“ดร.โจ” ชี้ “วาระเมือง” และ “วาระเขต” เน้น “กรุงเทพฯ โปร่งใส AI จับโกง” ป้องกันทุจริต ขณะที่ “ชัชชาติ” ย้ำแก้ปัญหาเส้นเลือดฝอย เพื่อเส้นเลือดใหญ่คนเมือง ชี้ เศรษฐกิจใหญ่-เศรษฐกิจข้างถนน ต้องไปพร้อมกัน เล็งสร้างจุดขายเมืองสู่การแข่งขันระดับโลก ด้าน “อนุชา” เสนอนโยบาย 5 ด้าน ยกระดับชีวิตคนเมืองหลวง เดินทางสะดวก เมืองสะอาด ใช้ชีวิตสบาย มีรายได้เพิ่ม ตรวจสอบได้
วันนี้ (28 พ.ค. 69) ที่ศาลาว่าการ กทม. (ดินแดง) ในการรับสมัครเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครซึ่งมีผู้สมัครทั้งในนามพรรคการเมือง และในนามอิสระ รวมถึงตัวแทน สก. มาสมัครในวันแรกอย่างคึกคัก
อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาของประชาชนอย่างต่อเนื่อง จนตกผลึกเป็นนโยบายหลัก 5 ด้าน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองหลวง ประกอบด้วย
1. “เดินทางสะดวก” : มุ่งแก้ปัญหาการเดินทางที่ขาดความเชื่อมโยง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้รถเมล์ ขสมก. โอนย้ายมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กทม. โดยตรง เพื่อให้การออกแบบเส้นทางเดินรถและรถไฟฟ้าเป็นระบบเดียวกันทั้งหมด พร้อมจัดทำระบบ Feeder อย่างเป็นรูปธรรม นำรถ Shuttle Bus พลังงานไฟฟ้า (EV) มาใช้รับส่งประชาชนจากตรอกซอกซอยหรือหมู่บ้านเข้าสู่ระบบขนส่งหลัก โดยใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจสอบเส้นทางที่ประชาชนใช้สัญจรหนาเน่น เพื่อกำหนดเส้นทางเดินรถ รวมถึงการฟื้นฟูเส้นทางสัญจรทางน้ำด้วยเรือ EV นอกจากนี้ จะเร่งประสานรัฐบาลและเอกชนเพื่อผลักดัน “ระบบตั๋วร่วม” ให้เกิดขึ้นจริง เพื่อลดภาระค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน และพิจารณาสัมปทานรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ อย่างโปร่งใสเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน

2. “เมืองสะอาด” : พลิกโฉมระบบกำจัดขยะของ กทม. โดยศูนย์กำจัดขยะหลัก (เช่น อ่อนนุช หนองแขม สายไหม) จะต้องถูกยกระดับเป็นระบบปิด 100% ควบคุมกลิ่นและน้ำเสียได้มาตรฐาน พร้อมผลักดันเทคโนโลยีเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy) เพื่อลดการฝังกลบ และกระจายศูนย์จัดการขยะไปยังโซนกรุงเทพฯ เหนือและตะวันออก เพื่อลดระยะเวลาและมลพิษจากการขนส่ง ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในการตรวจจับรถควันดำ ควบคุมฝุ่นจากไซต์งานก่อสร้าง และการล้างถนนอย่างถูกวิธีเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5
3. “ใช้ชีวิตสบาย” : เพิ่ม “บ้านพักผู้สูงอายุ” เพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่เพิ่มขึ้น และต่อยอดระบบ Fast Track ที่ให้สิทธิการทำฟันสำหรับผู้สูงอายุใช้บริการได้เร็วขึ้น ปรับปรุงศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. ให้เป็น “คลินิกชุมชน” ที่รักษาอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นได้จริง นำระบบ Telemedicine และการส่งยาถึงบ้านมาใช้เพื่อลดความแออัดของโรงพยาบาลใหญ่ นอกจากนี้ จะนำพื้นที่รกร้างหรือพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ของรัฐและเอกชน มาพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะ ลานกีฬา Co-working Space, AI Hub และ Art Space สำหรับศิลปิน รวมถึงจัดระเบียบทางเท้าและกำหนดโซนนิ่ง (Zoning) การค้าขายและสถานบันเทิงให้ชัดเจน
4. “มีรายได้มากขึ้น” : ผลักดันการเพิ่มรายได้ให้แก่ กทม. เพื่อนำมาพัฒนาเมือง เช่น การจัดเก็บภาษีที่พัก (Hotel Tax) จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมทั้งสร้างโครงการจ้างงานทุกช่วงวัย โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุวัยเกษียณกลับเข้ามาทำงานในฐานะอาสาสมัครเพื่อสร้างรายได้เสริม นอกจากนี้ จะยกระดับ กทม. สู่ Smart City ปรับปรุงระเบียบการขออนุญาตต่างๆ ให้รวดเร็ว ลดขั้นตอนที่ล่าช้าเพื่อเอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ตลอดจนการสนับสนุนเกษตรชานเมืองเพื่อสร้างรายได้
5. “ตรวจสอบได้หมด” : ยึดมั่นในอุดมการณ์การเมืองสุจริตของพรรคประชาธิปัตย์ โดยจะนำแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” มาประยุกต์ใช้กับ กทม. เพื่อเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้งบประมาณของท้องถิ่นให้ประชาชนตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน พร้อมทั้งพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติ ฝุ่น PM 2.5 และสภาพการจราจรแบบ Real-time รวมถึงเปิดให้ประชาชนสามารถเข้าถึงภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) ในพื้นที่สาธารณะเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
ส่วนแนวทางการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในระดับท้องถิ่น อนุชา ย้ำว่า กลไกสำคัญที่สุดคือ “การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารอย่างโปร่งใส” โดยทางพรรคมีนโยบายที่จะเปิดเผยฐานข้อมูล (Database) ด้านการจัดซื้อจัดจ้างและรายละเอียดสัญญาสัมปทานต่าง ๆ ของ กทม. ให้เป็นข้อมูลสาธารณะที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้ง่าย นอกจากนี้ จะมีการนำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชันส่องรัฐ และระบบอื่น ๆ มาช่วยประมวลผลข้อมูล เพื่อตรวจจับความผิดปกติ ความไม่โปร่งใส หรือการมีผลประโยชน์ทับซ้อนในโครงการต่าง ๆ ของรัฐ
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 เปิดเผยว่า งานของ กทม.ไม่มีคำว่าเสร็จ เพราะเมืองเป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ต้องพัฒนา เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ มีความท้าทายเกิดขึ้นมาเรื่อย ๆ และมีหลายด้านที่ต้องทำต่อ ทั้งการศึกษา สาธารณสุข ความโปร่งใส การจราจร สิ่งแวดล้อม และด้านอื่น ๆ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมต้องมีถึง 250 แผนงาน

ส่วนที่หลายคนมองว่าทางทีมเน้นที่งานเส้นเลือดฝอย ไม่ค่อยเน้นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ ๆ หรืองานเกี่ยวข้องกับการลงทุนในระยะยาว ชัชชาติ ตอบว่า จริง ๆ แล้วงานโครงสร้างพื้นที่ฐานคืองานรูทีน เป็นงานที่ทำแล้วต่อเนื่องไป อย่างเช่น อุโมงค์ระบายน้ำ 5 แห่งที่ก่อสร้างอยู่ หรือการจ่ายหนี้ BTS ไป 7 หมื่นล้าน ซึ่งก็พยายามหาเงินเพื่อจ่าย
“แต่ถ้าพูดถึงงานเส้นเลือดฝอย รวม ๆ กันแล้วก็คืองานเส้นเลือดใหญ่ อย่างเช่นการทำฟุตบาททางเท้า 1,100 กิโลเมตร คนบอกว่าเป็นงานเส้นเลือดฝอย แต่พอรวมกันแล้วคือสามารถเปลี่ยนโครงสร้างของเมืองได้เลย ปลูกต้นไม่ไป 2.6 ล้านต้น สวนสาธรณะเพิ่มอีก 400 กว่าแห่ง เป็นต้น มองว่า พอคนไปดูถูกเส้นเลือดฝอย แต่จริง ๆ แล้วเส้นเลือกฝอยคือชีวิตประชาชนเลย”
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ ย้ำถึง 4 ปีหลังจากนี้ กทม.จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงหากได้กลับไปทำหน้าที่ ผู้ว่าฯ กทม. โดยมองว่า เมกะโปรเจกต์ก็ต้องมีต่อ อาจจะมีการทำแลนด์มาร์กของเมืองให้เด่นชัดขึ้น หัวใจสำคัญของ 4 ปีหลังจากนี้ คือ เมืองจะแข่งขันกันทั่วโลก ไม่ใช่แค่แข่งกับตัวเอง เพราะต้องมีเรื่องเศรษฐกิจเข้ามาด้วย เมืองต้องมีแหล่งงานที่ดี และสุดท้ายคนในเมืองก็จะพาทั้งเส้นเลือดฝอย และรากหญ้าไปด้วยกันได้ คงจะต้องทำตรงนี้ให้เข้มข้นขึ้นในแง่การดึงดูดนักลงทุน คือเศรษฐกิจใหญ่และเศรษฐกิจข้างถนน ทั้งร้านค้า ห้องแถว ไรเดอร์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเมืองก็ต้องตรงนี้ให้เข้มข้นขึ้น
ขณะที่ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ ดร.โจ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาชน ซึ่งได้หมายเลข 10 ระบุความพร้อมในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยทางพรรคประชาชนต้องการนำเสนอทั้ง “วาระเมือง” และ “วาระเขต” เพื่อพัฒนากรุงเทพฯ ในระยะ 4 ปีข้างหน้า และมองว่าหากต้องการผลักดันวาระของ สก. ให้เกิดขึ้นจริง จำเป็นต้องมี ผู้ว่าฯ จากพรรคเดียวกันเพื่อทำงานร่วมกันแบบยกทีม

ส่วนปัญหาเร่งด่วนของกรุงเทพฯ ชัยวัฒน์ ระบุว่า นอกจากปัญหาขยะ และโรงกำจัดขยะแล้ว ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการป้องกันทุจริตคอร์รัปชัน ผ่านระบบ “กรุงเทพฯ โปร่งใส AI จับโกง” เพื่อเข้าตรวจสอบตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำงบประมาณ การกำหนดราคากลาง และการร่าง TOR
ชัยวัฒน์ ยังยืนยันว่าจะไม่มีการติดป้ายหาเสียงของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาชน เพื่อลดผลกระทบต่อทัศนียภาพ และไม่สร้างภาระให้เมืองในช่วงฤดูฝน โดยจะใช้วิธีลงพื้นที่พบประชาชน แจกแผ่นพับ และสื่อสารผ่านชุมชนแทน ขณะที่ป้ายหาเสียงของผู้สมัคร สก. จะมีเท่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันความสับสนของประชาชน
