9 วัน…ที่ ‘บูเก๊ะซามี’ ความรุนแรง-บาดแผลในใจ ผลักความขัดแย้ง ‘ชายแดนใต้’ ให้ยิ่งเปราะบาง

สมช. ไฟเขียวแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ เดินหน้ากระชับมาตรการ ให้เข้มข้นมากขึ้น คุมเข้มเข้า-ออก ชายแดน บังคับใช้กฎหมายเด็ดขาดสกัดผู้ก่อเหตุ สั่งทบทวนเนื้อหาเปิดโต๊ะเจรจา ยันคุย BRN แน่ แต่ขึ้นอยู่กับจังหวะเวลา บรรยากาศที่เหมาะสม ขณะที่ร่องรอยจากความรุนแรง ยังสร้างฝันร้ายให้กับชาวบ้านบูเก๊ะซามี จำใจต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว ไม่เชื่อมั่นความปลอดภัย  

วันนี้ (31 ก.ค. 2569) Thai PBS ศูนย์ข่าวภาคใต้ รายงานสถานการณ์หลังผ่านมาแล้ว 9 วัน สำหรับฝันร้ายที่เกิดขึ้นในช่วงเย็นของวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา เมื่อผู้ก่อเหตุไม่ต่ำกว่า 10 คน ขว้างระเบิดไปป์บอมบ์ และกราดยิง จนเป็นเหตุให้ทหารพรานบริเวณจุดตรวจบูเก๊ะซามี ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เสียชีวิตทันที 5 นาย ชาวบ้านถูกลูกหลง 6 คน หนึ่งในนั้นเป็นเด็กชายวัย 10 ขวบ ซึ่งหน้าบ้านของเด็กชายในวันนี้ ยังเต็มไปด้วยรอยกระสุนมากกว่า 10 นัด ที่ถูกยิงสาดเข้ามาในวันเกิดเหตุ

เช่นเดียวกับสภาพเพิงพัก 2 หลัง ที่สร้างต่อเติมอย่างง่าย ๆ แค่พอได้ใช้หลับตานอน หลังออกเวร แต่วันนี้กลับว่างเปล่า ทิ้งไว้เพียงร่องรอยของอดีตนายทหาร ที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้านหลังหอคอยใกล้จุดเกิด  

ใกล้กันเป็นบ้านของ ฟัรฮะห์ อับรู ที่เสียหายจากแรงอัดของระเบิดไปป์บอมบ์และกระสุน แม้จะถูกซ่อมแซมให้พออยู่ได้แล้ว แต่กลิ่นเขม่าไหม้ของควันระเบิด และซากทรัพย์สินที่ยังทำความสะอาดได้แค่บางส่วน ก็ทำให้ฝันร้ายเปื้อนความทรงจำในยามค่ำคืน

“ตั้งแต่วันเกิดเหตุก็ไม่ได้ทิ้งบ้านเลย คืนวันเกิดเหตุก็นอนในบ้านทั้ง ๆ ที่บ้านไม่มีประตูเพราะถูกระเบิดหมด ไม่มีไฟฟ้า นอนไม่หลับเลย จนวันนี้ก็ยังตกใจอยู่ บางทีเดิน ๆ ในบ้าน ที่ยังซ่อมไม่เสร็จ ยังเข่าทรุด เมื่อคืนเข้านอน 4 ทุ่ม ตื่นมากลางดึก ประมาณตี 2 ก็ไม่หลับอีกเลย แม้จะพยายามข่มตาหลับแล้ว”

ฟัรฮะห์ อับรู

ฟัรฮะห์ เล่าอีกว่า หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ถอนกำลังออกไป ทำให้ตอนนี้ในตอนกลางคืน ต้องเข็นรถจักรยานยนต์มาเก็บภายในบ้าน กุญแจก็ต้องซื้อมาคล้องปิดประตูอย่างแน่นหนา เช้ามืดก็ต้องทอดข้าวเกรียบปลาในบ้านแทนลานหน้าบ้าน เพราะความเชื่อมั่นที่หายไป
 

ขณะนี้พบว่าตลอดแนวถนนที่เคยเป็นที่ตั้งของจุดตรวจ มีกองกำลังประจำถิ่นมาหมุนเวียนมาทำหน้าที่นี้แทน ตลอด 24 ชั่วโมง และยังต้องทำไปอีกอย่างน้อย 3 เดือน หลายคนจึงเริ่มเหนื่อยล้า

“ไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเลย ตอนนี้พวกเรา ก็ต้องจัดกำลังที่มีอยู่ไม่มาก ทั้งหญิง ทั้งชาย ผลัดกัน 3 กะ เพื่อดูแลตลอด 24 ชั่วโมง แทบไม่ได้พักเลย นี่ก็จะ 10 วันแล้วที่ต้องเฝ้าดูแล เราก็อยากให้ทหารกลับมาดูแลทำหน้าที่นี้ เพราะลำพัง ชรบ. ผู้ช่วย ผู้ใหญ่บ้านก็รับไม่ไหว เราไม่พร้อมหลายอย่างทั้งอาวุธ ทั้งกำลัง และพื้นที่ที่ต้องรับผิดชอบกว้างมากด้วย ต้องดูแลคนในตันหยงมัส 4,000-5,000 คน อีกอย่างคือทหารชุดเดิมคนที่นี้ก็รู้จักดี และคุ้นเคย ช่วงน้ำท่วมก็ได้ทหารนี้แหละมาช่วยขนของ”

ฟัรฮะห์ อับรู

มูฮัมหมัดกาแม เจ๊ะมะ ผู้ช่วยฝ่ายรักษาความสงบ หมู่ 7 ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส บอกว่า ใกล้ ๆ บริเวณต้นซอย ก่อนถึงจุดตรวจบูเก๊ะซามี ตำรวจ สภ.ระแงะ เร่งมือช่วยกันสร้างแนวท่อซีเมนต์เพื่อวางเป็นแนวกันในจุดตรวจแบบบังเกอร์ โดยมีเพื่อนตำรวจคุ้มกันระหว่างก่อสร้าง เพื่อเข้ามาเป็นกำลังดูแลต่อหลังจากนี้
 

ขณะที่ความคืบหน้าในคดีเจ้าหน้าที่ได้ออกหมายจับผู้ต้องหา และเชิญตัวผู้ต้องสงสัยเกือบ 10 คน ไปสอบสวน และยังอยู่ระหว่างการติดตามกลุ่มก่อเหตุอย่างเข้มข้น หลังก่อนหน้านี้ พล.อ. ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ได้ประกาศกร้าวว่าจะเปิดฉากไล่ล่ากลุ่มก่อเหตุ ตามมาด้วยการออกประกาศกฎอัยการศึกที่ลงนามโดย พล.ต. ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ที่มีเนื้อหาใจความสำคัญข้อหนึ่งว่า “สามารถใช้อาวุธเมื่อพบผู้ก่อเหตุความรุนแรง ที่ก่อภยันตรายต่อกำลังพลฝ่ายได้ทันที”
 

หรือการเดินทางไปมาเลเซียของ พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อขอความร่วมมือในการติดตามกลุ่มก่อเหตุ   

“การประกาศกฎอัยการศึก ก็เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้ง่ายขึ้น เราใช้แค่ในบางพื้นที่ ไม่ใช่ทั้งหมด เขตเมืองประชาชนก็ยังดำรงชีวิตได้ตามปกติ เราเน้นเรื่องการติดตามผู้ก่อเหตุเป็นหลัก” ก็เป็นคำยืนยันในปฏิบัติตามหาผู้ก่อเหตุอย่างเข้มข้นจากปาก พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งกล่าวย้ำไว้เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ที่ผ่านมา

ขณะที่ล่าสุดวันนี้ ฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แถลงผลการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ครั้งที่ 5/2569 ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีมติสำคัญที่จะกระชับมาตรการให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ดังนี้

  1. มาตรการรักษาความปลอดภัย ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังการก่อเหตุนอกพื้นที่ และติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันก็ได้เน้นย้ำให้หน่วยความมั่นคง ทั้งทหารและตำรวจควบคุมบริเวณชายแดน โดยควบคุมคนเข้า-ออก เพราะที่ผ่านมาคาดการณ์ว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุอาจจะหลบหนีไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน จึงต้องมีการควบคุมการเข้า-ออกให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น

  2. การบังคับใช้กฎหมาย ได้เน้นย้ำให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงทั้งกลุ่มที่เพิ่งปฏิบัติการไป และกลุ่มอื่น ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ที่เป็นกองกำลังติดอาวุธ หรือ อยู่ในกลุ่มที่กำลังเตรียมการก่อเหตุ โดยขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดและครอบคลุมทุกพื้นที่ทั้งรายบุคคลและรายกลุ่มให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

  3. ที่ประชุมเห็นชอบให้มีการทบทวนเนื้อหาการพูดคุยสันติสุข เพราะขณะนี้อยู่ในช่วงการเปลี่ยนตัวผู้อำนวยความสะดวก จึงได้มีการชะลอไว้ช่วงหนึ่ง แต่หากมีการพูดคุยต่อ อยากให้มีการควบคุมเนื้อหาที่จะพูดคุย ว่าจะมีเรื่องอะไรก่อนหลังบ้าง ตามแนวทางของหัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะมีข้อสังเกตจากที่ประชุมว่าให้ไปทบทวนเนื้อหาการพูดคุยให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ในพื้นที่

  4. ที่ประชุมได้เน้นย้ำให้เปิดช่องทางที่หลากหลายมากขึ้น ในการให้ผู้เห็นต่างที่พร้อมจะกลับคืนสู่สังคม และเบื่อหน่ายกับการต่อสู้กลับคืนสู่สังคม โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ และเน้นไปที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นหลัก

  5. ที่ประชุมได้เน้นย้ำเรื่อง การร่วมมือกับมาเลเซียให้มีการประสานทางการทูตและความมั่นคงกับมาเลเซีย และที่สำคัญคือประเทศไทยจะมีการออกหมายแดงอินเตอร์โพล ที่จะดำเนินการนำตัวผู้ก่อเหตุรุนแรงที่หนีคดีไปอยู่ในมาเลเซียให้กลับมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งขณะนี้ได้มีการออกใบแดงไปแล้วบางส่วน ฉะนั้นเราจะร่วมมือกับทางมาเลเซียต่อไป เพื่อนำคนเหล่านั้นกลับมาลงโทษตามกฎหมายด้วยการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน

  6. การสื่อสารต่อสาธารณะ เนื่องจากช่วงนี้มีข่าวปลอม ข่าวยั่วยุ บ่อนทำลายให้เกิดความแตกแยกของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ หรือ หน่วยงานภาครัฐ จึงอยากให้ติดตามตรวจสอบการปฏิบัติเรื่องข่าวต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เกิดบรรยากาศการยั่วยุในพื้นที่

เมื่อถามว่าที่ประชุมได้ประเมินสถานการณ์ หลังจากเลื่อนกำหนดการพูดคุยกับ ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี หรือ กลุ่ม BRN ด้วยหรือไม่นั้น ฉัตรชัย ระบุว่า นโยบายบริหารการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังไงก็ต้องมีการพูดคุยกันต่อ แต่เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาที่เหมาะสมและบรรยากาศที่เอื้ออำนวยให้นำไปสู่การสร้างสันติและการบรรลุเป้าหมายด้วย

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active