นักวิชาการ ชวนคนอีสานจับตาการพัฒนา ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (NeEC) หวั่นถอดแบบ EEC ย้ำ บทเรียนหลายพื้นที่ เปิดทางนำทรัพยากร ที่ดินทำกิน แลกเม็ดเงินลงทุน พร้อมมองความเป็นไปได้ผุดโรงงานน้ำตาล โรงไฟฟ้าชีวมวล เพิ่มขึ้น ท่ามกลางข้อกังวลความขัดแย้ง แย่งชิงน้ำ แนะ เปลี่ยนแนวทางพัฒนาอีสานจาก Top-down สู่ Bottom-up ดึงประชาชนร่วมตัดสินใจ
ผศ.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ให้ความเห็นกับ The Active ในแง่มุมการวิเคราะห์ประเด็นสำคัญที่คนอีสานต้องจับตาและเตรียมตัวรับมือ หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร จ.อุดรธานี (3 พ.ย. 69) ที่เพิ่งจบลงไป โดยมองว่าที่ต้องจับตามีอย่างน้อย 3 โครงการซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอีสานในมิติเศรษฐกิจ ได้แก่
โครงการแรก คือ ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ NeEC ซึ่งจะมีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษบริเวณชายแดนจังหวัดบึงกาฬ รวมถึงพื้นที่ที่มีศักยภาพ ที่น่าเป็นห่วง คือ หากอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้น เป็นรูปแบบเดียวกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) คนบึงกาฬจะลำบากมาก เพราะยังไม่มีความชัดเจนว่าเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจะรองรับอุตสาหกรรมประเภทใด และจะใช้พื้นที่มากน้อยแค่ไหน

ผศ.ไชยณรงค์ ยกตัวอย่างโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคอีสานก็มีบทเรียนให้เห็น เช่น จ.หนองคาย มีการนำพื้นที่ป่าชุมชนของชาวบ้านประมาณ 700-800 ไร่ ไปจัดสรรให้กับนายทุน
ที่นครพนม บริเวณโคกภูกระแต ในสมัยรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ ก็มีการจับกุมและดำเนินคดีกับชาวบ้าน จนต้องเข้าไปช่วยเหลือให้ชาวบ้านหลุดพ้นจากคดี เพราะมีความพยายามจะยึดที่ดินไปให้เขตเศรษฐกิจพิเศษ
อีกทั้ง ในบึงกาฬ ที่จะทำเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นพื้นที่มีคนอาศัยอยู่ บางครั้งพื้นที่สาธารณะก็ถูกประกาศทับพื้นที่ของชาวบ้าน โดยไม่มีความชัดเจน จึงมองว่า คนในบึงกาฬ อาจจะต้องรีบตื่นตัวกับเรื่องนี้
“ผมคิดว่าประเด็นนี้น่าสนใจ เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลพยายามผลักดันโครงการ SEC ภาคใต้ แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากมีการประท้วง ดังนั้น การมาประชุม ครม.สัญจรที่ภาคอีสานครั้งนี้ คิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง เพราะโครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของสภาพัฒน์”
ผศ.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ
นอกจากนี้ยังมีโครงการสร้างสนามบินที่ จ.บึงกาฬ และการขยายระบบคมนาคมต่าง ๆ
โครงการที่สองที่ ผศ.ไชยณรงค์ ชวนให้จับตา คือ การผลักดันนโยบายพลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือก ซึ่งเมื่อไปดูรายละเอียดแล้ว คือ การส่งเสริมโรงไฟฟ้าชีวมวลให้กับอุตสาหกรรมน้ำตาล
ย้ำว่ารัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ เคยผลักดันเรื่องนี้มาก่อน โดยมีแผนสร้างโรงงานน้ำตาล และโรงไฟฟ้าชีวมวล ควบคู่กัน 29 แห่งในภาคอีสาน โครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อคนอีสานโดยรวม เพราะในสมัยรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ มีการประท้วงในหลายพื้นที่ที่ไม่ต้องการให้สร้างโรงงานน้ำตาล และโรงไฟฟ้าชีวมวล แต่ในที่สุดหลายแห่งทุนก็สามารถดำเนินการก่อสร้างได้
“ส่วนเรื่องอุตสาหกรรมน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล เป็นปัญหาที่ขัดแย้งกันมานาน และจะยังขัดแย้งกันต่อไป ผมคิดว่าโรงงานน้ำตาลหลายแห่งจะสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาฝุ่น PM2.5 การแย่งชิงน้ำ และความขัดแย้งตามมาอีกมาก”
ผศ.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ
อีกโครงการที่น่าจับตา คือ โครงการกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึง มูลค่า 1,700 ล้านบาท ซึ่งโครงการนี้เป็นประเด็นขัดแย้งมาเกือบ 40 ปีแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่จะดำเนินการได้ง่าย ๆ ผศ.ไชยณรงค์ เชื่อว่าประเด็นนี้อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในระดับประเทศ นักอนุรักษ์หลายพื้นที่อาจออกมาประท้วงรัฐบาล เนื่องจากภูกระดึงเป็นอุทยานแห่งชาติ

ส่วนประเด็นที่รัฐบาลต้องการเดินหน้าโครงการเหมืองโพแทช ผศ.ไชยณรงค์ เห็นว่า เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. เนื่องจากการอนุมัติให้เอกชนเข้าสำรวจแร่เป็นอำนาจของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ซึ่งสามารถดำเนินการผ่านหน่วยงานส่วนกลางได้ตามขั้นตอนปกติ สะท้อนให้เห็นว่า แม้ประเด็นเหมืองโพแทชจะไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงบนเวที ครม.สัญจร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะยุติการผลักดันโครงการดังกล่าว โดยเฉพาะการสำรวจในพื้นที่ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม, อุดรธานี และ อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร
“เท่าที่ติดตาม ครม.นัดล่าสุด สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาของประชาชนภาคอีสานไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากเหมืองโพแทช, ปัญหาน้ำโขงปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนัก หรือปัญหาปลาหมอคางดำ”
ผศ.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ
รัฐเน้นโครงสร้างพื้นฐาน ละเลยปัญหาสิ่งแวดล้อม-ความมั่นคงทางอาหาร
นอกเหนือจากโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลหยิบยกขึ้นมาในการประชุม ครม.สัญจร จ.อุดรธานี ผศ.ไชยณรงค์ ยังมองว่า สิ่งที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือ การกำหนดทิศทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับศักยภาพและปัญหาของคนในพื้นที่ โดยเฉพาะการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การรับมือวิกฤตมลพิษข้ามพรมแดน และการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจภาคอีสาน
“สิ่งสำคัญคือรัฐบาลจำเป็นต้องพูดถึงการพัฒนาที่ประชาชนมีส่วนร่วม และทรัพยากรที่มีอยู่ในอีสานซึ่งสามารถสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจได้ รัฐบาลจะตัดสินใจจากส่วนกลาง โดยมองอีสานเหมือนเป็นอาณานิคมภายในไม่ได้ต้องให้คนในอีสานร่วมตัดสินใจ หรือมีอำนาจในการตัดสินใจด้วย และผลประโยชน์จากการพัฒนาจะต้องตกอยู่กับคนอีสาน ไม่ใช่รัฐส่วนกลางเข้ามาแย่งชิงทรัพยากรจากคนอีสาน แล้วนำไปประเคนให้กับกลุ่มทุน”
ผศ.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ
นอกจากนี้อีสานกำลังเผชิญกับ วิกฤตมลพิษข้ามพรมแดน โดยเฉพาะปัญหาแม่น้ำโขง ซึ่งรัฐบาลมองแต่เรื่องเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้มองปัญหาภัยพิบัติ โดยเฉพาะปัญหาแม่น้ำโขง กับการปนเปื้อนสารหนูและโลหะหนัก ตั้งแต่จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ ไปจนถึงนครพนม ควรเป็นพื้นที่นำร่องที่รัฐบาลเข้ามาดำเนินการ และยกระดับปัญหานี้ให้เป็นเรื่องภัยพิบัติและวาระแห่งชาติ
รวมถึงพื้นที่แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขงทางเชียงราย ตลอดจนแม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำกระบุรี แต่กลับพบว่ารัฐบาลไม่หยิบเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาพูด

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
เรื่องสุดท้าย ผศ.ไชยณรงค์ มองว่าสำคัญมาก คือ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคอีสานน้อยเกินไป โดยเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งที่สิ่งสำคัญ คือ การพัฒนาให้ชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรในภาคอีสาน สามารถผลิตสินค้าเกษตรเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศได้
“อย่าลืมว่าภาคอีสานเป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ทำไมเราไม่ส่งเสริมให้อีสานเป็นครัวโลก แต่รัฐบาลกลับไปส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล่านี้อาจทำลายความมั่นคงทางอาหารและสิ่งแวดล้อม”
ผศ.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ
แนะ เปลี่ยนแนวทางพัฒนาอีสานจาก Top-down สู่ Bottom-up ดึงประชาชนร่วมตัดสินใจ
อย่างไรก็ตาม ผศ.ไชยณรงค์ ยังเห็นว่า ปัญหาสำคัญของการพัฒนาอีสานไม่ได้อยู่เพียงการเลือกว่าจะพัฒนาโครงการใดหรือส่งเสริมเศรษฐกิจด้านไหน แต่ยังอยู่ที่กระบวนการตัดสินใจ ซึ่งที่ผ่านมาอำนาจส่วนใหญ่ยังรวมศูนย์อยู่ที่รัฐบาลและนักการเมืองส่วนกลาง ขณะที่ประชาชนในพื้นที่แทบไม่มีบทบาทกำหนดทิศทางการพัฒนาของตัวเอง
เนื่องจากว่าที่ผ่านมา ปัญหาสำคัญของโครงการพัฒนา คือ การขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งหมดนี้เป็นการพัฒนาแบบ Top-down คือ รัฐบาลส่วนกลางเป็นผู้กำหนดแผนการพัฒนา แต่การพัฒนาควฃเป็นการพัฒนาที่เกิดจากข้างล่างไปสู่ข้างบน
“ที่ผ่านมาเรายึดการพัฒนาแบบ Top-down มานาน 50-60 ปี ใครเป็นคนกำหนดว่าอะไรควรพัฒนาและควรพัฒนาอย่างไร ก็เป็นรัฐบาลส่วนกลางและนักการเมืองทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่มาจากประชาชนเลยแม้แต่นิดเดียว ทุกภาคมีลักษณะแบบนี้หมด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างภูมิภาคกับส่วนกลาง เปรียบเสมือนภูมิภาคเป็นอาณานิคมภายในมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5”
ผศ.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ
ผศ.ไชยณรงค์ ย้ำทิ้งท้ายว่าระบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างภูมิภาคกับส่วนกลาง ส่งผลให้ อำนาจในการตัดสินใจใช้ทรัพยากร อำนาจในการพัฒนา และอำนาจในการอนุมัติต่าง ๆ จึงอยู่ที่รัฐส่วนกลางทั้งหมด ไม่มีพื้นที่สำหรับการมีส่วนร่วมของประชาชน หรือพื้นที่สำหรับการตัดสินใจที่มาจากความต้องการของประชาชน
