ปชน. ยื่นร่างแก้ รธน. 2 ฉบับ หวั่นคำวินิจฉัยศาลรธน. ห้ามประชาชนเลือก สสร. โดยตรง

พรรคประชาชน เสนอ 2 โมเดลสรรหา สสร. ย้ำหลักการสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน ป้องกันการผูกขาด-กินรวบ ไม่เพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษให้ สว. ชี้ขาดเนื้อหา รธน.ใหม่

วันนี้ (27 พ.ค.69) ที่รัฐสภา พรรคประชาชน (ปชน.)ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติมหมวด 15/1 เรื่องกลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เข้าสู่รัฐสภา จำนวน 2 ฉบับ โดยเหตุผลที่ต้องต้องยื่น 2 ฉบับ เนื่องจากอุปสรรคที่เราเผชิญคือคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568 ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่เราเห็นว่าไม่ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตย และได้สร้างข้อจำกัดเกี่ยวกับการให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง 

ดังนั้น เพื่อฝ่าฟันและรับมือกับอุปสรรคดังกล่าว ทาง สส. พรรคประชาชนจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติมหมวด 15/1 รวมกันทั้งหมด 2 ร่าง เพื่อให้มั่นใจว่าการพิจารณาของรัฐสภาในวาระที่ 1 จะมีการบรรจุอย่างน้อย 1 ร่างที่ตอบโจทย์ 3 หลักการที่เราได้วางไว้ อย่างไรก็ตาม เราเห็นว่าทั้ง 2 ร่าง ไม่ขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ร่างของพรรคประชาชนทั้ง 2 ร่าง จะสอดคล้องกับ 3 หลักการที่ได้แถลงไว้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

  1. สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงการมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
  2. ป้องกันการผูกขาด-กินรวบโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
  3. ไม่เพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษให้ สว. ในการชี้ขาดเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ทั้ง 2 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีเนื้อหาที่เหมือนกันในแทบทุกประเด็น ยกเว้นเรื่องกระบวนการเลือกตั้ง สสร. กล่าวคือปลายทางของทั้ง 2 ร่าง เราจะมี สสร. ทั้งหมด 150 คน แต่กระบวนการการเลือกตั้งมีความแตกต่างกัน ดังนี้

ร่างที่ 1 : ประชาชนเลือกตั้ง สสร. 150 คน ให้รัฐสภารับรองทั้ง 150 คน 

ร่างที่ 1 ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้ง และเลือกจนได้แคนดิเดต สสร. ทั้งหมด 150 คน แบ่งเป็น

  • แคนดิเดต สสร. 100 คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เป็นเสมือนตัวแทนเชิงพื้นที่
  • แคนดิเดต สสร. 50 คน มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ซึ่งอาจเป็นเสมือนตัวแทนเชิงประเด็นหรือกลุ่มอาชีพ

เมื่อได้รายชื่อแคนดิเดต สสร. 150 คนที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว จะมีการส่งรายชื่อนี้ให้รัฐสภาพิจารณารับรอง โดยต้องเป็นการรับรองทั้งคณะ คือถ้ารับรอง ต้องรับรองทั้ง 150 คน ไม่สามารถแยกพิจารณารายบุคคลได้

หากรัฐสภารับรอง 150 คนนั้นจะเข้าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ สสร.แต่หากรัฐสภาไม่รับรอง จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่

ร่างที่ 2 : ประชาชนเลือกตั้ง สสร. 300 คน มาให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 150 คน

ร่างที่ 2 ประชาชนเข้าคูหาเลือกตั้ง และเลือกจนได้แคนดิเดต สสร. ทั้งหมด 300 คน แบ่งเป็น

  • แคนดิเดต สสร. 200 คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เป็นเสมือนตัวแทนเชิงพื้นที่
  • แคนดิเดต สสร. 100 คน มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ซึ่งอาจเป็นเสมือนตัวแทนเชิงประเด็นหรือกลุ่มอาชีพ

เมื่อได้รายชื่อแคนดิเดต สสร. 300 คนที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว จะมีการส่งรายชื่อนี้ให้รัฐสภาพิจารณาคัดเลือกเหลือ 150 คน

หลักการการคัดเลือก จะใช้เกณฑ์การลงคะแนนที่ป้องกันการผูกขาดและกำหนดให้เป็นการลงมติลับเพื่อคงความเป็นอิสระของ สสร. ในการปฏิบัติหน้าที่

วิธีการคัดเลือกคือ เมื่อได้รายชื่อแคนดิเดต สสร. 300 คนที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว จะแยกการคัดเลือกเป็น 2 สาย 

  • สาย 1 เป็นการคัดเลือกแคนดิเดต สสร. แบบแบ่งเขต 200 คน เหลือ 100 คน 
  • สาย 2 เป็นการคัดเลือกแคนดิเดต สสร. แบบบัญชีรายขื่อ 100 คน เหลือ 50 คน 

สำหรับการคัดเลือกในแต่ละสาย 

  • รอบที่ 1 สมาชิกรัฐสภาลงมติ โดยเลือกได้ 1 คนจากบรรดาแคนดิเดต สสร. ในสายดังกล่าว – แคนดิเดต สสร. คนใดที่ได้คะแนนไม่น้อยกว่าเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำหรือเกณฑ์คะแนนพึงมี (7 คะแนน สำหรับสาย 1 | 14 คะแนนสำหรับ สาย 2) จะถือว่าได้รับคัดเลือกเป็น สสร.
  • รอบที่ 2 หากยังมีตำแหน่งที่ว่าง สมาชิกรัฐสภาลงมติ โดยเลือกได้ 1 คนจากบรรดาแคนดิเดต สสร. ในสายดังกล่าวที่ยังไม่ได้ถูกคัดเลือกในรอบ 1 แคนดิเดต สสร. คนใดที่ได้คะแนนสูงสุดตามลำดับ และไม่น้อยกว่าเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำหรือเกณฑ์คะแนนพึงมี (7 คะแนน สำหรับสาย 1 | 14 คะแนนสำหรับ สาย 2) จะถูกคัดเลือกเป็น สสร. เรียงตามลำดับ จนครบตำแหน่ง 
  • หากรอบ 2 ยังได้ สสร. ไม่ครบตำแหน่ง ให้ดำเนินการรอบถัด ๆ ไปด้วยหลักการเดียวกัน จนครบตำแหน่ง

5 ประเด็นที่เหมือนกันในทั้ง 2 ร่าง

1. สสร. สามารถตั้งคณะกรรมาธิการมาช่วยปฏิบัติหน้าที่ได้ โดย

  • สสร. ต้องตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เกิน 45 คน ประกอบด้วย สสร. ไม่น้อยกว่า 50% โดยอีก 50% อาจเป็นคนนอกที่ สสร. คัดเลือกเข้ามา เพื่อเป็นพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ ภาคประชาชน ที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง มาช่วยงาน กมธ. ยกร่าง ได้
  • นอกจากนี้ สสร. สามารถตั้งคณะกรรมาธิการอื่นได้ ตามที่ สสร. เห็นว่าเหมาะสม (เช่น คณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน) ซึ่งจะประกอบด้วย สสร. หรือ คนนอก กี่คนก็ได้

2. สสร. มีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ ตราบใดที่ไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือรูปแบบรัฐ (ตามที่บัญญัติไว้อยู่แล้วในรัฐธรรมนูญมาตรา 255)

3. สสร. มีกรอบเวลาไม่เกิน 360 วันในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

4. สสร. สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ โดยไม่ถูกกระทบจากการยุบสภาฯ หรือจากการที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาสิ้นสุดลง

5. เมื่อ สสร. จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จ สสร. จะต้องส่งร่างดังกล่าวให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ

  • มติเห็นชอบจากรัฐสภา จะต้องมีเสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา
  • หากรัฐสภาเห็นชอบ ร่างดังกล่าวจะถูกส่งไปถามประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติ

ในการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เห็นว่ากระบวนการในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องมีการเปิดกว้างมากที่สุด ดังนั้น ถ้าจะมีร่างจากพรรคการเมืองใดที่เสนอเข้ามา และสอดคล้องกับ 3 หลักการของพรรคประชาชนที่ได้มีการระบุไว้ ก็พร้อมที่จะเข้าชื่อสนับสนับสนุนร่างต่าง ๆ จากพรรคการเมืองอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน และอยากให้ทางรัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย รวมถึงประธานรัฐสภา เปิดกว้างจากทุก ๆ ร่าง และนำทุกร่างเข้าสู่การพิจารณาพร้อมกัน

อีกทั้ง อยากเรียกร้องตัวแทนทุกพรรคการเมือง และสมาชิกวุฒิสภา ให้เห็นชอบในทุก ๆ ร่างที่ถูกเสนอเข้ามา ไม่อยากจะให้มีการปิดประตูกันตั้งแต่วาระที่ 1 เพราะยังมีวาระที่ 2 ที่ต้องมาถกเถียง แลกเปลี่ยนว่าอะไรจะเป็นกระบวนการที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สุดท้ายแล้วก็ต้องผ่านขั้นตอนประชามติของประชาชนอยู่ดี จึงอยากให้ประชาชนเห็นว่าตกลงแล้วร่างฉบับใหม่ที่เราอยากได้ ที่มาขององค์กรอิสระและ สว. รวมระบการถ่วงดุล ตรวจสอบ เป็นอย่างไร ถ้ามันขัดหรือแย้งต่อระบบประชาธิปไตยที่แท้จริง พรรคปรชาชนเองก็พร้อมที่จะรณรงค์ให้ประชาชนลงมติไม่ผ่านประชามติตรงนั้น แต่กลับกันถ้าขั้นตอนในรัฐสภา ถ้าประชาชนเองหรือรัฐสภาหลาย ๆ ภาคส่วนสามารถผลักดันให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกมาดี มีความยึดโยงกับประชาชน ไม่ผูกขาด ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ได้ สสร.ที่ยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด ถ้าไปถึงขั้นนั้นได้จริงก็พร้อมที่จะรณรงค์ให้ประชาชนลงมติผ่านการลงเสียงประชามติ ผ่านร่างแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15/1 เช่นกัน

ทั้งนี้ ย้ำว่าร่างที่พรรคประชาชนเสนอในกรอบเนื้อหาเหมือนกับร่างที่เสนอไปในวาระ 1 เมื่อปลายปี 2568 ซึ่งเป็นการวางว่าในการจัดทำฉบับใหม่ต้องไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองกับรูปแบบรัฐ สอดคล้องกับบทบัญญัติในมาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญ 

พริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวเพิ่มว่า ในส่วนของพรรคเพื่อไทยที่ได้มีการหารือกันในสัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุดที่ได้พูดคุยกันเข้าใจว่าสาระของร่างฯ ก็เป็นไปตามที่พรรคเพื่อไทยได้แถลง ซึ่งเห็นว่าสอดคล้องกับ 3 หลักการของพรรคประชาชน ก็พร้อมลงชื่อสนับสนุนร่างดังกล่าวเข้าสู่วาระ 1 แต่ยังรอตัวรายละเอียดของร่างทั้งหมด และพิจารณาในขั้นตอนสุดท้ายอีกครั้งหนึ่ง คาดว่าทางพรรคเพื่อไทยจะมีการส่งมาให้ได้ในเร็ว ๆ นี้

“ในส่วนของหลักการพร้อมพูดคุยกับทุกฝ่ายอยู่แล้ว เพื่อทำความเข้าใจเนื้อหาสาระของร่างฯ และเพื่ออธิบายหลักการและเหตุผลของพรรค หวังว่าในเมื่อร่างของพรรคประชาชน รวมถึง 3 หลักของพรรค ก็ยังคงเป็นหลักการเดิมกับร่างที่เคยเสนอในวาระ 1 เมื่อปลายปีที่แล้ว และได้รับความเห็นชอบที่เพียงพอจากสมาชิกวุฒิสภาด้วย หากสมาชิกรัฐสภาท่านใดจะลงมติแตกต่างจากครั้งก่อนก็อยากจะทราบหลักคิด และเกณฑ์ในการตัดสินใจเช่นกัน”

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active