เปิด 5 ประเด็นหลัก ปรับแก้ ‘พ.ร.บ.บัตรทอง’ รับความท้าทายใหม่ หวังเดินหน้าปรับโครงสร้าง จัดการงบฯ เหมาจ่ายรายหัว มองความเป็นไปได้ ‘ร่วมจ่าย’ พร้อมกำหนดชุดสิทธิประโยชน์ให้ชัด เน้นกระจายอำนาจบริหาร ขณะที่ กมธ.สาธารณสุข สว. เผย เปิด 3 ช่องทางผลักดันร่างกฎหมายเข้าสภา
นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์ ประธานคณะทำงานจัดทำร่างพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. …. ภายใต้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข วุฒิสภา เปิดเผยว่า ในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ร่วมกับ Policy Watch Thai PBS จะจัด เวทีสรุปผลการศึกษาการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หลังจากดำเนินการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนมาอย่างต่อเนื่อง
นพ.อนุกูล กล่าวว่า คณะอนุกรรมาธิการศึกษาระบบงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลภายใต้ระบบ หลักประกันสุขภาพแหงชาติ ได้จัดประชุมเชิญหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมให้ข้อมูลมากกว่า 10 ครั้ง ก่อนลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นใน 4 ภูมิภาค เพื่อนำข้อคิดเห็นจากผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาวิเคราะห์ร่วมกัน
ขณะนี้ได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมด ทั้งปัญหา สาเหตุ และข้อเสนอในการแก้ไข จนเห็นตรงกันว่าถึงเวลาที่ควรปรับปรุงพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ให้มีความทันสมัย ยืดหยุ่น และสอดคล้องกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ระบบหลักประกันสุขภาพสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างยั่งยืน
ชู 5 ประเด็นหลัก ปรับกฎหมายรับความท้าทายใหม่
นพ.อนุกูล ระบุว่า ร่างกฎหมายฉบับใหม่ไม่ได้มุ่งยกเลิกหลักการสำคัญของกฎหมายเดิม เพราะ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ถือเป็นกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิด้านสุขภาพของประชาชนได้เป็นอย่างดี แต่ยังมีหลายประเด็นที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้วแต่ยังไม่ได้รับการนำไปปฏิบัติอย่างเต็มที่ จึงจำเป็นต้องเขียนให้มีความชัดเจนมากขึ้น
ประเด็นสำคัญประการแรก คือ การปรับโครงสร้างธรรมาภิบาล (Governance) และองค์ประกอบของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบอร์ด สปสช. ให้เกิดความสมดุลมากขึ้น
ปัจจุบันระบบบริหารยึดหลัก Provider-Purchaser Split หรือ การแยกผู้ให้บริการกับผู้ซื้อบริการออกจากกัน ทำให้การทำงานเกิดความขัดแย้งในหลายประเด็น ร่างกฎหมายใหม่จึงเสนอให้ปรับเป็น Provider-Purchaser Partnership โดยให้ผู้ให้บริการ ผู้จัดซื้อบริการ และภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายร่วมกัน เพื่อให้การตัดสินใจเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นทาง ลดปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในภายหลัง
องค์ประกอบของบอร์ดจึงจะมีความสมดุลระหว่างฝ่ายกำหนดนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ผู้ให้บริการ ผู้ทรงคุณวุฒิ และตัวแทนประชาชนผู้รับบริการ
เสนอแยกเงินเดือนบุคลากรภาครัฐออกจากงบฯ เหมาจ่ายรายหัว
อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญ คือ การแยกเงินเดือนบุคลากรภาครัฐออกจากงบฯ เหมาจ่ายรายหัว ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ได้รับเสียงสะท้อนจากหน่วยบริการภาครัฐจำนวนมาก

นพ.อนุกูล อธิบายว่า เดิมการนำเงินเดือนบุคลากรภาครัฐไปรวมอยู่ในงบฯ เหมาจ่ายรายหัว มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันไม่ให้แพทย์และพยาบาลย้ายออกจากโรงพยาบาลขนาดเล็กที่มีประชากรน้อย แต่จากการดำเนินนโยบายมากว่า 20 ปี ไม่เคยพบว่ามีการย้ายบุคลากรด้วยเหตุผลดังกล่าว แสดงให้เห็นว่ามาตรการดังกล่าวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตามเป้าหมาย
จึงเสนอให้แยกเงินเดือนกลับไปเป็นงบประมาณปกติของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้เห็นชัดเจนว่างบฯ เหมาจ่ายรายหัวเป็นงบฯ สำหรับการดูแลรักษาประชาชนโดยตรง ขณะที่ภาคเอกชนยังคงได้รับการชดเชยต้นทุนค่าแรงผ่านระบบเหมาจ่ายเช่นเดิม
ย้ำกฎหมายเดิมเปิดช่อง “ร่วมจ่าย” ได้อยู่แล้ว
สำหรับประเด็น การร่วมจ่าย (Co-payment) นพ.อนุกูล ระบุว่า กฎหมายปัจจุบันเปิดช่องให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสามารถกำหนดรูปแบบการร่วมจ่ายได้อยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการนำมาใช้
หากในอนาคตรัฐบาลประเมินว่างบประมาณด้านสุขภาพไม่เพียงพอ ก็ควรสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาว่า ประเทศมีงบประมาณเท่าใด และสามารถจัดบริการพื้นฐานได้ครอบคลุมเพียงใด โดยประชาชนทุกคนต้องได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม
ส่วนผู้ที่มีกำลังจ่ายและต้องการรับบริการที่สูงกว่ามาตรฐานพื้นฐาน ควรมีสิทธิเลือกจ่ายเพิ่มเอง หรือใช้ประกันสุขภาพเอกชนเข้ามาช่วยรับภาระค่าใช้จ่าย โดยต้องไม่กระทบต่อสิทธิของประชาชนทั่วไปหรือกลุ่มเปราะบางที่รัฐยังต้องดูแลอย่างเต็มที่
กำหนด “สิทธิประโยชน์พื้นฐาน” ให้ชัด ลดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังเสนอให้กำหนดหน้าที่ของคณะกรรมการ สปสช. ในการประกาศ ชุดสิทธิประโยชน์พื้นฐาน (Benefit Package) ที่ประชาชนทุกคนพึงได้รับ พร้อมกำหนดให้มีการทบทวนเป็นระยะ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจตรงกันว่าบริการใดอยู่ในสิทธิประโยชน์ และบริการใดอยู่นอกเหนือสิทธิ ลดปัญหาความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนซึ่งเกิดขึ้นในปัจจุบัน
หนุนกระจายอำนาจ ให้บอร์ดเขตมีอำนาจบริหารจริง
อีกประเด็นสำคัญ คือ การเพิ่มอำนาจให้คณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตสามารถบริหารจัดการระบบและงบประมาณตามบริบทของพื้นที่ได้มากขึ้น
นพ.อนุกูล กล่าวว่า ปัจจุบันสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติส่วนกลางเป็นผู้กำหนดนโยบายและแนวทางบริหารในรูปแบบเดียวกันทั่วประเทศ ขณะที่คณะกรรมการระดับเขตมีหน้าที่เพียงรับทราบนโยบายและดำเนินการตาม จึงเสนอให้กฎหมายใหม่กำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการระดับเขตให้สามารถตัดสินใจและบริหารจัดการตามปัญหาและความต้องการของแต่ละพื้นที่ได้ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดการกระจายอำนาจ
ภาคประชาชนหนุนแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง
ขณะที่ สมชาย กระจ่างแสง ตัวแทนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ เปิดเผยถึงข้อเสนอที่เตรียมนำเสนอต่อเวทีรับฟังความคิดเห็นการแก้ไขพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติว่า แม้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จะเป็นกฎหมายที่มีหลักการที่ดีและยังคงเป็นหลักประกันสิทธิด้านสุขภาพของประชาชน แต่ยังมีบางประเด็นที่ควรได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สมชาย กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่เตรียมเสนอมีอย่างน้อย 2 เรื่อง ได้แก่ การปรับปรุงที่มาและองค์ประกอบของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) โดยเฉพาะสัดส่วนตัวแทนภาคประชาชน เพื่อให้สะท้อนการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น
อีกประเด็น คือ การแก้ไขบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วยและการให้บริการที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยเห็นว่ากฎหมายปัจจุบัน แม้จะกำหนดห้ามหน่วยบริการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้สิทธิบัตรทองไว้แล้ว แต่กระบวนการดำเนินการและบทลงโทษต่อหน่วยบริการที่ฝ่าฝืนยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ จึงควรปรับปรุงให้มีมาตรการกำกับดูแลที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
พร้อมทั้งเสนอให้กำหนดหน้าที่ของหน่วยบริการให้ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีผู้ป่วยที่เกินศักยภาพการรักษาของโรงพยาบาล ซึ่งต้องมีการส่งต่อผู้ป่วยอย่างเหมาะสม ไม่ควรปฏิเสธการออกใบส่งตัวเพราะกังวลภาระค่าใช้จ่ายหรือปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพการรักษาและสิทธิของผู้ป่วย
ย้ำ “บัตรทอง” ต้องไม่เก็บเงินเพิ่ม หนุนร่วมจ่ายก่อนป่วย
สมชาย ยืนยันว่า หลักการสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คือการคุ้มครองประชาชนไม่ให้ความเจ็บป่วยกลายเป็นภาระทางการเงิน ดังนั้นจึงไม่เห็นด้วยกับการเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมจากผู้ป่วยไม่ว่ากรณีใด เพราะจะขัดกับเจตนารมณ์ดั้งเดิมของกฎหมาย
“บัตรทองไม่ควรเรียกเก็บเงินเพิ่ม ไม่ว่าจะกรณีใด เพราะจะทำให้เสียหลักการของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ”
สมชาย กระจ่างแสง
สำหรับข้อเสนอเรื่อง การร่วมจ่าย (Co-payment) สมชาย ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการให้ประชาชนร่วมจ่ายเมื่อเข้ารับบริการรักษาพยาบาล แต่หากจะมีการร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ควรเป็นการร่วมจ่ายผ่านระบบภาษีตั้งแต่ก่อนเจ็บป่วย โดยหากในอนาคตรัฐจำเป็นต้องเพิ่มรายได้เพื่อสนับสนุนระบบสุขภาพ ก็สามารถพิจารณาการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมเพื่อนำเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพได้ ซึ่งถือเป็นการร่วมรับผิดชอบของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่การเรียกเก็บจากผู้ป่วยเมื่อเข้ารับการรักษา
ชี้กรณีเรียกเงินมัดจำผู้ป่วยที่ยะลา “ไม่ควรเกิดขึ้น”
สมชาย กล่าวถึงกรณีโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดยะลาที่มีการเรียกเก็บเงินมัดจำผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง เนื่องจากแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วยส่งต่อสะสมเป็นจำนวนมากว่า เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นในระบบสุขภาพไทย เพราะกฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้โรงพยาบาลเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วย ยกเว้นค่าร่วมจ่าย 30 บาทตามที่กฎหมายกำหนดในบางช่วงเวลา
อย่างไรก็ตาม มองว่าปัญหาดังกล่าวสะท้อนว่าระบบการชดเชยงบประมาณให้หน่วยบริการอาจยังไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง จึงเห็นด้วยที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ควรทบทวนอัตราการชดเชยค่าใช้จ่ายให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้โรงพยาบาลประสบปัญหาสภาพคล่องจนกระทบต่อการให้บริการประชาชน
เปิด 3 ช่องทางผลักดันร่างกฎหมายเข้าสภา
ทั้งนี้ นพ.อนุกูล กล่าวว่า หลังการสรุปผลการศึกษา คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา จะจัดทำรายงานพร้อมร่างพระราชบัญญัติ เสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภา ก่อนส่งข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาล
นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังสามารถเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้อีก 2 ช่องทาง ได้แก่ การเข้าชื่อของประชาชนไม่น้อยกว่า 10,000 คน เพื่อเสนอร่างกฎหมายในนามประชาชน และการเข้าชื่อของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่า 20 คน เพื่อเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
“ไม่ว่าจะเป็นช่องทางของวุฒิสภา ประชาชน หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งหมดมีจุดหมายเดียวกัน คือเสนอร่างกฎหมายต่อประธานรัฐสภา เพื่อเดินหน้าสู่กระบวนการพิจารณาแก้ไขพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้สอดรับกับความท้าทายในอนาคต และสร้างความยั่งยืนให้ระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศ”
นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์
