‘นายกฯ อนุทิน’ แถลงนโยบาย ย้ำแนวทาง “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เดินหน้าสร้างสันติสุขชายแดนใต้อย่างยั่งยืน ด้าน นักวิชาการในพื้นที่ เห็นพ้อง เนื้อหาขาดความชัดเจนเชิงนโยบาย ชี้ คำแถลงยังไม่สะท้อน ‘เจตจำนงทางการเมือง’ ลืมมิติพูดคุยสันติภาพ การเมืองนำการทหาร ยกเหตุ จนท.ความมั่นคง มีเอี่ยวเหตุลอบยิง สส.ประชาชาติ ยิ่งตอกย้ำประชาชนไม่ไว้ใจ จนท.รัฐ หวังรัฐบาลกำหนดทิศทางแก้ปัญหาที่ชัดเจน เร่งฟื้นกระบวนการพูดคุยสันติสุขอย่างจริงจัง
ตามที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ซึ่งในข้อ 9.3 ระบุถึงเรื่องการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าจะน้อมนำแนวพระราชดำริ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เป็นหลักในการดำเนินการ เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่ชายแดนใต้ นั้น
ย้ำ ‘สันติสุขยั่งยืน’ แต่ไร้ความชัดเจน
ผศ.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ให้ความเห็นกับ The Active ต่อคำแถลงนโยบายการแก้ปัญหาชายแดนใต้ของรัฐบาล ว่า ที่ผ่านมาในอดีตการพูดถึงนโยบายสันติภาพ สันติสุขชายแดนใต้ ก็มักขึ้นต้นด้วยการน้อมนำแนวทาง เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาใช้ หากมองในเชิงรายละเอียดก็คงต้องยอมรับว่า นโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 ยังพูดถึงเรื่องชายแดนใต้น้อยเกินไป แต่ที่น่าสนใจคือ อย่างน้อยยังมีการพูดถึง การสร้างสันติสุขที่ยั่งยืน ถือว่ามองเห็นความต่อเนื่องอยู่บ้าง

“ต้องยอมรับว่านโยบายรัฐบาลรอบนี้แม้จะพูดถึงเรื่องการสร้างสันติสุข สันติภาพยั่งยืนแต่การขยายความอาจดูน้อยไปหน่อย จึงสะท้อนได้ว่ารัฐบาลอาจยังไม่ชัดเจนว่าจะทำอะไรต่อไปเพื่อให้เกิดการสร้างสันติสุขอย่างยั่งยืน เช่น นโยบายการสร้างสันติสุข การสร้างความเข้าใจในพื้นที่ การพูดคุยสันติภาพ สันติสุข การใช้แนวทางเมืองนำการทหาร การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้คนในพื้นที่ ซึ่งมีเต็มไปหมด และเป็นองค์ประกอบใหญ่ แต่อย่างน้อยการกล่าวถึงสันติสุขยังสะท้อนให้เห็นว่าเรื่องการแก้ปัญหาชายแดนใต้ยังมีความต่อเนื่องอยู่บ้าง ก็มองในแง่บวกได้ แต่ยังน้อยไปหน่อย”
ผศ.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี
ลืมกระบวนการพูดคุย-การเมืองนำการทหาร
ขณะที่ รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ให้สัมภาษณ์ประเด็นเดียวกัน โดยมองว่า ส่วนตัวเฝ้ารอคำแถลงของรัฐบาล ด้วยเหตุผลที่สำคัญ คือในช่วงรัฐบาลอนุทินรอบแรก ได้แต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชุดใหม่แล้ว จึงตั้งความหวังว่าจะได้เห็นนโยบายอะไรใหม่ ๆ ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน 2 ที่มีอำนาจเต็มที่หลังการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ ๆ ในพื้นที่มาต่อเนื่อง โดยเฉพาะ การลอบยิ่ง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.พรรคประชาชาติ ซึ่งการขยายผลจากกรณีดังกล่าวก็พบว่าเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง อย่าง กอ.รมน.เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่ารัฐบาลต้องมีนโยบายที่เจาะจงไปที่การแก้ไขปัญหาให้จริงจัง ชัดเจน แต่เมื่อดูจากถ้อยคำที่ออกมาในคำแถลงนโยบาย กลับแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลอาจยังไม่ได้จริงจังกับการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ แม้ทราบดีว่ามีวิกฤตพลังงาน และเรื่องอื่น ๆ ที่ต้องแก้ปัญหาเร่ง ด่วนเช่นกัน แต่นโยบายชายแดนใต้กลับพูดอย่างกว้าง ๆ หาคีย์เวิร์ดสำคัญไม่ได้เลย
รศ.เอกรินทร์ ย้ำเข้าใจดีว่าการอ่านคำแถลงนโยบายรัฐบาลต้องเน้นกระชับ เพียงแต่ว่าในความกระชับต้องมีถ้อยคำที่สื่อความตั้งใจต่อการแก้ปัญหาอย่างชัดเจน เพื่อสะท้อนชุดความคิดหลัก แสดงถึงเจตจำนง ต้องมีให้เห็นร่องรอย เจตจำนงทางการเมือง ในการแถลงนโยบายเรื่องเรื่องชายแดนใต้ แต่กลับมองไม่เห็นในคำแถลงนโยบายนี้เลย จริง ๆ แล้วในถ้อยแถลงน่าจะมีคำที่แข็งแรงกว่านี้ เพื่อเชื่อมโยงให้เห็นการผลักดัน และเป็นคำมั่นสัญญาเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ปฏิบัติตาม เช่น คำว่า “กระบวนการพูดคุยสันติภาพ สันติสุข” เพื่อให้มีความผูกโยงกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ การใส่ถ้อยคำว่า “ใช้การเมืองนำการทหาร” ก็จะแสดงถึงเจตจำนงที่ชัดเจนมากกว่าการพูดกว้าง ๆ ซึ่งในคำแถลงของรัฐบาลอนุทินรอบนี้ไม่มีให้เห็นเลย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก
ใคร ? รับผิดชอบแก้ปัญหาชายแดนใต้
นักรัฐศาสตร์ ยังสะท้อนถึงหน้าตาคณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลอนุทิน 2 โดยยอมรับนึกไม่ออกว่าใครจะทำหน้าที่รับผิดชอบปัญหาชายแดนใต้ ซึ่งหากพิจารณาจากเก้าอี้ สส.ภูมิใจไทย ในพื้นที่ก็ถือว่ามีสัดส่วนที่มาก โดยที่ปัตตานีคว้ามาได้ถึง 4 เก้าอี้ นราธิวาส อีก 1 เก้าอี้ ดังนั้นการมี สส.ภูมิใจไทย 5 คน อยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้ ก็สะท้อนว่าประชาชนให้ความไว้วางใจตัวบุคคลของพรรคภูมิใจไทย แต่เมื่อเห็นหน้าตา ครม.แล้ว กลับยังหาไม่เจอว่าใครจะมีอำนาจ มีความเชี่ยวชาญมาแก้ปัญหาภาคใต้

“ตอนนี้ยังมองไม่เห็นใครเลย แม้สถานการณ์ในพื้นที่ชี้ชัดให้เห็นว่าประชาชนมีความไว้วางใจแล้ว แต่เมื่อมีเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง ไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ก็ยิ่งทำให้เห็นระยะห่างระหว่างรัฐกับประชาชนมากขึ้น เมื่อคนของหน่วยงานความมั่นคงไปลอบยิง สส.ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชน แต่รัฐบาลกลับให้น้ำหนักเรื่องนี้น้อยไปหน่อย”
รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ
ส่วนที่ ครม.เห็นชอบแต่งตั้ง วันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ และอดีตประธานรัฐสภา เป็นประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี จะมีส่วนช่วยให้การแก้ปัญหาชายแดนใต้จริงจังมากขึ้นหรือไม่นั้น รศ.เอกรินทร์ มองว่า ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผ่านมากี่ยุค กี่สมัย สิ่งที่เห็นคืออาจารย์วันนอร์ แทบไม่ได้พูดถึงหรือมีบทบาทกับการแก้ปัญหาชายแดนใต้เลย ที่เห็นชัดคือการเมืองภาพใหญ่ ที่ขับเคลื่อนการแสวงหาสันติภาพผ่านบทบาทของกรรมาธิการวิสามัญสันติภาพชายแดนใต้ แต่ก็ยังไม่เห็นว่ารัฐบาลนี้จะไปในทิศทางไหน
“เรามีหัวหน้าคณะพูดคุยคนใหม่แล้ว แต่จะคุยกับใครจะเอายังไง รองนายกฯ ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ควรเป็นใคร อย่าว่าแต่เรื่องการพูดคุยเลย เรื่องที่ สส.ประชาชาติถูกลอบยิง นายกฯ อนุทินยังตอบเรื่องนี้น้อยไป ทั้ง ๆ ที่เป็นสมาชิกที่โหวตให้นายกฯ อนุทิน ด้วยซ้ำ”
รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ
ลอบยิง สส.ประชาชาติ ข้อท้าทายเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐ
สอดคล้องกับ ผศ.ศรีสมภพ ที่เห็นว่า แม้พรรคประชาชาติ และอาจารย์วันนอร์จะทำงานในพื้นที่มานาน แต่ก็ยังมีประเด็นค้างคาใจหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องล่าสุดที่ สส.ประชาชาติ ถูกลอบยิง ก็ยังเป็นคำถามว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร รัฐบาลจะจัดการอย่างไรที่แสดงให้เห็นถึงความยุติธรรม เมื่อเจ้าหน้าที่ความมั่นคงที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ ซึ่งที่ผ่านมาประชาชนในพื้นที่ก็รับรู้มาตลอดว่า เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐทำผิดแทบไม่เคยถูกลงโทษเลย นี่จึงเป็นประเด็นท้าท้ายที่รัฐบาลต้องคลี่คลายให้ได้ แต่ถึงยังไงหากมองในทางบวกก็คงต้องยอมรับว่า การเข้ามามีบทบาทของอาจารย์วันนอร์ อาจช่วยถ่วงดุลว่ารัฐยังมองเห็นความสำคัญของคนในพื้นที่ การเข้ามาช่วยเป็นที่ปรึกษานายกฯ ก็อาจช่วยเพิ่มน้ำหนักการแก้ปัญหาในพื้นที่ การสร้างสันติภาพจะชัดเจนมากขึ้นได้

จี้รัฐบาลเดินต่อเนื่องกระบวนการพูดคุยสันติภาพ
เมื่อถามถึงเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลควรดำเนินการเพื่อให้นำไปสู่การลดความรุนแรง และการสร้างสันติภาพในพื้นที่ได้นั้น ผศ.ศรีสมภพ ก็ชี้ไปที่กระบวนการพูดคุยสันติสุข สันติภาพ ต้องถูกรื้อฟื้นกลับมาโดยเร็ว และทำให้ต่อเนื่อง ในช่วงแรกที่นายกฯ อนุทินเข้ามาเมื่อปลายปีก่อน ก็ริเริ่มแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยไว้แล้ว เริ่มคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างบ้างแล้ว ก็ถือเป็นสัญญาณทางการเมืองที่ดีในเรื่องการสร้างสันติภาพ จึงอยากให้รัฐบาลเดินหน้าพูดคุยให้ต่อเนื่อง
“ถ้าลองสังเกตดูช่วงหลังเลือกตั้งสถานการณ์เริ่มกลับมาตึงเครียดอีกแล้ว โดยเฉพาะในช่วงเดือนรอมฎอน ดังนั้นนโยบายรัฐกับการแก้ปัญหา การสร้างสันติสุข สันติภาพต้องกลับมาใช้ให้ชัดเจนต่อเนื่องมากขึ้น ภาคประชาสังคมในพื้นที่ก็เรียกร้องให้เน้นเรื่องการพูดคุยอย่างจริงจัง”
ผศ.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี
เช่นกันกับ รศ.เอกรินทร์ ที่หวังอยากเห็นรัฐบาลนี้ต่อยอดเรื่องกระบวนการพูดคุย เรามีหัวหน้าคณะพูดคุยแล้ว จากนี้มีแผนอย่างไร จะใช้เวลาเท่าไร จะทำต่อเนื่องได้ไหม เพราะต้องเข้าใจด้วยว่า ก่อนหน้านี้ สมช.เคยตั้งเป้าจะยุติเหตุรุนแรงชายแดนใต้ในปี 2570 แน่นอนว่าเป็นเรื่องดีที่มีการตั้งเป้า จะได้มองเห็นเป้าหมาย แต่ด้วยความเคารพ ถ้าพูดกันแบบนี้ก็ตั้งข้อสังเกตได้เช่นกันว่า รัฐบาลจะให้การประเมินหน่วยงานความมั่นคงเป็นหลักสำหรับปฏิบัติการยุติความรุนแรงหรือไม่ ซึ่งถ้าใช่ก็ต้องบอกว่า เป็นอะไรที่ย้อนแย้งมาก เพราะตอนนี้ประชาชนในพื้นที่ไม่ไว้ใจหน่วยงานความมั่นคงเลย ดังนั้นรัฐบาลอาจจำเป็นต้องเข้ามาเป็นข้อต่อระหว่างหน่วยงานความมั่นคงกับประชาชน รัฐบาลต้องทำหน้าที่ตรงนี้
“การเมืองต้องเข้ามาช่วยแก้ปัญหา หาทางยุติความรุนแรง ถ้ารัฐบาลอนุทิน พูดอย่างตรงไปตรงมาก็ให้ยึดแนวทางนี้ แล้วต้องไปจบที่การพูดคุยเจรจา ซึ่งไม่เหมือนเมื่อก่อนที่มีคนบอกว่าทำไมต้องไปคุยกับโจร แต่ปัจจุบันมิติเหล่านี้ค่อย ๆ คลี่คลายไปพอสมควร ดังนั้นรัฐบาลต้องเน้นรักษาชีวิตผู้คนมากกว่าคะแนนเสียง”
รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ
