พระองค์ภาฯ ในความทรงจำ ภารกิจเปลี่ยนเรื่องเงียบ สู่ การยุติความรุนแรงในครอบครัว เด็ก สตรี

“ความรุนแรงในครอบครัว ผู้ถูกกระทำ ส่วนใหญ่เป็นเด็กและสตรี เป็นปัญหาที่มีมานานทั้งในสังคมไทยและในโลก ขณะนี้มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี เป็นเรื่องที่ทุกคนในโลกให้ความสนใจ และหาแนวทาง วิธีการป้องกัน และแก้ไขอย่างจริงจังเพื่อแสวงหาการยุติความรุนแรง ความรุนแรงไม่ได้มีผลกระทบเฉพาะครอบครัวเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อการพัฒนาคนและสังคมด้วย แม้จะมีพระราชบัญญัติผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 มาบังคับก็มิอาจช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้ ถ้าสังคมไทยยังมองว่าความรุนแรงในครอบครัวเป็นส่วนตัว ทัศนคติดังกล่าวส่งผลให้ปัญหาที่มีความละเอียดอ่อนซับซ้อนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังและรุนแรงมากขึ้น ทำให้ยากต่อการเข้าถึงและเยียวยา”

“ถ้าให้กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติ ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย รวมถึงเครือข่ายในการดำเนินงานสหวิชาชีพที่เกี่ยวข้องและสื่อมวลชนต่าง ๆ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือร่วมใจเพื่อยุติความรุนแรงในครอบครัวต้องทำด้วยความมุ่งมั่น เสียสละและทัศนคติที่ดี โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมและประเทศชาติเป็นสำคัญ จะสามารถช่วยเหลือและคุ้มครองอย่างทันท่วงทีได้ จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่หน่วยงานภาครัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานแก้ไขยุติความรุนแรงในครอบครัวตามพระราชบัญญัติผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 โดยการบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตรงกับที่นานาประเทศยอมรับว่า กฎหมายฉบับนี้สามารถแก้ไขความรุนแรงหากทุกฝ่ายร่วมกัน อย่างไรก็ดี ขอฝากความคิดเห็นว่า มาตรการทางกฎหมายจะได้ผลจะต้องดำเนินการทุกรูปแบบทั้งป้องกัน แก้ไขและเยียวยา”

พระดำรัส สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในครั้งที่เสด็จเป็นประธานในการลงนามข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินการ “ยุติความรุนแรงในครอบครัว” ตามพระราชบัญญัติผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 เพื่อบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการยุติความรุนแรงในครอบครัวอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2553

นับเป็นสิ่งสะท้อนถึงความสนพระทัยต่อปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเด็ก เยาวชน สตรี และครอบครัว ซึ่งได้กลายเป็นภาพในความทรงจำของ ป้ามล – ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก เมื่อครั้งหนึ่งที่เคยได้ถวายงานใกล้ชิดจนนำไปสู่ความพยายามหาทางออกให้กับปัญหาความรุนแรงในสังคม

ป้ามล ย้อนความหลัง ว่านานมาแล้วภายหลังจากพระองค์ท่านเสด็จกลับจากต่างประเทศ อยู่ในช่วงที่ทรงฝึกอบรมอัยการ ได้เสด็จมาที่บ้านกาญจนาหลายครั้ง โดยเฉพาะการเสด็จมาเป็นการส่วนพระองค์ โดยทรงชวนให้ไปนั่งคุยแบบส่วนตัว ใกล้ชิด พูดคุยกันแบบกันเอง สบาย ๆ ในตอนนั้น ได้ให้ข้อมูลกับพระองค์ท่านหลายเรื่อง ซึ่งพยายามชี้ให้เห็นร่องรอย เรื่องราวที่เกิดขึ้นในประเด็นความรุนแรงต่อครอบครัว ต่อเด็ก และสตรี

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2554 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เสด็จเป็นองค์ประธาน ทรงเปิดมุมหนังสือบ้านท่าลาด
จังหวัดหนองบัวลำภู

“พระองค์ภาฯ ท่านสนใจมาก บางครั้งคุยกันจนล้า คุยกันนานหลายชั่วโมง ก็ยังไม่จบ จนป้าต้องเอ่ยปากว่าไว้คุยกันใหม่ เพราะเวลาพูดคุยกันท่านให้ความเป็นกันเอง ไม่แสดงความเป็นเจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดิน แค่พระองค์สนใจในประเด็นที่เราแบกกันมา ทั้งมิติความรุนแรงต่อผู้หญิง ครอบครัว และในมุมของคนที่ทำงานด้านความรุนแรงในเด็ก เยาวชน เหมือนว่าพระองค์มาร่วมแบกปัญหากับพวกเรา สิ่งนี้นับเป็นเกียรติอันสูงสุดแล้ว และแม้ว่าจะเป็นประเด็นที่ไม่ได้แก้ไขกันง่าย ๆ ต้องใช้เวลา แต่พระองค์จะพยายามหาทางเชื่อมต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหา ให้ออกมาเป็นงานที่เหมาะสม ที่ดี และมีพลังอย่างมาก”

ป้ามล – ทิชา ณ นคร

แก้วาทกรรม “ความรุนแรงในครอบครัว เป็นเรื่องส่วนตัว”

ป้ามล ยอมรับว่าตัวเองเป็นเพียงฟันเฟืองเล็ก ๆ ที่มีส่วนได้ถวายงาน คอยให้ข้อมูล ให้คำปรึกษา จนนำไปสู่การผลักดันให้เกิดการรณรงค์ครั้งสำคัญ คือการ ยุติความรุนแรงต่อครอบครัว ต่อผู้หญิง และเด็ก ทั้งนี้ประสบการณ์อย่างหนึ่งในฐานะคนทำงานด้านยุติความรุนแรง และพยายามสะท้อนมากที่สุด คือ หากจะเอาสิ่งที่เป็นปัญหา ทำร้ายสังคมออกไป ก็จำเป็นต้องหาสิ่งใหม่มาทดแทน เพราะไม่เช่นนั้นปัญหาก็จะวนกลับมาอีก ผ่านวาทกรรมที่ทำร้ายสังคมอย่างชัดเจนมาก คือ การเชื่อว่า “ความรุนแรงในครอบครัว เป็นเรื่องส่วนตัว”

“สิ่งที่ป้าบอกกับพระองค์ภาฯ คือได้เล่า ได้ยกตัวอย่างของเรื่องราวความรุนแรงที่คนในครอบครัวกระทำต่อกัน โดยเฉพาะในที่สาธารณะ ในตลาด หน้าบ้าน ที่ทำงาน ที่มีคนมากมาย แต่พอฝ่ายชายลั่นวาจา ว่านี่คือเรื่องของผัวเมียกัน มันก็เป็นเหมือนคำศักดิ์สิทธิ์ ที่คนรอบข้างแทบหยุดการช่วยเหลือ หยุดทุกอย่างหมดเลย การทำร้ายก็ยังเกิดขึ้นต่อไป วาทกรรมนี้จึงจำเป็นต้องเอาออกไปจากสังคมไทยให้ได้”

ป้ามล ย้อนภาพความทรงจำ

ถ้ามองโดยหลักการ ป้ามล ย้ำว่า การจะเอาสิ่งที่เป็นปัญหาออกไป ต้องหาสิ่งใหม่มาแทน ดังนั้นถ้าจะเอาวาทกรรมนี้ออก ก็ต้องหาสิ่งใหม่มาแทนที่ จนในที่สุดก็นำไปสู่การณรงค์ “เป่านกหวีด” ยุติความรุนแรงในครอบครัว และย้ำต่อสังคมว่า

“ความรุนแรงในครอบครัว ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว”

จนกระทั่งเกิดเป็นแนวทางการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย  

“ป้าคิดว่าเรื่องบางเรื่อง เป็นเรื่องที่ซับซ้อนอยู่แล้วในสังคมไทย แต่การที่พระองค์ท่านทรงให้ความสนใจ ก็ช่วยให้เกิดทางลัดเล็ก ๆ ขึ้นมา เราเป็นแค่คนธรรมดา คนทำงาน เสียงเราแม้พอมีอยู่บ้าง แต่เสียงของพระองค์ท่านช่วยดึงความสนใจของสังคมให้มาร่วมมือกันแก้ไขปัญหาได้อย่างต่อเนื่อง”

ป้ามล สะท้อนความตั้งใจของพระองค์ท่าน

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เสด็จไปเปิดกำลังใจฯ เรือนจำจังหวัดจันทบุรี

“ป้าพูดเรื่องนี้ด้วยสิ ที่เคยคุยกับภาวันนั้น”…เป็นบทสนทนาที่ป้ามลชี้ให้เห็นถึงความเอาใจใส่การแก้ไขปัญหาของพระองค์ท่าน โดยพยายามให้นำเสนอเรื่องราวปัญหา ในทุกแง่มุมจากประสบการณ์ในฐานะคนทำงาน ได้ถูกสื่อสารต่อไปยังผู้หลัก ผู้ใหญ่ และหน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องมาร่วมมือกันแก้ไขปัญหา บางเรื่องที่พระองค์ท่านอาจอยู่ไกลไม่เคยเห็น แต่พอมีโอกาสได้เห็น ได้รับรู้ พระองค์ท่านก็อยากจะนำพาไปสู่การแก้ไขปัญหา ท่านเรียนกฎหมายมา จึงเป็นความตั้งใจที่อยากแก้ไขจริง ๆ แม้ว่าจะไม่ง่ายก็ตาม

สานต่อความฝัน ความตั้งใจ ยุติความรุนแรงในครอบครัว เด็ก สตรี

เพื่อให้การทำงานแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงต่อเด็ก และสตรี เกิดเป็นรูปธรรมตามพระราชประสงค์ของพระองค์ท่าน ป้ามล จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่เพียงแค่แสดงความอาลัย แต่ต้องนำเอาสิ่งที่เป็นเหมือนความฝัน ความวัง ความตั้งใจของพระองค์ท่านมาขับเคลื่อน โดยใช้จังหวะแบบนี้สร้างการตื่นตัว ทำให้ได้จริง และต้องไปต่อ

“เมื่อพระองค์ท่านไม่อยู่แล้ว เราไม่ควรแค่แสดงความอาลัย แต่ต้องรับทั้งหมดนั้นมาขับเคลื่อน ถ้าเราทำได้อย่างนั้น เชื่อว่าพระองค์ท่านจะทรงมองลงมา และขอบคุณเราจากข้างบน ว่าพวกเราไม่ได้ทิ้งความห่วงใยที่พระองค์ท่านมีต่อเรื่องราวความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงต่อเด็ก และสตรี”   

ป้ามล ย้ำทิ้งท้าย

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active