พบ ‘บัตรเขย่ง-ข้อมูลหาย ผิดพลาด-ซื้อเสียง’ เสนอแผน 3 ระยะ ปฏิรูป กกต. เปิดโอกาสให้ภาคประชาชน และผู้เชี่ยวชาญที่เป็นกลางมีส่วนร่วม ยกระดับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งในอนาคต
วันนี้ (10 ก.พ. 69) เครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย (We Watch) แถลงสรุปสถานการณ์การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการออกเสียงประชามติ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 ซึ่งได้ระดมอาสาสมัครกว่า 16,360 คน สังเกตการณ์ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ และบางส่วนของ 400 เขต จากหน่วยเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ 99,487 หน่วย พบความเข้าใจในการปฏิบัติหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง(กปน.) ปรากฏซ้ำในหน่วยเลือกตั้งหลายจังหวัด สะท้อนถึงความไม่สม่ำเสมอของมาตรฐานการจัดการเลือกตั้งในระดับหน่วย

จากการสังเกตการณ์ We Watch สรุปปัญหาสำคัญ 8 ประเด็น ได้แก่
- ประสิทธิภาพในการจัดการหน่วยเลือกตั้ง – หลายหน่วยเลือกตั้งมีการจัดสถานที่และอุปกรณ์ไม่เอื้อต่อการใช้สิทธิอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ และคนพิการ ไม่มีทางลาดสำหรับรถเข็น เช่น เพชรบุรี เขต 3 บางกรณีส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุขณะใช้สิทธิ เช่น สมุทรสงคราม เขต 1 นอกจากนี้ยังพบปัญหาการให้ข้อมูล เอกสารไม่ครบถ้วน บัตรตัวอย่างสีขาว-ดำ บางพื้นที่ไม่มีตัวอย่างบัตรประชามติ รวมถึงกรณีย้ายหน่วยเลือกตั้งโดยไม่ประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าอย่างทั่วถึง เช่น นครศรีธรรมราช เขต 1, สมุทรปราการ เขต 5 หน่วย 52-55 และ นนทบุรี เขต 3 หน่วยที่ 5 อีกทั้งบางหน่วยมีแสงสว่างไม่เพียงพอ เป็นอุปสรรคต่อการสังเกตการณ์ของประชาชน
- การคุ้มครองหลักการลงคะแนนโดยลับ – ตามหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้งที่เสรีเป็นธรรม อาสาสมัครพบหลายหน่วยเลือกตั้งไม่ได้ถูกจัดโดยยึดหลักการดังกล่าวได้อย่างเพียงพอ เช่น กรณีคูหาไม่มีผนังทึบกั้นด้านหลังคูหา การตั้งคูหาที่ชิดจนเกินไป หรือตั้งโต๊ะของเจ้าหน้าที่ใกล้คูหาเกินไป อาจทำให้มองเห็นการลงคะแนนได้ ซึ่งพบลักษณะนี้ในบางหน่วยของ กทม., สมุทรปราการ, สุราษฏร์ธานี, สุโขทัย และนครศรีธรรมราช เป็นต้น ซึ่งอาจกระทบต่อเสรีภาพในการจตัดสินใจของผู้ใช้สิทธิ
- ข้อผิดพลาดจากบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง – หลายกรณี เช่น รายชื่อผู้มีสิทธิถูกขีดฆ่าออก ระบุว่าเป็นผู้เสียชีวิต, ยังอยู่ทะเบียนบ้านเดิมแม้ย้ายที่อยู่เป็นเวลานานแล้ว หรือข้อมูลเลือกตั้งไม่ตรงกับภูมิลำเนาจริง นอกจากนี้ยังพบกรณีประชาชนตรวจสอบสิทธิของตัวเองในระบบออนไลน์ปรากฏว่ามีสิทธิ แต่เมื่อไปถึงหน่วยเลือกตั้งกลับไม่พบในบัญชีหน้าหน่วย เช่น หน่วยออกเสียงประชามติ ที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เขตที่ 6, บัญชีรายชื่อของ จ.กาฬสิทธุ์ หายไปทั้งจังหวัด และยังพบกรณีลักษณะนี้ที่ จ.พะเยา เขต 1 รวมถึงกรณีข้อมูลสถานที่ใช้สิทธิไม่ตรงกัน ระหว่างเอกสารที่ส่งถึงบ้าน กับข้อมูลในออนไลน์ ส่งผลให้ประชาชนต้องเดินทางหลายแห่ง และเกือบเสียสิทธิ
- ความโปร่งใสของเอกสารและข้อทูลที่ต้องเปิดเผย – พบความผิดปกติของเอกสารที่ต้องเปิดเผยกับประชาชนในหลายหน่วย ได้แก่ เอกสารแสดงจำนวนบัตรเลือกตั้ง ก่อนลงคะแนน, เอกสารแสดงจำนวนบัตรเลือกตั้งหลังลงคะแนน และเอกสารการนับผลคะแนน , พบกรณีไม่ติดประกาศเอกสารไว้หน้าหน่วยหรือจุดที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้ หรือมีการระบุรายละเอียดที่ไม่ครบถ้วน นอกจากนี้ยังพบบางหน่วยเก็บเอกสารผลนับคะแนนออกจากหน่วยในระยะเวลาอันสั้นทั้งที่ควรเปิดเผยให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ รวมถึงจำนวนบัตรเลือกตั้งและจำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่ตรงกัน หรือ ‘บัตรเขย่ง’ ส่งผลต่อความโปร่งใสในการเลือกตั้ง เช่น พิจิตร เขต 1 จำนวนผู้มีสิทธิ 145,512 คน ผู้มาใช้สิทธิ 100,830 คน แต่ผลคะแนนรวม 13,175 คะแนน, จ.สกลนคร ผู้มาใช้สิทธิ 440 คน แต่จำนวนบัตรที่นับได้มี 545 ใบ, ปทุมธานี เขต 5 หน่วยที่ 5 พบความผิดพลาดจนต้องนับใหม่ถึง 3 รอบ, ขอนแก่น เขต 11 ระบุบัตรดี 74,696 ใบ แต่ผลคะแนนรวมมีถึง 97,904 คะแนน, บุรีรัมย์ เขต 1 ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 123,156 คน ผู้มาใช้สิทธิ 80,457 คน แต่ผลคะแนนรวม 86,162 คะแนน กรณีดังกล่าวสะท้อนถึงความผิดพลาดในกระบวนการจัดการบัตร นับคะแนน หรือการจัดทำเอกสาร ซึ่งจำเป็นต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม
- การปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) – พบความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของ กปน. และข้อกังวลของการปฏิบัติงานในหลายพื้นที่ ทั้งในช่วยการลงคะแนน นับคะแนน บางหน่วยเจ้าหน้าที่ไม่ตรวจสอบอัตลักษณ์หรือหลักฐานแสดงตนของผู้ใช้สิทธิ เช่น มหาสารคาม เขต 2 หรือให้ข้อมูลที่อาจสร้างความสับสนเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ เช่น แจ้งว่าออกเสียงได้ทุกหน่วย เพิ่มชื่อได้แม้ไม่มีรายชื่อในบัญชี รวมถึงชี้นำการออกเสียงประชามติในบางพื้นที่ เช่น พิจิตร เขต 1 และ 2 รวมถึงการไม่ฉีกบัตรออกจากต้นขั้ว, ฉีกบัตรตามรอยพับแทนรอยปรุ ที่ จ.น่าน ทำให้ต้องยุติการนับคะแนน, ร้อยเอ็ด เขต 6 มีเจ้าหน้าที่ยืนคุมการลงคะแนน อีกทั้งพบรายงานจำนวนมากเกี่ยวกับการวินิจฉัยบัตรดี-บัตรเสีย ผิดพลาด เช่น นนทบุรี เขต 1 บัตรออกเสียงประชามติที่มีกาในช่องเห็นชอบมีเส้นที่บวมตรงกลางเล็กน้อย แม้ทักท้วงก็ไม่เปลี่ยนคำวินิจฉัยแต่อย่างใด การขานนับและขีดคะแนนผิดพลาด เช่น กาฬสินธุ์ เขต 5 หน่วยที่ 6 การไม่หันกระดานคะแนนให้ผู้สังเกตการณ์ และความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับเอกสารที่ต้องแสดงต่อสาธารณะ รวมถึงสงขลา เขต 2 มีบัตรเสียจำนวนมากจากปัญหาทางเทคนิค เช่น หมึกซึมเมื่อพับบัตร
- การมีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์ของภาคประชาชน พบว่า หลายหน่วยเลือกตั้งยังไม่เข้าใจหลักการความโปร่งใส และสิทธิของประชาชนในการสังเกตการณ์เลือกตั้ง มีรายกรณีปฏิเสธผู้สังเกตการณ์ที่ไม่มีเอกสารยืนยันจากพรรคการเมืองหรือหน่วยงานรัฐ การไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพเอกสารสำคัญที่ต้องเปิดเผยต่อสารธารณะ รวมถึงห้ามบันทึกภาพ หรือวิดีโอ ระหว่างการนับคะแนนซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการถ่วงดุลโดยภาคประชาชน นอกจากนี้บางพื้นที่ฝนตกที่รุนแรง ส่งผลให้การนับคะแนน และสังเกตการณ์เป็นไปอย่างยากลำบาก ต้องย้ายสถานที่นับคะแนนอย่างฉุกเฉิน
- พฤติกรรมส่อทุจริตและการซื้อเสียง – อุบลราชธานี เขต 7 มีการให้ประชาชนถ่ายภาพบัตรประชาชน ร่วมกับบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว เพื่อนำไปแลกรับเงิน 1,000 บาท ทั้งนี้ ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง, พะเยา เขตที่ 1 ปรากฏรายงานจากสื่อมวลชน กรณี กปน.ถูกกล่าหาว่าพยายามหย่อนบัตรเลือกตั้งเพิ่ม 7 ใบ โดย กกต.และตำรวอยุ่ระหว่างสอบสวน, ชลบุรี เขตที่ 1 เมื่อวันที่ 9 ก.พ.69 ประชาชนยื่นร้อง กกต. ให้ตรวจสอบการเลือกตั้ง เนื่องจากพบพฤติการณ์ที่อาจไม่สุจริต ได้แก่ ไฟฟ้าดับระหว่างนับคะแนน ผลคะแนนไม่สอดคล้องกับจำนวนบัตร และการไม่นับตามขั้นตอนอยู่ระหว่งการตรวจสอบ
- ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของ กกต. และ กปน. – สืบเนื่องจากการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ.69ที่เกิดข้อผิดพลาดบางประการ We Watch ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มาสิทธิเลือกตั้งทั่วไป และออกเสียงประชามติ กลุ่มตัวอย่าง 1,091 คน พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามไม่พึงพอใจการทำงานของ กกต. รวมทุกระดับสูงถึง 57.6 % ซึ่งสอดคล้องกับปัญหาที่พบจากการสังเกตการณ์ของอาสาสมัครภาคสนาม We Watch

เสนอแผน 3 ระยะ ฟื้นความเชื่อมั่นสังคมต่อผลการเลือกตั้งในอนาคต
ทั้งนี้ We Watch ระบุถึงข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของการจัดการเลือกตั้งของไทย จึงเสนอให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อยกระดับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งในอนาคต
- ข้อเสนอระยะสั้น สามารถทำได้ทันที
กกต. ต้องเปิดเผยคะแนนดิบของการเลือกตั้งล่วงหน้าและการเลือกตั้งนอกเขต ซึ่งนับรวมในสถานที่นับเฉพาะ รวมถึงจำนวนบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกเขตที่มีปัญหา ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยตรง อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องติดต่อเจ้าหน้าที่หลายจังหวัด
กกต. ต้องเร่งตรวจสอบ และรายงานความผิดปกติที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ โดยเฉพาะในช่วงการนับคะแนน รวมถึงกรณีการซื้อเสียงและการทุจริตเลือกตั้งในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งที่อยู่ในระบบการร้องเรียนอย่างเป็นทางการ และที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมทั้งปิดเผยคะแนนรายหน่วยโดยเร็วที่สุด
กกต. ต้องตรวจสอบการปฏิบัติงานของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ในพื้นที่ที่มีการร้องเรียนหรือมีรายงานเข้ามา เช่น การไม่ให้ความร่วมมือกับประชาชนหรือผู้สังเกตการณ์ การกีดกัน ข่มขู่ หรือการใช้ความรุนแรง ต้องมีการดำเนินการทางวินัย และกำหนดบทลงโทษที่เหมาะสมอย่างชัดเจน
กกต. ต้องออกระเบียบและแนวปฏิบัติที่ชัดเจน เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิจากเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย พร้อมทั้งจัดการอบรม กปน. เข้าใจและเคารพบทบาทของผู้สังเกตการณ์ ตามหลักรัฐธรรมนูญและมาตรฐานสากล
- ระยะกลาง สามารถทำได้ในระยะเวลา 1-2 ปี
กกต. ควรปรับเปลี่ยนกระบวนการสรรหา กปน. โดยเปิดรับสมัครบุคคลทั่วไปที่ไม่ผูกพันกับอำนาจท้องถิ่น พรรคการเมือง ลดการพึ่งพากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น พร้อมพัฒนาหลักสูตรการอบรมอย่างต่อเนื่อง มีระยะเวลาเพียงพอ และมีการประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีความพร้อมในการปฏิบัติงานจริง
กกต. ต้องศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้เทคโนโลยีช่วยการลงคะแนนเสียง โดยใช้ระบบแบบเปิด (open source) ที่สามารถตรวจสอบได้ มีผู้เชี่ยวชาญอิสระและภาคประชาชนร่วมกำกับดูแล ควรเริ่มทดลองกับการเลือกตั้งท้องถิ่นหรือการออกเสียงประชามติก่อน พร้อมทั้งจัดทำการให้ความรู้แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างเข้มข้น และปรับปรุงระบบการลงทะเบียน และการสื่อสารเพื่อลดความสับสนในการใช้สิทธิ
กกต. ควรเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนและผู้เชี่ยวชาญที่เป็นกลางมีส่วนร่วม ในการออกแบบกระบวนการเลือกตั้ง การสังเกตการณ์ และการประเมินผล พร้อมจัดตั้งกลไกรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาสังคมอย่างเป็นระบบ
กกต. ต้องนำคู่มือการอบรม กปน. เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการมาใช้ในทุกหน่วยเลือกตั้ง โดยใช้คู่มือและแบบประเมินการจัดการเลือกตั้งที่พัฒนาร่วมกับเครือข่ายคนพิการ และ We Watch มาใช้กับทุกหน่วยเลือกตั้ง ไม่ใช่แค่เฉพาะหน่วยพิเศษบางแห่ง เนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากไม่สามารถหรือไม่ประสงค์ใช้สิทธิในหน่วยพิเศษ ทั้งนี้ ต้องจัดให้มีคูหาที่เข้าถึงได้สำหรับผู้พิการในทุกพื้นที่
กกต. ควรติดตั้งกล้องวงจรปิดในหน่วยเลือกตั้งและพื้นที่นับคะแนนทุกหน่วย โดยกำหนดมาตรการคุ้มครองความลับของผู้ใช้สิทธิ และเพื่อเพิ่มความโปร่งใส และลดความเสี่ยงต่อการทุจริต

- ข้อเสนอระยะยาว
ปฏิรูปโครงสร้างและที่มาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้มีความเป็นอิสระ เป็นกลาง และน่าเชื่อถือ ผ่านกระบวนการสรรหาที่โปร่งใส เปิดกว้าง และมีการมีส่วนร่วมจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา และภาคประชาชน พร้อมทบทวนบทบาทของวุฒิสภา ในการให้ความเห็นชอบเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย และยึดโยงกับประชาชน นอกจากนี้ควรกำหนดให้ กกต. รับผิดชอบการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นโดยตรง และจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อตรวจสอบการทำงานของ กกต.
แก้ไขกฎหมายให้เลขผู้สมัครและพรรคการเมืองมีความสอดคล้องกันในทุกระดับ บัญญัติวันเลือกตั้งให้เป็นวันหยุดราชการอย่างเป็นทางการ ห้ามมีกิจกรรมของรัฐที่เป็นอุปสรรคต่อการออกเสียง และปรับปรุงกฎหมายการออกเสียงประชามติให้สามารถใช้สิทธิล่วงหน้าได้
ผนวกหลักการเลือกตั้ง สิทธิทางการเมือง และการมีส่วนร่วมของประชาชน ไว้ในหลักสูตรการศึกษาทุกระดับ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ และวัฒนธรรมประชาธิปไตย
กกต. ควรพัฒนาและทดสอบระบบการลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อช่วยลดจำนวนบัตรเสีย เพิ่มการเข้าถึงของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งนอกราชอาณาจักร กลุ่มเปราะบาง และการเลือกตั้งซ่อม โดยยึดหลักรู้สิทธิ์ เข้าถึงสิทธิ์ สิทธิ์ถูกนับ เป็นแกนกลางของการออกแบบระบบ
ทั้งนี้ We Watch เน้นย้ำว่า การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส การตรวจสอบอย่างเป็นอิสระ และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน คือเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นของสังคมต่อผลการเลือกตั้งและกระบวนการประชาธิปไตย
“ขอเรียกร้องให้ กกต.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับฟังข้อค้นพบและข้อเสนอแนะเหล่านี้อย่างจริงจัง และดำเนินการปรับปรุงกระบวนการเลือกตั้งในทุกระดับ เพื่อให้การเลือกตั้งในอนาคตเป็นไปตามหลักประชาธิปไตยที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และทำให้ทุกคะแนนเสียงมีความหมายอย่างแท้จริง”
