“อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย สมัยที่ 2 ด้วยคะแนน 293 เสียง ส่วน “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ได้รับ 118 เสียง จาก สส.พรรคประชาชน โดยมี “สุริยา วงศ์อารีย์” สส.อุดรธานี โหวตสวนมติพรรค ขานชื่อ “อนุทิน”
วันนี้ (19 มี.ค. 69) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 2 มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้ง อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี โดย นายอนุทิน ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย ได้รับคะแนนเห็นชอบ 293 คะแนน ส่วน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ได้รับ 118 คะแนน ส่งผลให้ นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย โดยเป็นการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2
สำหรับการลงคะแนนดังกล่าว มีจำนวนผู้งดออกเสียง 86 เสียง โดยมีคนไม่มาลงมติ 1 เสียง คือ หรั่ง ธุระพล สส.ภูมิใจไทย โดยพรรคร่วมรัฐบาลพร้อมใจโหวตอนุทินเป็นนายกฯ
ขณะที่ พรรคฝ่ายค้านเสียงแตก โดยบางส่วนโหวตให้ “ณัฐพงษ์” เช่น พรรคประชาชน และพรรคเสรีรวมไทย บางส่วนโหวตให้ “อนุทิน” เช่น พรรคไทรวมพลัง ขณะที่บางส่วน “งดออกเสียง” เช่น พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทยภักดี รวมถึงตัว ณัฐพงษ์และอนุทิน ก็งดออกเสียงด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมีคะแนนเสียงส่วนน้อย ที่โหวตต่างจากเสียงส่วนใหญ่ของพรรค เช่น สุริยา วงศ์อารีย์ (สส.ประชาชน – อุดรธานี เขต 7) ที่โหวต “อนุทิน” และชัชวาล แพทยาไทย (สส.ไทยสร้างไทย – ร้อยเอ็ด เขต 7) ที่โหวต “งดออกเสียง”

ที่มา : ผลการเลือกนายกรัฐมนตรี 2569 โดย WeVis และ Thai PBS
ขอบคุณทุกเสียงที่เคยมอบให้เมื่อเดือน ก.ย. 68
สำหรับการแสดงวิสัยทัศน์ก่อนที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ได้อภิปรายขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุกคนที่เสนอชื่อตนในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และต้องขอบคุณการรับรองเสียงในการเสนอชื่อในสภาผู้แทนราษฎร
ตนขอยืนยันว่าไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคใด และจะลงคะแนนเสียงสนับสนุนให้ตนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ แต่ในหัวใจของตนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนคือผู้แทนของปวงชนชาวไทย เสียงของทุกคนคือเสียงที่มีความดังเท่ากัน และตนพร้อมที่จะรับการแนะนำคำวิพากษ์วิจารณ์ ข้อเสนอและต่าง ๆ ไปปฏิบัติหากตนได้มีโอกาสได้ทำหน้าที่บริหารประเทศในฐานะหัวหน้ารัฐบาล
ผมขอให้คำยืนยันต่อพี่น้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ตลอดจนสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ว่าผมจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ทำงานร่วมกันอย่างสุดกำลังความสามารถกับผู้แทนปวงชนชาวไทยทุกคน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องอันเป็นที่รักของเรา และต่อพี่น้องประชาชน ผมจะน้อมรับกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้ทรงพระราชทานในคราวเปิดประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมาว่า “ขอให้ยึดถือความถูกต้องและประโยชน์สุขของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุดการปรึกษาหารือใด ๆ ที่จะมีขึ้นในสภาแห่งนี้จะได้ดำเนินไปในวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญและสำเร็จผลเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง”

นายอนุทิน ยังกล่าวว่า ตั้งแต่ที่พบกันในสภาถือว่าทุกคนเป็นมิตรของตนเป็นเพื่อนที่ดี และยิ่งไปกว่านั้นคือมีเป้าหมายร่วมกันคือประโยชน์ของประเทศและประชาชน ดังนั้น ถ้าตนได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตนและรัฐบาลของตนจะให้การสนับสนุนงานด้านนิติบัญญัติร่วมกับรัฐสภาแห่งนี้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ตนขอน้อมรับการตัดสินของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคน ไว้ในโอกาสนี้
ขอขอบพระคุณทุกเสียงที่เคยมอบให้ผมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ขอขอบพระคุณข้าราชการและพี่น้องประชาชนทุกท่าน ที่ได้ทำให้รัฐบาลของผมสามารถบริหารแผ่นดินได้ แม้มีเสียงข้างน้อย เป็นครั้งแรกในรัฐสภา แต่ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการทำให้ประเทศได้บรรลุเป้าหมาย และถึงแม้ขณะนี้มีปัญหาที่ต้องแก้ไข ก็มั่นใจด้วยความร่วมมือของทุกคนรัฐบาลของผมจะทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินได้เกิดประโยชน์สูงสุดและแก้ไขปัญหาได้เร็วที่สุดด้วยประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป
เท้ง บอก “ไม่รู้วันนี้จะเป็นการอภิปรายครั้งสุดท้ายหรือไม่”
ด้าน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ในฐานะผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นผู้เหมาะสมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นอภิปรายโดยเห็นว่าสามารถใช้เวลาในสภาวันนี้ให้เกิดประโยชน์มากกว่าการโหวตนายกรัฐมนตรีได้ คือ การพิจารณาญัตติด่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาน้ำมันในปัจจุบัน ซึ่งบางส่วนก็สนับสนุนให้มีการอภิปรายญัตตินี้หลังโหวตนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้น
พร้อมชี้แจงว่าในการถูกเสนอชื่อในวันนี้ไม่ได้ต้องการจัดตั้งรัฐบาลแข่ง เพราะการจัดตั้งรัฐบาลในข้อเท็จจริงไม่ได้เกิดขึ้นในสภาแห่งนี้แต่เกิดขึ้นคืนก่อนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จนถึงวันก่อนโหวตนายกรัฐมนตรี และช่วงเวลาดังกล่าวก่อนถึงวันนี้พรรคประชาชนไม่เคยมีความพยายามหรือการดำเนินการใด ที่จะจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคภูมิใจไทย พรรคชนะการเลือกตั้งเป็นอันดับหนึ่ง จึงฝากไปถึงสมาชิกสภาแห่งนี้ว่ายึดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติร่วมกัน ในระบบการเมืองระบบรัฐสภา ที่ไม่ว่าการเลือกตั้งอีกกี่ครั้ง ไม่ว่าพรรคไหนชนะการเลือกตั้งเป็นพรรคอันดับหนึ่งควรต้องได้รับสิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน
โดยเวทีวันนี้ไม่ได้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และไม่ได้เป็นเวทีที่ตนเองจะมาแสดงวิสัยทัศน์ แต่ต้องการให้เป็นเวทีที่แสดงความห่วงใยต่อประเทศชาติ ซึ่งข้อห่วงใยจะสามารถแก้ไขได้จะต้องประกอบไปด้วยรัฐบาลที่มีความชอบธรรม มีเจตจำนงทางการเมืองและประกอบไปด้วย ครม. ที่มีหน้าตาที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ
คือ 1. ความชอบธรรมของรัฐบาล โดยหยิบยกเรื่องการโยกย้ายข้าราชการก่อนการเลือกตั้งของกระทรวงมหาดไทย รวมถึงการจัดการเลือกตั้งที่เกี่ยวข้องกับการนับคะแนนโดยบางเขตมีความแตกต่างของผลคะแนนอย่างสิ้นเชิงหลักร้อยคะแนนต่อหน่วย โดยเฉพาะจังหวัดสุพรรณบุรี เขต 2 และเรียกร้องให้นายอนุทินตรวจสอบคนของตัวเองอย่างเข้มงวด หากพบว่ามีคนเกี่ยวพันกับเรื่องนี้ จะต้องมีการดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาในการจัดการคนของตัวเอง ซึ่งพอจะกอบกู้ความเชื่อมั่นศรัทธากลับมาได้บางส่วน
2. แสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับวิกฤตจากภัยความมั่นคง ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อคนไทย ทุกปัญหาภัยความมั่นคงที่เกิดขึ้นล้วนส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจปากท้องอย่างหลีกหนีไม่พ้น พร้อมยกเรื่องปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่เจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องทุกระดับ อ้างอิงถึงประชาชนมาเรียกร้องแก้ไขปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำบริเวณหน้ารัฐสภา ล้งกดราคาสินค้าเกษตร สิ่งที่เชื่อว่าประชาชนอยากจะฝากไว้คือการเลือกตั้งจะเป็นทางออกในการได้รัฐบาลชุดใหม่ เข้ามาหาทางออกให้กับประเทศได้

นายณัฐพงษ์ ทิ้งท้ายว่าสิ่งที่พรรคประชาชนเชื่อคือการทำงานทั้งทางการเมืองเพื่อประชาชน ที่รัฐบาลจะต้องมีความชอบธรรมในการแก้ไขปัญหา รัฐบาลที่มีเจตจำนงทางการเมือง ที่เข้ามาแล้วกล้าชนกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ตรวจสอบคนของตัวเอง ไม่ได้เข้าไปทำธุรกิจการเมือง หรือได้ได้รับผลประโยชน์ตอบแทน มีบุคคลสำคัญในรัฐบาลขณะ ที่อาจมีส่วนพัวพันกับธุรกิจพลังงาน และเกี่ยวข้องกับปัญหาวิกฤตน้ำมันที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีบุคคลระดับสูงของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจรับเหมา งานก่อสร้างภาครัฐหลายส่วนมีส่วนเกี่ยวข้องที่ปัญหาการก่อสร้างที่ขาดคุณภาพ เครนถล่ม หรือปัญหาที่ผ่านมาในอดีต ซึ่งปัญหาที่ผ่านมาสะสมมาอย่างเรื่อยทำลายความหวังของประชาชนคนไทย
ฝากท่านประธานไปยังว่าที่รัฐบาล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนถัดไป อยากให้ท่านทำหน้าที่ของท่านได้อย่างเต็มที่มากที่สุด สำหรับพวกผมเองผมทราบว่าวิถีทางในการทำงานการเมืองของพวกเราอาจจะแตกต่าง ท่านอาจจะคิดว่าการเมืองก็เป็นแบบนี้ ต้องทำแบบนี้ ไม่เช่นนั้นเข้าสู่อำนาจไม่ได้ พวกผมก็เป็นแบบนี้ทำวิถีทางการเมืองแบบนี้ วันนี้ก็เลยยังเป็นพรรคฝ่ายค้านอยู่ แต่สิ่งที่เชื่อคือวิธีการทำงานการเมืองของเราที่ผ่านมาในอดีต จนถึงปัจจุบันได้ช่วยพาสังคมไทยไปข้างหน้า และเชื่อเช่นเดียวกันว่าสมาชิกจากอีกฟากฝั่งก็น่าจะเห็นไม่ต่างกัน
ฝากไปถึงสมาชิกพรรคประชาชนทุกท่านว่าสิ่งที่ท่านทำอยู่ ผมเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทุกท่านทำมามีความหมาย และพวกผมเองในแกนนำพรรคปัจจุบันวันนี้ไม่รู้จะเป็นการอภิปรายครั้งสุดท้ายหรือไม่ จะโดนส่งหยุดปฎิบัติหน้าที่หรือไม่ แต่พวกผมจะเดินหน้าทำหน้าที่แบบนี้อยู่เคียงข้างกับทุกท่านต่อไป จนกว่าอำนาจสูงสุดของประชาชน
