อดีตบิ๊ก สธ. ตั้ง ‘ชมรมรักษ์สาธารณสุข’ จับตาจัดซื้อครุภัณฑ์-โยกย้าย ชี้ช่วงนี้หนักสุด

ย้ำจุดยืนเป็นกลไกเฝ้าระวังปัญหาธรรมาภิบาลในกระทรวงสาธารณสุข เผยรับข้อมูล ข้อกังวลจากบุคลากรในระบบ เน้นโฟกัสความไม่โปร่งใสจัดสรรงบฯ-จัดซื้อครุภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์-แต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารไม่เป็นธรรม พร้อมเปิดช่องทางรับข้อมูลเป็นความลับ ยันตั้งชมรมฯ ไม่ได้แสวงหาอำนาจ ผลประโยชน์ทางการเมือง

วันนี้ (27 ส.ค. 2569) นพ.ประเสริฐ ขันเงิน ประธานชมรมรักษ์สาธารณสุข และอดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า ชมรมรักษ์สาธารณสุข ก่อตั้งเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา มีสมาชิกผู้ก่อตั้ง 40 คน ส่วนใหญ่เป็นอดีตผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขที่เกษียณอายุราชการแล้ว แต่ยังมีความรักและความผูกพันกับกระทรวงสาธารณสุข

สาเหตุสำคัญของการรวมตัวครั้งนี้ มาจากการได้รับข้อมูล ข่าวสาร และข้อกังวลจากบุคลากรที่ยังทำงานอยู่ในกระทรวง โดยเบื้องต้นพบประเด็นใหญ่ 2 กลุ่ม ได้แก่

  1. ความไม่โปร่งใสในการจัดสรรงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์

  2. การแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารที่อาจไม่เป็นธรรมและขาดธรรมาภิบาล

นพ.ประเสริฐ ย้ำว่า ข้อมูลที่ได้รับทั้งหมดต้องผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ชมรมจะไม่กล่าวหาใครหากไม่มีพยานหลักฐานที่เพียงพอ เพราะข้อสงสัยที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบเพียงชื่อเสียงของบุคคล แต่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงขวัญและกำลังใจของบุคลากรส่วนใหญ่ที่ทำงานหนักและปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชน

“เราไม่ได้ตั้งชมรมขึ้นมาเพื่อแสวงหาอำนาจ ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใด ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนหรือต่อต้านฝ่ายใด และไม่ได้มีวัตถุประสงค์ทางการเมือง สิ่งเดียวที่ต้องการคือช่วยกันรักษากระทรวงสาธารณสุขที่พวกเรารัก ให้เป็นองค์กรที่ประชาชนเชื่อมั่น และคนที่ทำงานสุจริตสามารถทำหน้าที่ได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวความไม่เป็นธรรม”

นพ.ประเสริฐ ขันเงิน

เปิดช่องทางลับ รับข้อมูลจากบุคลากร สธ.

นพ.ประเสริฐ กล่าวว่า จากนี้ชมรมจะเริ่มทำงานใน 2 ประเด็นดังกล่าว โดยเตรียมเปิดช่องทางรับข้อมูลจากบุคลากรหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่เป็นธรรม โดยสามารถให้ข้อมูลเป็นความลับและไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน

แต่การรับข้อมูลจะไม่ใช่ช่องทางสำหรับกลั่นแกล้งหรือทำให้บุคคลใดเสียชื่อเสียง เมื่อได้รับข้อมูลแล้ว ชมรมจะกลั่นกรองและแยก “ข้อกล่าวหา” ออกจาก “ข้อเท็จจริง” หากข้อมูลไม่มีน้ำหนักหรือหลักฐานเพียงพอ จะไม่ออกมากล่าวหาต่อสาธารณะ แต่หากพบว่ามีน้ำหนักและมีหลักฐานเพียงพอ จะส่งต่อให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายดำเนินการ พร้อมติดตามผลจนถึงที่สุด

นพ.ประเสริฐระบุว่า บุคลากรในระบบจำนวนหนึ่งอาจกังวลเรื่องความปลอดภัยและผลกระทบจากการเปิดเผยข้อมูล เพราะยังอยู่ภายใต้ระบบบังคับบัญชา ขณะที่อดีตผู้บริหารที่เกษียณแล้วสามารถทำหน้าที่เป็น “คนกลาง” รับฟังและตรวจสอบข้อมูลได้โดยไม่มีความกังวลเรื่องตำแหน่งหน้าที่

ตั้งคำถาม “ความเหมาะสม” การโยกย้าย ไม่กล่าวหาใคร

สำหรับประเด็นการแต่งตั้งโยกย้าย นพ.ประเสริฐ ย้ำว่า ชมรมยังไม่ต้องการลงรายละเอียดถึงบุคคลหรือการโยกย้ายล็อตใดเป็นการเฉพาะ เพราะต้องมีหลักฐานที่เพียงพอก่อน

แต่สามารถตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและธรรมาภิบาลได้ เช่น กรณีผู้บริหารที่เพิ่งได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลขนาดเล็กได้ไม่นาน แล้วได้รับการโยกย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เป็นไปตามความรู้ความสามารถและหลักธรรมาภิบาลหรือไม่

โดยการตั้งคำถามดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นกระทำผิด เพราะบางคนอาจมีความสามารถและเหมาะสมกับตำแหน่งจริง แต่ระบบต้องคำนึงถึงความเสี่ยงและผลกระทบ หากแต่งตั้งบุคลากรที่ยังไม่มีความพร้อมไปดำรงตำแหน่งสำคัญ เพราะความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจะกระทบประชาชนและระบบบริการสุขภาพเป็นวงกว้าง

ส่วนอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายระดับต่ำกว่าอธิบดีลงมานั้น นพ.ประเสริฐ ระบุว่า โดยหลักเป็นอำนาจของปลัดกระทรวงสาธารณสุข ขณะที่กลไกหรือคณะกรรมการต่าง ๆ มีขั้นตอนกำหนดไว้ แต่ในทางปฏิบัติยังต้องติดตามว่ากระบวนการเหล่านั้นถูกนำมาใช้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรมหรือไม่

จับตา “โซลาร์เซลล์-หุ่นยนต์จัดยา-Sequencing”

ด้านการจัดซื้อจัดจ้าง นพ.ประเสริฐ เปิดเผยว่า ข้อมูลที่ได้รับมีหลายกรณี เช่น โครงการโซลาร์เซลล์ หุ่นยนต์จัดยา และระบบ Sequencing แต่ยังไม่ขอลงรายละเอียดหรือระบุหน่วยงาน เนื่องจากอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

เมื่อถูกถามถึงความผิดปกติด้านราคา นพ.ประเสริฐ ระบุเพียงว่า ข้อมูลบางส่วนที่ได้รับมีราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็น “มากกว่า 20%” แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด เนื่องจากต้องตรวจสอบเอกสารและข้อเท็จจริงให้ชัดเจนก่อน

ประเด็นสำคัญไม่ได้มีเพียงว่าของที่จัดซื้อมีราคาแพงหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า เครื่องมือที่จัดซื้อมีความจำเป็นหรือไม่ เหมาะสมกับระดับของโรงพยาบาลหรือไม่ มีบุคลากรที่สามารถใช้งานได้หรือไม่ และเมื่อซื้อมาแล้วถูกนำไปใช้จริงหรือไม่

อดีตเลขาธิการ อย. ชี้ระบบจัดซื้อเดิมต้องมาจากความต้องการพื้นที่

นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา อธิบายว่า ระบบจัดซื้อจัดจ้างในอดีต ความต้องการเครื่องมือแพทย์จะเริ่มจากโรงพยาบาลในพื้นที่ รวบรวมขึ้นมาระดับเขต ก่อนส่งต่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณา โดยมีคณะกรรมการทั้งระดับเขตและระดับกระทรวงร่วมพิจารณา

หลักการสำคัญคือ การกำหนดคุณลักษณะหรือสเปกไม่ควรเป็นความเห็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความเห็นจากผู้ใช้งานและผู้มีความรู้เฉพาะด้าน เพื่อให้เครื่องมือที่จัดซื้อสอดคล้องกับความต้องการจริง และเปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันระหว่างผู้ขายหลายราย

นพ.ประเสริฐเสริมว่า ในอดีต หากหลายพื้นที่ต้องการเครื่องมือประเภทเดียวกัน จะมีการรวบรวมความต้องการและพิจารณาสเปกกลางที่เหมาะสม ก่อนกระจายงบประมาณและเครื่องมือไปยังพื้นที่ตามลำดับความจำเป็น

แต่ข้อกังวลที่ได้รับในปัจจุบัน คือ กระบวนการบางส่วนอาจไม่สอดคล้องกับระบบเดิม โดยมีกรณีที่ “สิ่งที่ขอขึ้นไป” กับ “สิ่งที่ได้รับกลับมา” ไม่ตรงกัน จึงต้องตรวจสอบว่าความต้องการของพื้นที่ถูกนำไปใช้ประกอบการจัดสรรจริงมากน้อยเพียงใด

ชี้ปัญหาธรรมาภิบาลต้องดู 6 องค์ประกอบ

นพ.โสภณ เมฆธน อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข บอกว่า ปัญหาที่ชมรมกำลังติดตามควรมองผ่านหลักธรรมาภิบาล ไม่ควรตัดสินจากตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว

องค์ประกอบสำคัญที่ต้องตรวจสอบ ได้แก่ ความโปร่งใส ความรับผิดชอบและตรวจสอบได้ การมีส่วนร่วม ความเป็นธรรม ความถูกต้องตามกฎหมาย และความคุ้มค่า

โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างและการแต่งตั้งบุคลากร ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า กระบวนการมีความโปร่งใสหรือไม่ ใครเป็นผู้รับผิดชอบ สามารถตรวจสอบได้หรือไม่ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมจริงหรือไม่ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมีความคุ้มค่าต่อประชาชนหรือไม่

นพ.โสภณ ยังกล่าวว่า การที่อดีตผู้บริหาร 40 คนรวมตัวกัน ไม่ได้หมายความว่าต้องการเข้ามาใช้อำนาจหรือแสวงหาผลประโยชน์ แต่สะท้อนว่ากลุ่มอดีตผู้บริหารได้รับข้อมูลจากบุคลากรในระบบ และต้องการช่วยทำให้ระบบมีธรรมาภิบาลมากขึ้น โดยควรใช้ข้อมูลและหลักฐานเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ใช้ตัวบุคคลเป็นเป้าหมาย

“หนักที่สุด” ตั้งแต่เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล

เมื่อถูกถามว่าปัญหาที่ได้รับข้อมูลมาถือว่าหนักที่สุดในรอบ 10-20 ปีหรือไม่ นพ.ประเสริฐ ระบุว่า หากประเมินจากประสบการณ์ส่วนตัว ตั้งแต่เริ่มดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลในปี 2549 ช่วงเวลาปัจจุบันถือว่าเป็นช่วงที่รู้สึกว่า “หนักที่สุด”

อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถระบุขนาดความเสียหายเป็นตัวเลขได้ เพราะข้อมูลส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นตอนตรวจสอบ และชมรมยังไม่ได้เปิดรับเรื่องอย่างเป็นระบบ

นพ.ประเสริฐ ระบุว่า ขณะนี้ได้รับข้อมูลและข้อร้องเรียนจากบุคลากรแล้ว “มากกว่า 10 คน” แต่ยังไม่สามารถสรุปเป็นจำนวนเรื่องหรือจำนวนโรงพยาบาลได้อย่างชัดเจน และยังไม่ขอประเมินมูลค่าความเสียหาย เพราะต้องรอการตรวจสอบเป็นรายกรณี

ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ได้รับในเบื้องต้นมาจากโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไป ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อดีตผู้บริหารของชมรมมีเครือข่ายและประสบการณ์ทำงานอยู่ ขณะที่ข้อมูลจากระดับโรงพยาบาลชุมชน หรือ รพ.สต. ยังมีอยู่บางส่วน แต่ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบเพิ่มเติม

“ไม่ได้ฟอกขาวตัวเอง” พร้อมให้ตรวจสอบย้อนหลัง

นพ.ประเสริฐ ยังยืนยันว่า การรวมตัวของอดีตผู้บริหารไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อ “ฟอกขาว” การทำงานในอดีตของตนเอง และพร้อมให้ตรวจสอบย้อนหลัง

โดยในวันที่เกษียณอายุราชการ สามารถพูดได้ว่าไม่เคยมีเงินที่ไม่สุจริตแม้แต่บาทเดียว และไม่กลัวการตรวจสอบย้อนหลัง เพราะเชื่อว่าการทำงานในอดีตสามารถตรวจสอบได้จากคนที่เคยร่วมงาน

“ไปถามคนในโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก หรือโรงพยาบาลเพชรบูรณ์ที่ผมเคยเป็นผู้อำนวยการ ถามคนที่เคยทำงานร่วมกับผมว่า ผมเป็นอย่างไร นั่นจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด”

นพ.ประเสริฐ ขันเงิน

พร้อมย้ำว่า การรวมตัวครั้งนี้ต้องการส่งสัญญาณไปยังผู้บริหารและบุคลากรทุกระดับว่า ต่อจากนี้จะมีคนช่วยกันติดตามตรวจสอบมากขึ้น และขอให้ผู้ที่กำลังคิดจะทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องทบทวนการกระทำของตัวเอง

ไม่ปิดช่องร่วมมือ “ชมรมแพทย์ชนบท” ปราบทุจริต

เมื่อถามว่าชมรมรักษ์สาธารณสุขจะสามารถร่วมมือกับ “ชมรมแพทย์ชนบท” ซึ่งมีเป้าหมายตรวจสอบและต่อต้านการทุจริตในกระทรวงสาธารณสุขได้หรือไม่ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข บอกว่า ขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดว่าจะต้องจับมือกับองค์กรใดเป็นการเฉพาะ แต่เห็นว่าทุกฝ่ายที่มีเป้าหมายร่วมกันในการทำให้ระบบสาธารณสุขมีธรรมาภิบาล ควรสามารถทำงานร่วมกันได้

“ไม่ได้คิดว่าจะต้องจับมือกับใครหรือไม่จับมือ แต่ถ้าทุกคนมีโจทย์ตรงกันว่าอยากเห็นธรรมาภิบาลของระบบ ก็ต้องทำงานร่วมกัน รวมถึงสื่อด้วย”

นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์

นพ.ณรงค์ ยังกล่าวว่า ปัญหาธรรมาภิบาลในกระทรวงสาธารณสุขไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันตรวจสอบ โดยเฉพาะสื่อมวลชนที่ทำงานอยู่ใกล้กระทรวงและผู้บริหาร จึงอยากเห็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลและทำงานร่วมกัน เพื่อช่วยปกป้องบุคลากรที่ทำงานสุจริต และผลักดันให้เกิดการปรับปรุงระบบ

อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข บอกด้วยว่า อดีตผู้บริหารได้รับข้อมูลจากบุคลากรที่ยังอยู่ในระบบ ซึ่งหลายคนกำลังทำงานหนักและกังวลว่าจะได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้น จึงอยากให้สื่อและชมรมทำงานร่วมกันเพื่อปกป้องคนทำงานที่สุจริต และช่วยสะท้อนปัญหาไปยังผู้มีอำนาจหน้าที่

“แทนที่จะตั้งคำถามกับพวกเราที่เป็นคนนอกราชการ ผมอยากขอความร่วมมือจากสื่อ เพราะสื่ออยู่กับกระทรวงทุกวัน คุยกับผู้บริหารทุกวัน ถ้าได้รับข้อมูลหรือได้ยินอะไรที่เป็นข้อสงสัย ก็มาช่วยกันตรวจสอบ”

นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์

นพ.ณรงค์ ยังมองว่า ปัญหาธรรมาภิบาลไม่ได้เป็นเรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นปัญหาของระบบราชการที่จำเป็นต้องร่วมกันแก้ไข โดยไม่ควรนำการทำงานของชมรมไปเชื่อมโยงกับประเด็นทางการเมืองหรือความขัดแย้งเรื่องการปฏิรูประบบอื่น

ชี้ “จัดซื้อ-โยกย้าย” อาจเป็นรากปัญหาราชการ แต่ต้องแยกข้อเท็จจริง

นพ.ณรงค์ บอกอีกว่า ประเด็นการจัดซื้อจัดจ้างและการแต่งตั้งโยกย้ายเป็นปัญหาที่พบได้ในระบบราชการมาอย่างยาวนาน และไม่ควรเหมารวมว่าบุคลากรทุกคนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด

สิ่งที่ชมรมต้องการทำ คือ “ปัดกวาดบ้าน” ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้คนทำงานที่สุจริตไม่ต้องเผชิญกับแรงกดดันหรือสิ่งที่ไม่ควรต้องเกี่ยวข้อง

พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากระบบมีการซื้อขายตำแหน่งจริง ย่อมส่งผลต่อคุณภาพของผู้บริหาร เพราะตำแหน่งควรได้มาจากความรู้ ความสามารถ และผลงาน ไม่ใช่จากผลประโยชน์หรืออำนาจต่อรอง

“ไม่ใช่ทุกคนที่ทำผิด” ต้องแยกเจตนาออกจากกัน

นพ.ประเสริฐ ยังอธิบายว่า หากเกิดการแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจริง ไม่ควรเหมารวมบุคลากรทั้งหมดว่าเป็นผู้ทุจริต เพราะพฤติกรรมของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน

บางคนอาจไม่รู้ข้อเท็จจริงและเพียงทำตามคำสั่ง บางคนอาจรู้แต่เลือกไม่สนใจ ขณะที่บางคนอาจมีเจตนาทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ดังนั้นการตรวจสอบต้องพิจารณาทั้งข้อเท็จจริงและเจตนาเป็นรายกรณี

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ผู้ปฏิบัติงานอาจเชื่อว่าการจัดซื้อบางอย่างเป็นประโยชน์กับโรงพยาบาล แม้เมื่อมองในภาพรวมแล้วอาจไม่เหมาะสมหรือไม่คุ้มค่า ดังนั้นระบบตรวจสอบจึงต้องพิจารณาทั้งความจำเป็น ความเหมาะสม และความคุ้มค่าของการใช้เงินภาครัฐ

ชมรมเตรียมตั้งคณะทำงาน ก่อนเปิดข้อมูลต่อสาธารณะ

สำหรับการดำเนินงานหลังเปิดตัวชมรม นพ.ประเสริฐ ระบุว่า จะมีการตั้งคณะทำงานเพื่อช่วยกลั่นกรองข้อมูลและพิจารณาว่าประเด็นใดสามารถนำเสนอต่อสื่อมวลชนได้ โดยการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะจะต้องผ่านมติของชมรม

ขณะเดียวกัน ชมรมกำลังจัดทำธรรมนูญเพื่อกำหนดคุณสมบัติสมาชิกและแนวทางการทำงานในระยะยาว โดยอาจเปิดให้บุคคลจากภาคส่วนอื่นเข้ามาร่วมเป็นสมาชิก และหากการทำงานมีผลเป็นรูปธรรม ในอนาคตอาจพัฒนาไปสู่การจัดตั้งเป็นนิติบุคคลในรูปแบบ “สมาคม”

นพ.ประเสริฐ ย้ำว่า เป้าหมายของชมรมไม่ใช่การทำให้กระทรวงสาธารณสุข “สะอาด” ได้ทั้งหมดในทันที แต่หวังอย่างน้อยว่าจะช่วยลดความทุกข์ของบุคลากรที่ทำงานด้วยความสุจริต และทำให้ผู้ที่คิดจะทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องต้องตระหนักว่า ต่อจากนี้จะมีคนช่วยกันตรวจสอบมากขึ้น

พร้อมเชิญชวนบุคลากรกระทรวงสาธารณสุขทุกระดับ ประชาชน และทุกภาคส่วน ร่วมเป็นหูเป็นตา เพื่อผลักดันให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นองค์กรที่ โปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

“ชมรมรักษ์สาธารณสุขไม่ใช่การปกป้องบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่หมายถึงการปกป้องหลักการ ปกป้องคนทำงานสุจริต และปกป้องความน่าเชื่อถือของกระทรวงสาธารณสุข”

นพ.ประเสริฐ ขันเงิน

40 รายชื่ออดีตผู้บริหาร สธ. ที่ร่วมตั้ง “ชมรมรักษ์สาธารณสุข”

1. นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์
2. นพ.โสภณ เมฆธน
3. นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข
4. นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์
5. นพ.วชิระ เพ็งจันทร์
6. นพ.ธีรพล โตพันธานนท์
7. นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช
8. นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์
9. นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร
10. นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์
11. นพ.ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล
12. นพ.เทียม อังสาชน
13. นพ.ประเสริฐ ขันเงิน
14. นพ.สุทัศน์ ศรีวิไล
15. พญ.อุทุมพร กำภู ณ อยุธยา
16. นพ.ธานินทร์ สีวราภรณ์สกุล
17. นพ.โมลี วนิชสุวรรณ
18. นพ.พีระพงษ์ ภาวสุทธิไพศิฐ
19. นพ.ไชยเวช ธนไพศาล
20. นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์
21. ดร.กฤษดา แสวงดี
22. นพ.พิษณุ ขันติพงษ์
23. นพ.อัญญา ตียพันธ์
24. นพ.กุลเดช เตชะนภารักษ์
25. นพ.เกรียงไกร โกวิทางกูร
26. นพ.วิริยะ เอี้ยวประเสริฐ
27. นพ.ธรรมนูญ วิสิฐธนวรรธ
28. นพ.วิรุฬห์ พรพัฒนกุล
29. นพ.นิพัธ กิตติมานนท์
30. นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์
31. นพ.ธวัชชัย เศรษฐศุภพนา
32. พญ.ฤทัย วรรธนวินิจ
33. นพ.ชาญชัย จันทร์วรชัยกุล
34. นพ.ไชยสิทธิ์ เทพชาตรี
35. นพ.ประวีณ ตัณฑประภา
36. นพ.พงษ์ศักดิ์ โสภณ
37. พญ.อัจฉรา ละอองนวลพานิช
38. นพ.มนต์ชัย วิวัฒนาสิทธิพงศ์
39. นพ.อายุศ ภมะราภา
40. นพ.เกรียงไกร นามไธสง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active