต่เป็นการออกแบบประเทศในระยะยาว
ในด้านเศรษฐกิจ พรรคภูมิใจไทยเสนอแนวคิด Thailand Plus / Trade Plus / 10 Plus มุ่งเพิ่มรายได้ เพิ่มโอกาส และยกระดับขีดความสามารถของประเทศ เน้นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เทคโนโลยี AI และเศรษฐกิจสีเขียว
พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ยืนยันว่าไทยต้องเป็น “ผู้กำหนดกติกา” ไม่ใช่ผู้ถูกกำหนดจากประเทศมหาอำนาจ
อนุทิน ยังวิจารณ์นโยบายประชานิยมที่เน้น “แจกเงิน” ว่าไม่ตอบโจทย์ในระยะยาว และจะสร้างภาระทางการคลัง พร้อมย้ำแนวคิด “ให้เบ็ด ไม่ใช่ให้ปลา” สร้างอาชีพ สร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้ประชาชน
พรรคภูมิใจไทยเสนอให้เด็กไทยเรียนฟรีจนจบการศึกษาสูงสุด พร้อมเปิดโอกาสให้คนทุกวัยได้อัปสกิล–รีสกิล รองรับตลาดแรงงานอนาคต
ด้าน ความมั่นคง เสนอระบบ ทหารอาสา เพื่อให้กองทัพมีทั้งความพร้อมทางการทหารและทักษะวิชาชีพ สร้างกองทัพที่ประชาชนอยากเข้าร่วม ไม่ใช่ถูกบังคับ
ในมิติ คุณภาพชีวิต พรรคเสนอจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ มีพยาบาลอาสาประจำชุมชน และโครงการ “จ้างงานสูงวัย Plus” เพื่อให้ผู้สูงอายุมีรายได้และคุณค่าในสังคม พร้อมเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ดูแลและครอบครัว
อนุทิน ยังกล่าวถึงการเข้าร่วมประชุม World Economic Forum ที่ดาวอส ของทีมไทยแลนด์ ว่าได้รับการตอบรับจากนานาประเทศ แม้รัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ พร้อมยืนยันว่า “ประเทศขาดรัฐบาลไม่ได้” และภูมิใจไทยจะไม่ปล่อยให้ไทยเสียโอกาสแม้แต่วินาทีเดียว
พร้อมปฏิเสธภาพลักษณ์ “Sick Man of Asia” และยืนยันว่าหากภูมิใจไทยได้บริหารประเทศ ไทยจะเป็นประเทศที่แข็งแรง เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่โลกต้องการ
อนุทิน ยังประกาศชัดว่า พรรคภูมิใจไทยจะไม่ยอมให้ประเทศไทยตกอยู่ในสถานะผู้ถูกกำหนดกติกา หรือสูญเสียศักยภาพในเวทีโลก พร้อมชี้ว่าอาเซียนคือขุมพลังใหม่ และไทยต้องยืนอยู่ในตำแหน่งศูนย์กลางอย่างมีอำนาจต่อรอง
อนุทิน ย้ำว่า วันนี้ประเทศไทย รอไม่ได้ และประเทศไทยเสี่ยงไม่ได้อีกแล้ว เมื่อคนของพรรคภูมิใจไทยเข้ามาทำงานประเทศไทยจะไม่เสี่ยงตกขบวนโลก หรือกลับไปสู่วงจรของความขัดแย้งเดิม ๆ ไม่เสี่ยงกับผู้บริหารประเทศที่ด้อยประสบการณ์ จะไม่เสี่ยงกับการทุจริตคอร์รัปชั่น รวมถึงจะไม่เสี่ยงต่อการสูญเสียอธิปไตย ดังนั้น หากเลือกภูมิใจไทยประเทศไทยไม่ต้องเสี่ยง
“วันนี้ประเทศไทยจะมีรัฐบาลที่ทดลองงานหรือฝึกงานไม่ได้ และคนไทยจะทะเลาะกันไม่ได้ วันนี้ประเทศไทยแบกความเสี่ยงไม่ได้อีกแล้วหากประชาชนเลือกพรรคภูมิใจไทย ประเทศไทยก็จะไม่มีความเสี่ยงเหล่านี้”
อนุทิน ชาญวีรกูล

อนุทิน ยังประกาศโครงสร้างรัฐบาล หากพรรคภูมิใจไทยกลับมาเป็นแกนนำ โดยระบุว่า
• ตนจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
• สีหศักดิ์ เป็นรองนายกฯ และ รมว.กระทรวงการต่างประเทศ
• ศุภจี เป็นรองนายกฯ และ รมว.กระทรวงพาณิชย์
• เอกนิติ เป็นรองนายกฯ และ รมว.กระทรวงคลัง
“กระทรวงเหล่านี้ ภูมิใจไทยจองแล้ว ใครก็มาไม่ได้ หากได้กลับมาเป็นรัฐบาล มาแพ็ค 4 แน่นอน”
อนุทิน ชาญวีรกูล
ยกเลิก MOU 44 – ปกป้องผลประโยชน์ชาติ
อนุทิน ยังประกาศว่า จะ ยกเลิก MOU 44 ทันที หากได้เป็นรัฐบาล ยืนยันไม่มีการแบ่งผลประโยชน์ทรัพยากรทางทะเลแบบ 50:50 พร้อมให้กระทรวงการต่างประเทศ และกองทัพเสนอแนวทางใหม่ภายใต้ MOU 43 เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย
ในประเด็นชายแดนไทย–กัมพูชา อนุทิน ยืนยันว่า หากไม่มีการรุกรานไทยก็จะไม่มีปัญหา แต่รัฐบาลภูมิใจไทยยืนหยัดสนับสนุนกองทัพจนปฏิบัติภารกิจสำเร็จ ทำให้สามารถทวงคืนดินแดนที่ถูกยึดครองมานานหลายสิบปี และย้ำว่าจะไม่ยอมให้ไทยเสียดินแดนอีก
“การเลือกตั้งครั้งนี้คือการเลือกอนาคตประเทศ ท่ามกลางโลกที่แข่งขันสูง พร้อมขอประชาชนเลือกพรรคภูมิใจไทย เบอร์ 37 เพื่อให้ประเทศมีรัฐบาลมืออาชีพ มีเสถียรภาพ ไม่กลับสู่วงจรความขัดแย้ง และไม่สูญเสียอธิปไตย เลือกภูมิใจไทย ประเทศไทยเดินหน้าต่อได้ทันที ไม่เสียเวลา ไม่เสียโอกาสแม้แต่วินาทีเดียว”
อนุทิน ชาญวีรกูล
‘สีหศักดิ์’ ดัน การทูตมืออาชีพ–การทูตเศรษฐกิจ พาไทยกลับสู่เวทีโลก
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย กล่าวบนเวทีปราศรัยใหญ่พรรคภูมิใจไทย เสนอแนวทางนโยบายด้านการเมืองและการต่างประเทศ โดยย้ำว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีความเป็นมืออาชีพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และกำหนดตัวชี้วัดผลการทำงาน (KPI) สำหรับรัฐมนตรีและผู้บริหารรัฐบาล เพื่อยกระดับมาตรฐานการเมืองไทย

พร้อมระบุว่า นโยบายต่างประเทศของพรรคภูมิใจไทยจะยึด “ผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นที่ตั้ง” พร้อมเปลี่ยนบทบาทไทยจากการตั้งรับ เป็นการรุกเชิงยุทธศาสตร์ในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการฟื้นสถานะและศักดิ์ศรีของประเทศ หลังการเมืองภายในไม่นิ่งและเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้ไทยถูกลดบทบาทในเวทีโลก
ในประเด็นความมั่นคงชายแดนและความสัมพันธ์กับกัมพูชา สีหศักดิ์ ชี้ว่า รัฐบาลต้องยืนหยัดปกป้องอธิปไตย ควบคู่การใช้การทูตเชิงรุกและการเจรจา เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและความสูญเสีย โดยเสนอ “รั้วความมั่นคงสองชั้น” ได้แก่ ความเข้มแข็งของกองทัพ การทูตที่ไม่เสียเปรียบ และภาวะผู้นำของรัฐบาล พร้อมย้ำว่าเป้าหมายของไทยคือสันติภาพและความร่วมมือ หากอีกฝ่ายมีความจริงใจ
ด้านยุทธศาสตร์ระยะยาว สีหศักดิ์ เสนอให้นโยบายต่างประเทศของไทยปรับตัวรับโลกหลายขั้ว (multi-polar world) ด้วยการสร้างพันธมิตรและแนวร่วมหลากหลาย ไม่ผูกติดกับขั้วอำนาจใดขั้วหนึ่ง พร้อมใช้ความร่วมมือในอาเซียนเป็นฐานพลังทางการทูต เพื่อถ่วงดุลอำนาจและเพิ่มทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ
ขณะเดียวกัน พรรคภูมิใจไทยประกาศเดินหน้า “การทูตเศรษฐกิจเชิงรุก” โดยบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับภาคเอกชน ใช้เครือข่ายสถานทูตและสถานกงสุลกว่า 100 แห่งทั่วโลกเป็นกลไกขยายตลาด ส่งเสริมการค้าเสรี ดึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่เข้าสู่ประเทศ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย
สีหศักดิ์ ย้ำว่า เป้าหมาย 4 ปีข้างหน้าคือการสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และสร้างหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยชี้ว่าการทูตยุคใหม่ต้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และต้องเชื่อมโยงโดยตรงกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย
‘เอกนิติ’ ชูนโยบายเศรษฐกิจ ’10 Plus’ ย้ำวินัยการคลัง–ไม่ประชานิยม
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทีมเศรษฐกิจ พรรคภูมิใจไทย ก็เสนอนโยบายเศรษฐกิจภายใต้กรอบ “วินัยการคลัง” โดยยืนยันว่าพรรคจะไม่ดำเนินนโยบายประชานิยมที่ก่อหนี้ระยะยาว แต่จะใช้เงินรัฐอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ประชาชนอย่างยั่งยืน

เอกนิติ ระบุว่า นโยบายเร่งด่วนในช่วงที่ผ่านมาเน้นการรักษาเสถียรภาพการคลังและความเชื่อมั่นประเทศ หลังบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศเตือนความเสี่ยงด้านเสถียรภาพ โดยรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการลดภาระหนี้ภาครัฐ จัดทำแผนความยั่งยืนทางการคลัง และใช้กลไกงบประมาณที่มีอยู่เดิม กระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่ก่อหนี้ใหม่
ด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เอกนิติ ชี้ว่า กระทรวงการคลังดำเนินมาตรการเพิ่มกำลังซื้อและการหมุนเวียนเงินในระบบ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส โครงการเที่ยวดีมีคืน การเร่งเบิกจ่ายภาครัฐ การคืนภาษีให้ภาคธุรกิจ และโครงการแก้หนี้ประชาชน โดยทั้งหมดดำเนินการภายใต้กรอบงบประมาณเดิม เพื่อพยุงเศรษฐกิจและรายได้ประชาชนในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว
ขณะเดียวกัน พรรคภูมิใจไทยเสนอแผนเศรษฐกิจระยะกลางและระยะยาวภายใต้นโยบาย “10 Plus” เพื่อยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยแกนหลัก 5 ด้านแรก ได้แก่
- การดึงการลงทุนสมัยใหม่และเทคโนโลยีขั้นสูงเข้าสู่ประเทศ
- การพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมมูลค่าสูง
- การผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด
- นโยบาย AI Plus เพื่อยกระดับทักษะแรงงานไทย
- การปฏิรูประบบรัฐ ลดขั้นตอน อนุมัติการลงทุนรวดเร็ว โปร่งใส
เอกนิติ ยังระบุว่า นโยบายดังกล่าวเชื่อมโยงกับการทำงานเชิงรุกในเวทีโลก ผ่านแนวคิด “ทีมประเทศไทย” เพื่อดึงดูดการลงทุน สร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจ และกำหนดเงื่อนไขให้นักลงทุนต่างชาติถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงานไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
สำหรับอีก 5 นโยบายภายใต้ “10 Plus” จะมุ่งกระจายรายได้อย่างทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ำ โดยเน้นการเพิ่มทักษะแรงงานรายย่อยและผู้ประกอบการรายเล็ก การสนับสนุน SME และวิสาหกิจชุมชน การคุ้มครองผู้ประกอบการไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ผู้สูงอายุ และการนำงานและรายได้กลับสู่ชุมชน ลดการกระจุกตัวในเมืองใหญ่
เอกนิติ ย้ำว่า เป้าหมายของนโยบายเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย คือการทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ เติบโตอย่างทั่วถึง และเติบโตเต็มศักยภาพ บนพื้นฐานของวินัยการคลัง เพื่อเปลี่ยนประเทศไทยจาก “คนป่วยแห่งเอเชีย” ไปสู่ประเทศที่มีความแข็งแกร่งและแข่งขันได้ในเวทีโลก
‘ศุภจี’ ชี้ไทยอยู่กลางมรสุมโลก ต้องเลือก “ความหวังไม่ใช่ความขัดแย้ง”
ขณะที่ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญ “มรสุมรอบด้าน” ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ประเทศขนาดกลางอย่างไทยไม่สามารถควบคุมได้ และกำลังบีบให้ไทยต้องปรับตัวอย่างมีศักดิ์ศรี ท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจโลก

ศุภจี ระบุว่า ไทยไม่ใหญ่พอจะเลือกข้างในเกมภูมิรัฐศาสตร์ แต่จำเป็นต้องดำเนินนโยบายต่างประเทศ การค้า และความมั่นคงไปพร้อมกันอย่างมียุทธศาสตร์ พร้อมเตือนว่าการเมืองแห่งความขัดแย้งไม่ช่วยให้ประเทศรอดพ้นวิกฤต พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน
ในเชิงเศรษฐกิจ ศุภจี สะท้อนภาพ “ประเทศไทยคนป่วยของเอเชีย” หลังอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำต่อเนื่อง และอ้างอิงการประเมินของ IMF ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตเพียงร้อยละ 1.6 โดยย้ำว่าเป็นตัวเลขที่ “ยอมรับไม่ได้” และชี้ว่าปัญหาสำคัญมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงภาวะชะลอตัวชั่วคราว
ในเชิงโครงสร้าง ศุภจี เสนอการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่าน 4 เครื่องยนต์หลัก ได้แก่
- การบริโภคในประเทศ กระตุ้นอย่างมีวินัยและกระจายถึงชุมชน
- การลงทุน โดยเฉพาะการเร่งดึงการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ให้เกิดผลจริง ผ่านการอนุมัติแบบเร่งรัด (Fast Track) และการเตรียมแรงงานทักษะ รองรับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง AI ดิจิทัล ยานยนต์สมัยใหม่ เกษตรแปรรูป อาหารแห่งอนาคต และการท่องเที่ยวมูลค่าสูง
- การใช้จ่ายภาครัฐ เน้นใช้งบอย่างคุ้มค่า เจาะเป้า และสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ
- การส่งออก–นำเข้า เพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง
ด้านการค้า ศุภจี ชี้ว่าการส่งออกไทยยังมีความเสี่ยงจาก “การกระจุกตัว” 3 ประเด็น คือ
- การพึ่งพาตลาดหลักอย่างสหรัฐและจีน รวมกันกว่า 1 ใน 3 ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด
- การกระจุกตัวของผู้ส่งออก โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ราว 7,000 ราย ครองสัดส่วนการส่งออกถึง 84% ขณะที่ SME กว่า 20,000 ราย มีสัดส่วนเพียงราว 16%
- การกระจุกตัวของสินค้า โดยไทยยังอยู่กลางห่วงโซ่การผลิต นำเข้าและส่งออกสินค้าในกลุ่มเดียวกัน เช่น เครื่องจักร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์
นโยบายที่เสนอจึงรวมถึงการขยายตลาดใหม่ควบคู่กับการรักษาตลาดเดิม การเชื่อมโยงการค้าเข้ากับนโยบายต่างประเทศและความมั่นคง การสนับสนุน SME ให้เข้าถึงทักษะ เงินทุน และตลาด รวมถึงการแก้ปัญหานอมินี พร้อมผลักดันการใช้วัตถุดิบและสินค้า Made in Thailand เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า
ศุภจี ยังโจมตีนโยบายประชานิยมที่เน้น “แจกอย่างเดียว” ท่ามกลางข้อจำกัดงบประมาณและเพดานหนี้สาธารณะ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลไม่สามารถใช้งบประมาณแบบไม่ดูข้อเท็จจริงได้อีกต่อไป โดยเสนอว่าการบริหารประเทศต้องใช้เงินอย่าง “แม่นยำ” และมุ่งสร้างรายได้ใหม่ มากกว่าการเพิ่มภาระการคลัง
ในภาคเกษตร ศุภจี เสนอแนวทาง “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง และเกษตรยั่งยืน” โดยเน้นการบริหารอุปสงค์–อุปทานผ่านกลไกตลาด การเปิดตลาดส่งออกใหม่ การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Contract Farming) และการส่งเสริมเกษตรแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าและกระจายรายได้ให้เกษตรกร ซึ่งคิดเป็นประชากรราว 30–40% ของประเทศ

ศุภจี ย้ำว่า นโยบายเศรษฐกิจและการค้าต้องดำเนินควบคู่กับการต่างประเทศและความมั่นคง เพื่อรับมือโลกที่ผันผวน พร้อมระบุว่า หากได้โอกาสทำงานต่อ ทีมเศรษฐกิจจะเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เพื่อลดความเสี่ยง เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และยกระดับการเติบโตให้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปัจจุบัน
พร้อมกันนี้ ศุภจีใ ช้เวทีดังกล่าวตอบโต้เสียงวิจารณ์กรณีการส่งออก โดยระบุว่าการที่ไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และจีนกว่า 1 ใน 3 ของมูลค่าส่งออก เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง พร้อมตั้งคำถามต่อฝ่ายที่มองว่า “การส่งออกไม่มีปัญหา” ว่าเป็นการมองข้ามความเปราะบางของประเทศ และย้ำว่าภูมิใจไทยเป็นพรรคเดียวที่มองปัญหาการค้า เศรษฐกิจ และความมั่นคงเชื่อมโยงกันเป็นระบบ
ศุภจี ยังย้ำจุดยืนว่า แม้ตนเองไม่ใช่นักการเมือง แต่ตัดสินใจเข้ามาเพราะความกังวลต่ออนาคตประเทศ พร้อมขอ “โอกาส” จากประชาชนให้ทีมเศรษฐกิจภูมิใจไทยได้ทำงานต่อ โดยทิ้งท้ายว่า อนาคตประเทศไทยอยู่ในมือประชาชน ว่าจะเลือก “ความหวังหรือความขัดแย้ง” และเลือกผู้ที่เข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างจริงหรือไม่
