ชายแดนใต้ ‘ซีซันใหม่’ภาค ปชช.-หัวหน้าพูดคุยฯ’เห็นพ้อง เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วม

‘ซีซันใหม่’ กระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ นักวิชาการ-ภาคประชาชน หนุนเปิดพื้นที่มีส่วนร่วม ‘หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข’ คนใหม่เห็นพ้อง เดินหน้าโมเดล ‘ไทย-ไทย’ เปิดพื้นที่รับฟังประชาชน

วันนี้ (18 ก.ค.2569) ที่คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มีการจัดวงเสวนา “มองสถานการณ์ชายแดนใต้ ซีซั่นใหม่ – ข้อท้าทายและความหวัง” โดยเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ความขัดแย้งและแนวทางสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ผศ.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ นำเสนอข้อมูลจากฐานข้อมูลศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ซึ่งรวบรวมสถิติเหตุการณ์ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระหว่างเดือนมกราคม 2547 ถึงพฤษภาคม 2569 โดยระบุว่า ภาพรวมของสถานการณ์มีแนวโน้มดีขึ้น และตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา จำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังเริ่มกระบวนการพูดคุยสันติภาพ

ผศ.ศรีสมภพ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีหลายปัจจัยประกอบกัน โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ นโยบายของรัฐ ที่ส่งผลต่อทิศทางของสถานการณ์ในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังได้ทบทวนพัฒนาการของกระบวนการพูดคุยเพื่อลดความขัดแย้ง โดยย้อนถึงการพูดคุยอย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่างรัฐบาลไทยกับขบวนการ BRN ในปี 2556 ซึ่งมีการลงนามเพื่อเริ่มต้นกระบวนการพูดคุย แม้ในขณะนั้นจะยังไม่มีข้อตกลงร่วม แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเจรจาที่ดำเนินการภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญขของไทย

ด้าน ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ หัวหน้าคณะการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยถึงทิศทางการขับเคลื่อนกระบวนการสันติสุข หลังเข้ารับหน้าที่แทนหัวหน้าคณะพูดคุยชุดเดิม โดยระบุว่า บทบาทของตนคือ “หัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุข” ไม่ใช่ “หัวหน้าคณะพูดคุยฯ” พร้อมยืนยันว่าจะเริ่มต้นกระบวนการด้วยการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ ก่อนนำข้อเสนอไปหารือกับฝ่าย BRN

อีกทั้งระบุว่า การทำงานยังตั้งอยู่บนกรอบความเข้าใจร่วม 3 ประเด็นที่ฝ่ายไทยและ BRN เคยหารือไว้ ได้แก่ 1. การยุติความรุนแรง 2. การปรึกษาหารือสาธารณะ และ 3. ข้อตกลงทางการเมือง โดยช่วงที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่พบภาคประชาสังคม นักการเมือง นักวิชาการ และประชาชน เพื่อรับฟังข้อเสนอ ซึ่งพบว่าประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องการ คือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการศึกษา และการแก้ไขปัญหายาเสพติด

ประเด็นที่อยู่ระหว่างการหารือกับฝ่าย BRN คือการกำหนด “พื้นที่ปลอดภัย” แต่ยังไม่ต้องการใช้คำว่า Safety Zone โดยเสนอให้ใช้คำว่า “พื้นที่สันติสุข” แทน

ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างหารือรายละเอียด ทั้งขอบเขตพื้นที่ ระยะเวลาการดำเนินการ และรูปแบบที่เหมาะสม โดยย้ำว่าจะนำข้อสรุปกลับมารับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและภาคประชาสังคมในพื้นที่ก่อน จึงจะนำไปหารือกับฝ่าย BRN

พร้อมยืนยันว่า กระบวนการพูดคุยทุกขั้นตอนจะต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชน และพร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางกระบวนการสันติสุข

คณะการพูดคุยเพื่อสันติสุขฯ ได้วางโครงสร้างการทำงานไว้ 3 ส่วน ได้แก่

  1. ทีมเทคนิคที่ทำงานต่อเนื่องมาตลอด 13 ปี
  2. ทีมด้านความมั่นคง ประกอบด้วย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ทหาร และตำรวจ
  3. ทีมข่าวกรอง ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของตนในฐานะผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

โดยตั้งเป้าว่า ปลายเดือนกันยายน จะเป็นหมุดหมายแรกที่ทำให้กระบวนการพูดคุยมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม แต่ก่อนถึงเวลานั้นจะเร่งรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนให้มากที่สุด

เมื่อถูกถามถึงบทเรียนตลอด 13 ปีของกระบวนการพูดคุย ฐนัตถ์ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลส่งผลให้แนวนโยบายและทิศทางการพูดคุยเปลี่ยนไปตามแต่ละรัฐบาล ขณะที่อีกปัจจัยสำคัญคือ การขาดเอกภาพของฝ่ายไทย เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นการทำงานในรูปแบบคณะจากหลายหน่วยงาน ทำให้การตัดสินใจเป็นไปได้ยาก

ด้วยเหตุนี้ ตนจึงเลือกใช้รูปแบบที่หัวหน้าการพูดคุยเป็นผู้รับผิดชอบหลักบนโต๊ะหารือ เพื่อให้การตัดสินใจมีความชัดเจนมากขึ้น พร้อมย้ำว่า การพูดคุยไม่ได้เป็นการยกระดับ BRN ให้เป็นรัฐคู่เจรจากับไทย แต่เป็นการพูดคุยเพื่อยุติความรุนแรงและสร้างความสุขให้กับประชาชนในพื้นที่

นอกจาก BRN ยังได้พูดคุยกับกลุ่มอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย โดยยอมรับว่า กระบวนการที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันเป็น “การพูดคุยแบบไทย-ไทย” แม้จะต่อยอดมาจากกระบวนการสันติภาพตามแนวทางสากล

พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลมีเจตนารมณ์ชัดเจนในการยุติความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเห็นว่าถึงเวลาที่ภาคพลเรือนต้องมีบทบาทมากขึ้นในการขับเคลื่อนสันติสุข

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดการใช้ความรุนแรง รวมถึงยุติการทำสงครามข่าวสารหรือ IO (Information Operations) โดยเห็นว่าความขัดแย้งในพื้นที่ไม่ควรถูกซ้ำเติมด้วยการโจมตีข้อมูลข่าวสาร เพราะท้ายที่สุดผู้ได้รับผลกระทบคือประชาชนในพื้นที่เอง

นันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กล่าวว่า ศอ.บต.ในฐานะหน่วยงานด้านการพัฒนา จะขับเคลื่อนงานภายใต้กรอบของกระบวนการสันติภาพ โดยให้ความสำคัญกับวิถีชีวิต คุณภาพชีวิต และอัตลักษณ์ของประชาชนในพื้นที่

พร้อมระบุว่า ภายใต้บทบาทที่เชื่อมโยงกับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข ศอ.บต.กำลังพิจารณากลไกและมาตรการใหม่ ๆ ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาในพื้นที่ตามข้อสั่งการของเลขาธิการ ศอ.บต.เช่น การพัฒนาระบบการศึกษาของสถาบันปอเนาะ ผ่านการทำงานร่วมกับคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านการศึกษา เพื่อให้การพัฒนาสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่มากขึ้น

ด้าน ลม้าย มานะการ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ กล่าวว่า กระบวนการสันติภาพยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งการบังคับใช้กฎหมายที่กระทบต่อเสรีภาพการแสดงออก โดยเฉพาะสิ่งที่ภาคประชาสังคมเรียกว่า “กฎหมายปิดปาก” ซึ่งเรียกร้องให้มีการยุติการดำเนินคดี รวมถึงการปิดล้อมตรวจค้น การใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งนักวิชาการและภาคประชาสังคม ตลอดจนการหยิบยกประวัติศาสตร์มานำเสนอโดยขาดความเข้าใจในบริบทของพื้นที่

ลม้ายเห็นว่า แม้ประชาชนในพื้นที่จะเคยผิดหวังกับกระบวนการสันติภาพหลายครั้ง แต่ไม่เคยหมดความหวังต่อการสร้างสันติสุข พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนติดตามและมีส่วนร่วมกับกระบวนการพูดคุยมากขึ้น รวมทั้งขอให้สื่อมวลชนช่วยสื่อสารประเด็นสันติภาพอย่างต่อเนื่อง

รอมซี ดอฆอ ประธานสมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (CAP) ระบุว่า การมองสถนการณ์การพูดคุยเรื่องสันติภาพ มีทั้งความท้าทายและความหวัง มองว่าการเจรจาในปัจจุบันจะทำอย่างไรให้การเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งลงมาสู่ภาคประชาชนจริง ๆ ทำให้เห็นว่าประชาชนมีพลังในจุดนี้

กระบวนการสันติภาพถึงถอยหลังก็ต้องไปข้างหน้าให้ได้ โจทย์สำคัญเวลาจะพูดคุยสันติภาพต้องมองให้เห็นภาพจริง ๆ ว่าสาเหตุของความขัดแย้งเกิดจากอะไร และมองถึงหลักการกระบวนการสันติภาพไปพร้อมกับเรื่องกฎหมายและสิทธิ

CAP พยายามสะท้อนเสียงประชาชนที่เขากลัวมาพูดในพื้นที่สาธารณะได้ เราพยายามยึดมั่นในหลักที่ภาคประชาชนสังคมทำได้ สิ่งหนึ่งคือเรื่องความปลอดภัย นอกจากความปลอดภัยทางร่างกายแล้ว ยังมีความปลอดภัยทางการสื่อสาร ทำอย่างไรให้การพูดที่สร้างความเกลีดยชังระหว่างกันลดลง

การพูดคุยสันติภาพต้องให้คุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ข้อท้าทายสำคัญในฐานะภาคประชาชนก็คาดหวังว่าแม้ไม่สำเร็จในวันนี้ ในอนาคตรุ่นต่อไปก็จะสำเร็จได้ และทั้งสองฝ่ายต้องสื่อสารกับภาคประชาชนอย่างรอบด้าน

ช่วงท้ายของวงเสวนา ผศ.รุ่งระวี เฉลิมศรีภิญโญรัฐ อาจารย์สถาบันสันติศึกษา ย้ำให้ผลักดันข้อเสนอของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการสร้างสันติภาพสู่การปฏิบัติ โดยเห็นว่ารัฐบาลควรแสดงเจตจำนงทางการเมืองให้การสร้างสันติภาพเป็นวาระแห่งชาติ จัดตั้งกลไกบูรณาการระดับรัฐบาล ปรับโครงสร้างกระบวนการพูดคุยให้มีพลเรือนเป็นผู้นำ รวมถึงทบทวนกฎหมายที่เป็นอุปสรรค เปิดพื้นที่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่หลากหลาย และส่งเสริมการกระจายอำนาจให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่

ด้าน ผศ.ศรีสมภพ สรุปว่า แนวทางการพูดคุยของหัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุขคนใหม่ แม้จะใช้รูปแบบ “Thai Ways of Peace Dialogue” แต่ยังคงยึดเป้าหมายหลักเดิม คือ การลดความรุนแรง การปรึกษาหารือสาธารณะ และการหารือทางการเมือง พร้อมเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมมากขึ้น

ทั้งนี้ นักวิชาการเห็นตรงกันว่า การฟื้นฟู “พื้นที่กลาง” สำหรับการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ และการมีส่วนร่วมของประชาชน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active