‘จาตุรนต์ ฉายแสง’ สรุปปิดอภิปรายปมไฟใต้ ชี้ 20 กว่าปีรัฐแก้ปัญหาล้มเหลว ย้ำ ปราบปรามให้สิ้นซากไม่ใช่ทางออก แนะ นายกฯ เลิกพูด “แล้วแต่ฝ่ายความมั่นคง” หันหารือผู้มีประสบการณ์ ยุติแนวคิดตาต่อตาฟันต่อฟัน เสนอเร่ง Quick Win สร้างความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี สร้างกระบวนการยุติธรรมกับนิติวิทยาศาสตร์ ควบคู่เร่งกระบวนการพูดคุยสันติภาพ ยัน รายงาน กมธ.สันติภาพฯ ส่งไม้ต่อ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ
เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2569 จาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้เสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้กล่าวสรุปปิดการอภิปรายต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยย้ำถึงต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้ง พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนในชายแดนภาคใต้เป็นเจ้าของการพัฒนาผ่านการกระจายอำนาจให้ประชาชน และให้ประชาชนที่เป็นเจ้าของพื้นที่ร่วมกันแก้ไขปัญหา ขณะเดียวกันต้องทำให้ประชาชนทั้งประเทศเกิดความเข้าใจและมีใจกว้างพร้อมร่วมหาทางออก
ขณะเดียวกันในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (กมธ.สันติภาพชายแดนใต้) ย้ำว่า รายงานของคณะกรรมาธิการฯ จะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อมีการนำไปใช้จริง
ย้ำ ปราบปรามให้สิ้นซากไม่ใช่ทางออก
จาตุรนต์ จึงขอให้ต้องยอมรับก่อนว่า 20 กว่าปีที่ผ่านมา รัฐล้มเหลวในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยดูได้จากตัวชี้วัดสำคัญ ทั้งรายได้ประชาชาติต่อหัวต่ำสุด ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต่ำสุด การได้รับความไม่เป็นธรรมมากที่สุด รวมถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีปัญหาการย้ายถิ่นที่อยู่ของประชาชนในพื้นที่ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง
“การปราบปรามให้สิ้นซากไม่ใช่ทางออก นโยบายที่ผ่านมาแม้จะดี แต่ขาดรายละเอียดเชิงปฏิบัติ ทำให้การแก้ปัญหายากขึ้น และตั้งคำถามว่าหลักการเมืองนำการทหารยังมีอยู่จริงหรือไม่”
จาตุรนต์ ฉายแสง

มองยุทธศาสตร์แก้ปัญหาสวนทางการปฏิบัติ
จาตุรนต์ ยังระบุถึง ยุทธศาสตร์กับการปฏิบัติที่ผ่านมาไม่ค่อยไปด้วยกัน โดยยุทธศาสตร์ที่ใช้มาตลอดมีอยู่ 2 ซีก ซีกแรก เน้นความมั่นคง ใช้กฎหมายความมั่นคง 3 ฉบับมาตลอด ใช้หลักปฏิบัติป้องกันปราบปรามการก่อความไม่สงบ การปิดล้อมตรวจค้น การยกระดับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ขึ้นตรงต่อ กอ.รมน. นานถึง 8 ปี
ส่วนอีกซีกหนึ่งซึ่งมีมาตลอดกว่า 20 ปี คือ แนวทางกระบวนการสร้างสันติภาพ (Peacebuilding) “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และหลักการเมืองนำการทหารที่มีในบางช่วงแล้วก็หายไปบ้างกลับมาบ้าง มีคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ มีการพูดคุยสันติภาพอย่างเป็นทางการ มีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายซึ่งเป็นความก้าวหน้า มีการยกเลิกคำสั่งที่จำกัดบทบาทสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้สภาที่ปรึกษาฯ กลับมาทำหน้าที่ได้ รวมถึงมีการรับรองปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
“ยุทธศาสตร์ที่มีทั้ง 2 ด้านเช่นนี้ยังเจอปัญหาความลักลั่น เช่น นายกรัฐมนตรีอาจไม่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา หรือแถลงแล้วแต่ฝ่ายความมั่นคงไม่ได้นำไปปฏิบัติ บางครั้งใช้นโยบายบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จัดทำโดยสภาความมั่นคงเอง ความลักลั่นเหล่านี้เองที่เป็นปัญหา และย้ำว่าไม่ควรมองว่ารัฐบาลใดดีกว่าหรือบกพร่องกว่ารัฐบาลใด เพราะเป็นปัญหาของรัฐ โดยรวม ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง”
จาตุรนต์ ฉายแสง
จาตุรนต์ จึงสรุปสาเหตุหลักของปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ประกอบด้วยเรื่องประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ที่ต้องการการเคารพ, การปกครองที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ 3 หน่วยงานซึ่งนำโดยนายกรัฐมนตรี ทำให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียงน้อย, การเรียกร้องถูกปิดกั้นด้วยกฎหมายที่มีลักษณะปิดปาก, การเรียกร้องโดยสันติวิธีถูกมองเป็นแนวร่วมของฝ่ายขบวนการ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดของฝ่ายความมั่นคงบางส่วน รวมถึงความไม่เป็นธรรม ไม่ยุติธรรม และการพัฒนาพื้นที่ที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม
แนะ นายกฯ เร่ง Quick Win ความปลอดภัย
กระบวนการยุติธรรมกับนิติวิทยาศาสตร์ ควบคู่ พูดคุยสันติภาพ
จาตุรนต์ จึงเสนอให้ทบทวนทั้งยุทธศาสตร์ชาติในเรื่องนี้และยุทธศาสตร์เฉพาะเรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลมีพันธะที่ต้องทำให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ว่าภายในปี 2570 ต้องยุติความรุนแรงและถอนกำลังทหารออก ใช้กำลังฝ่ายพลเรือนเข้าไปแทน จึงต้องมีความชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร
โดยย้ำว่า นายกรัฐมนตรีไม่ควรพูดว่า “แล้วแต่ฝ่ายความมั่นคง” แต่ควรหารือกับผู้มีประสบการณ์ และควรยุติแนวคิดแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน โดยเสนอให้เร่งดำเนินการ Quick Win 2 เรื่อง คือ เรื่องความปลอดภัยโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย และกระบวนการยุติธรรมกับนิติวิทยาศาสตร์ ควบคู่กับการเร่งกระบวนการพูดคุยสันติภาพ ซึ่งต้องดำเนินการต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงักตามกระแสความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว
ทั้งนี้หลังจากกระบวนการพูดคุยแล้ว ต้องก้าวไปสู่กระบวนการสร้างสันติภาพ (Pacebuilding) ซึ่งเสนอให้นายกรัฐมนตรีและคณะนำไปศึกษา โดยระบุว่าเนื้อหาที่ดีที่สุดในนโยบายและยุทธศาสตร์หลักตลอด 20 ปีที่ผ่านมา คือเนื้อหาว่าด้วยการสร้างสันติภาพ ซึ่งต้องวิเคราะห์ต้นตอรากเหง้าความขัดแย้ง สาเหตุเงื่อนไขใหม่ของความขัดแย้ง แล้วหาทางแก้ไขด้วยกระบวนการที่เป็นสันติวิธี ให้ประชาชนต่างวัฒนธรรมต่างอัตลักษณ์มีส่วนร่วมและมีโอกาสพูดคุยหารือกันเพื่อร่วมกันแก้ปัญหา ซึ่งเชื่อมโยงกับประเด็นที่ประชาชนย้ายออกจากพื้นที่
จาตุรนต์ ยังทิ้งท้ายว่า ถึงรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญสันติภาพชายแดนใต้ ที่ตนเคยเป็นประธานซึ่งได้ยุบเลิกไปพร้อมกับการยุบสภา ทำให้รายงานตกไป โดยขอเสนอว่าหากมีการส่งเรื่องนี้ไปยังคณะกรรมาธิการสามัญคณะใด และมีการแก้ไขปรับปรุงรายงาน ขอให้ระบุให้ชัดเจนว่ารายงานเดิมว่าอย่างไร รายงานใหม่ว่าอย่างไร ข้อสังเกตเดิมว่าอย่างไร ข้อสังเกตใหม่ว่าอย่างไร เพื่อให้นำไปใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่อไป ซึ่งพบว่าประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศได้กล่าวกับรัฐสภาว่าจะนำรายงานไปศึกษาต่อ และส่งต่อให้รัฐบาลต่อไป
