สภาฯ ถกร่างนิรโทษกรรม ปมยกเว้นคดี ม.112 เห็นต่างข้อยกเว้น ‘วรงค์’ หนุนยกเว้น ม.112 ขณะที่ ‘อนุสรณ์-จาตุรนต์’ ชี้ เลือกปฏิบัติ ก่อนสภาฯ ไฟเขียวร่างตามที่วุฒิสภาแก้ไข 306 ต่อ 141 เสียง
การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 27 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) วันนี้ (8 ก.ค. 69) เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. … หรือ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่วุฒิสภาแก้ไขและส่งกลับมายังสภาผู้แทนราษฎร มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่การกำหนดให้คดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นข้อยกเว้นจากการนิรโทษกรรม
วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายว่า ความขัดแย้งและความเห็นต่างทางการเมืองที่ดำเนินต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2548–2568 นำไปสู่การดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พร้อมระบุว่า มีประชาชนกว่า 6,000 คนรอคอยร่างกฎหมายฉบับนี้ และเชื่อว่าหากกฎหมายผ่าน จะทำให้คนกลุ่มดังกล่าวได้รับสิทธิและเสรีภาพกลับคืนมา โดยมองว่าคนเหล่านี้หวังดีต่อประเทศ เพียงแต่มีหลักคิดที่แตกต่างกัน
วรงค์ กล่าวต่อไปว่า การชุมนุมของประชาชนส่วนใหญ่มักเป็นการชุมนุมเพื่อต่อต้านการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ชอบด้วยหลักการ จึงเห็นด้วยกับการแก้ไขของวุฒิสภา โดยเฉพาะข้อยกเว้น 3 ประการ ได้แก่ คดีทุจริต คดีฆ่าผู้อื่น และคดีตามมาตรา 112
เขาระบุว่า คดีทุจริตไม่ควรได้รับการนิรโทษกรรม เพราะเป็นรากของปัญหาที่ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน หากนิรโทษกรรมคดีทุจริต โดยเฉพาะนักการเมือง อาจทำให้เกิดการทุจริตซ้ำในอนาคต ส่วนคดีฆ่าผู้อื่นเป็นความผิดส่วนบุคคลที่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น
สำหรับคดีมาตรา 112 วรงค์ กล่าวว่า แม้ความขัดแย้งทางการเมืองหลายกรณีจะเกิดจากการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ชอบ แต่คดีมาตรา 112 มีลักษณะแตกต่างออกไป เนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงเห็นว่าการกำหนดให้มาตรา 112 เป็นข้อยกเว้นจากการนิรโทษกรรมเป็นเรื่องที่เหมาะสม
นอกจากนี้ เขายังกล่าวว่า ในคดีมาตรา 112 และคดีอื่น ๆ ที่อยู่ในศาลเยาวชนและครอบครัว จะใช้หลักการคุ้มครอง แก้ไข บำบัด และฟื้นฟู มากกว่าการลงโทษ จึงสนับสนุนให้คงการแก้ไขของวุฒิสภาในประเด็นดังกล่าว เพราะไม่ต้องการเห็นเยาวชนถูกชักชวนหรือปลุกปั่นให้กระทำความผิด
วรงค์ยังอ้างตัวเลขจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน โดยระบุว่า ปี 2563 มีคดีมาตรา 112 จำนวน 38 คดี ปี 2564 จำนวน 128 คดี ปี 2565 จำนวน 59 คดี ปี 2566 จำนวน 37 คดี ปี 2567 จำนวน 14 คดี และปี 2568 จำนวน 8 คดี พร้อมมองว่าตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ช่วงปี 2563–2565 เป็นช่วงที่เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเข้มข้น ขณะที่เมื่อสถานการณ์คลี่คลายและมีการบังคับใช้กฎหมายมากขึ้น จำนวนคดีก็ลดลง


ด้าน รศ.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน อภิปรายว่า ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของวุฒิสภา เพราะเห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ ไม่ก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความปรองดอง และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในอนาคต จึงยืนยันให้ใช้ร่างที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
อนุสรณ์ กล่าวว่า หากประเทศไทยสามารถแก้ไขวิกฤตทางการเมืองผ่านกลไกรัฐสภาและวิถีประชาธิปไตย ก็อาจไม่เกิดรัฐประหาร 2 ครั้ง ไม่เกิดความสูญเสียจากความขัดแย้งทางการเมือง ไม่มีการปิดสนามบิน การปิดทำเนียบรัฐบาล หรือเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 และประเทศอาจพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้ พร้อมระบุว่า คนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งที่เข้าร่วมการเคลื่อนไหวในปี 2563 ก็ไม่จำเป็นต้องลี้ภัยทางการเมืองหรือต้องถูกจำคุกจนเสียอนาคต
เขาระบุว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา คณะรัฐประหารได้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ตนเองมาแล้ว ขณะที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีทางการเมืองยังไม่ได้รับการนิรโทษกรรม พร้อมเห็นว่า การคืนความเป็นธรรมให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาตามมาตรา 112 จะช่วยให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมืองมากยิ่งขึ้น
อนุสรณ์ตั้งคำถามด้วยว่า หากร่างกฎหมายมีเป้าหมายเพื่อสร้างความปรองดองและสันติสุข แต่ยังคงยกเว้นคดีมาตรา 112 ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศจะสามารถสร้างสันติสุขที่แท้จริงได้อย่างไร
เขาระบุว่า หากร่างกฎหมายผ่านโดยไม่มีการแก้ไข จะส่งผลกระทบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การนิรโทษกรรมที่เลือกเฉพาะบางกลุ่มจะยิ่งตอกย้ำมิติทางการเมืองของคดีมาตรา 112 จากข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ปัจจุบันมีผู้ต้องขังทางการเมืองไม่น้อยกว่า 57 คน และกว่าร้อยละ 77 ไม่เข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมตามร่างฉบับนี้ อีกทั้งตัวอย่างจากต่างประเทศยังสะท้อนว่า การนิรโทษกรรมที่เลือกปฏิบัติไม่เคยนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน แต่กลับสร้างเงื่อนไขของความขัดแย้งในอนาคต

ด้าน จาตุรนต์ ฉายแสง สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่การแก้ไขมาตรา 11 ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณต่อการคลี่คลายความขัดแย้งในสังคม พร้อมยกตัวอย่างการนิรโทษกรรมในอดีต ทั้งกรณีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และการนิรโทษกรรมผู้ถูกกล่าวหาตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ เพื่อชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยเคยใช้การนิรโทษกรรมเป็นเครื่องมือคลี่คลายความขัดแย้งมาแล้ว
จาตุรนต์กล่าวว่า การนิรโทษกรรมครั้งนี้แตกต่างจากในอดีต เพราะเป็นการนิรโทษกรรมเฉพาะประชาชนที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ไม่ได้ครอบคลุมเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะที่การแก้ไขมาตรา 11 ไม่ใช่การนิรโทษกรรม แต่เป็นมาตรการพิเศษสำหรับเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่เปิดทางให้ศาลใช้มาตรการฟื้นฟู แก้ไข และบำบัด แทนการดำเนินคดี
อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่า การยกเว้นคดีมาตรา 112 ออกจากมาตรการดังกล่าวไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ทั้งที่ในอดีตประเทศไทยเคยนิรโทษกรรมคดีที่มีโทษร้ายแรงกว่านี้มาแล้ว จึงอาจถูกมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลทางการเมือง พร้อมยืนยันว่าควรกลับไปใช้ร่างของสภาผู้แทนราษฎร และขอให้ทั้งรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีคำนึงถึงการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงตกค้างอยู่ในสังคมไทย
นอกจากนี้ การอภิปรายร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่ใช้เวลาเกือบ 4 ชั่วโมง มีผู้ร่วมอภิปรายอย่างกว้างขวาง เช่น มนพร เจริญศรี, ธงธรรม เวชยชัย, จักรภพ เพ็ญแข และชูศักดิ์ ศิรินิล พรรคเพื่อไทย, สหัสวัต คุ้มคง, ณัฐยา บุญภักดี, ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ และพริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคประชาชน, สาทิตย์ วงศ์หนองเตย และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์, อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์, ณัฐนนท์ ศรีก่อเกื้อ และนิกร จำนง พรรคภูมิใจไทย, กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ และ พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง พรรคประชาชาติ

สำหรับการลงมติร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบต่อการแก้ไขของวุฒิสภา ด้วยคะแนนเห็นด้วย 306 เสียง ไม่เห็นด้วย 141 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง จากผู้ลงมติทั้งหมด 449 คน ส่งผลให้ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาตามร่างที่วุฒิสภาแก้ไข ซึ่งกำหนดให้คดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นข้อยกเว้นจากการนิรโทษกรรม
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- มุมมองทนายสิทธิฯ ต่อคดี ม.112 กับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
- โค้งสุดท้าย “กฎหมายนิรโทษกรรม” ม.112 ยังเป็นโจทย์ใหญ่
