56 องค์กร-เครือข่ายสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย แถลงการณ์ ชี้ ข้อกังวลการเปลี่ยนแปลงกลไกทางการเงินขององค์กร กองทุนเพื่อประโยชน์สาธารณะ เรียกร้อง เปิดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ก่อนแก้กฎหมาย ให้ประชาชน ชนเผ่าพื้นเมือง ชาติพันธุ์ ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ย้ำ ความเป็นอิสระสื่อสาธารณะ ไม่ใช่สิทธิขององค์กรสื่อแต่เป็นหลักประกันสิทธิในการมีเสียงของประชาชน
วันนี้ (8 ต.ค. 2569) เครือข่ายสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ เน้นย้ำถึงข้อกังวลการเปลี่ยนแปลงกลไกทางการเงินขององค์กรและกองทุนเพื่อประโยชน์สาธารณะ ตามที่มีข้อเสนอให้แก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) รวมถึง สสส., กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ
เครือข่ายฯ มองว่า เรื่องนี้ไม่ควรถูกพิจารณาเพียงในมิติการบริหารงบประมาณ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับ สิทธิในการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะ สิทธิในการสื่อสาร เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และความเป็นอิสระของกลไกที่ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะ สื่อสาธารณะ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล แสดงความคิดเห็น ตั้งคำถาม ตรวจสอบการใช้อำนาจ และสื่อสารข้อเท็จจริงจากประสบการณ์ของตนเอง จึงมิใช่เพียงองค์กรผลิตข่าวสาร แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางประชาธิปไตยที่ต้องมีความเป็นอิสระและรับผิดชอบต่อประชาชน
สำหรับชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งในอดีตมีข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะ การมีสื่อสาธารณะที่เปิดกว้างและเป็นอิสระ คือ หลักประกันของสิทธิในการมีเสียง สิทธิในการได้รับการรับฟัง และสิทธิในการบอกเล่าและนิยามเรื่องราวของตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี
เครือข่ายฯ สนับสนุนหลักการที่องค์กรซึ่งใช้ทรัพยากรสาธารณะต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และรับผิดชอบต่อประชาชน แต่ การตรวจสอบต้องไม่กลายเป็นการควบคุม และต้องไม่สร้างเงื่อนไขที่กระทบต่อความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ
ขณะเดียวกัน เครือข่ายฯ ยังมีความห่วงกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับ สสส., กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งมีภารกิจเกี่ยวข้องกับสุขภาพ คุณภาพชีวิต และการพัฒนาศักยภาพของประชาชน การเปลี่ยนแปลงใด ๆ จึงต้องคำนึงถึงความต่อเนื่อง ความเป็นอิสระ และการเข้าถึงประโยชน์สาธารณะของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มและชุมชนที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงทรัพยากรของรัฐ
“เครือข่ายฯ ไม่ได้มีจุดยืนเพื่อสนับสนุนหรือต่อต้านฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หากขอยืนยันหลักการว่า สิทธิและเสรีภาพของประชาชนต้องได้รับการเคารพ สื่อสาธารณะต้องเปิดกว้าง เป็นธรรม และเป็นอิสระ และไม่มีองค์กรหรืออำนาจใดควรใช้อำนาจโดยมิชอบ เพื่อริดรอนสิทธิ เสรีภาพ และเสียงของประชาชน“
ด้วยเหตุนี้ เครือข่ายสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย จึงมีข้อเรียกร้อง 5 ประการ
- คุ้มครองความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ทั้งด้านโครงสร้าง การบริหาร และการเงิน ให้สามารถทำหน้าที่โดยปราศจากการครอบงำหรือแทรกแซงจากรัฐ การเมือง หรือทุน
- เปิดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ก่อนเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือกลไกทางการเงิน โดยให้ประชาชน ภาคประชาสังคม ชนเผ่าพื้นเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
- รับรองสิทธิในการเข้าถึงพื้นที่สื่ออย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะชนเผ่าพื้นเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ และชุมชนที่มีอำนาจต่อรองจำกัด ให้สามารถสื่อสารเรื่องราวและข้อเท็จจริงด้วยเสียงของตนเอง
- ประเมินผลกระทบต่อ สสส. กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติอย่างรอบด้าน เพื่อมิให้กระทบต่อความต่อเนื่องของภารกิจและการเข้าถึงประโยชน์ของประชาชน
- ยืนยันหลักความโปร่งใสควบคู่กับความเป็นอิสระ การตรวจสอบต้องสร้างความรับผิดชอบต่อประชาชน มิใช่เป็นเครื่องมือควบคุมการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ
เครือข่ายฯ ยืนยันว่า ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะมิใช่สิทธิขององค์กรสื่อเท่านั้น แต่เป็นหลักประกันสิทธิในการมีเสียงของประชาชน เช่นเดียวกับ ความมั่นคงของกลไกด้านสุขภาพ ผู้สูงอายุ และการพัฒนาศักยภาพ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับสิทธิและคุณภาพชีวิตของประชาชน การตรวจสอบต้องไม่กลายเป็นการควบคุม และการเปลี่ยนแปลงทางการเงินต้องไม่ทำให้สิทธิของประชาชนถดถอย
เครือข่ายฯ จึงขอให้ทุกฝ่ายดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยยึดหลัก ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรม และประโยชน์สาธารณะ เป็นสำคัญ
สำหรับเครือข่ายสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย ประกอบด้วย องค์กรและเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองร่วมลงนาม
- สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมชาวไทยภูเขา (IMPECT)
- เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม
- เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท.)
- เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ภาคตะวันตก
- เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์โพล่ง 15 จังหวัด
- มูลนิธิป่าไร้พรมแดน
- สมาคมชาติพันธุ์กูยแห่งประเทศไทย
- เครือข่ายผู้ไทแห่งประเทศไทย
- เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.)
- มูลนิธิร่มโพธิ์
- เครือข่ายชาวเลอันดามัน
- สมาคมลาหู่ในประเทศไทย
- สมาคมลาหู่นานาชาติ
- เครือข่ายชาติพันธุ์ภาคใต้
- เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคม และการเมือง (คปสม.)
- เครือข่ายตระกูลม้งในประเทศไทย
- เครือข่ายลเวือะเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม
- มูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม
- เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ลัวะมัลร์-ปรัย
- เครือข่ายชาติพันธุ์ไทยวน
- สมาคมสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนชาติพันธุ์ (สสช.)
- นาย อภิวัฒน์ ก๊อคือ ชาติพันธุ์อาเคอะ
- สมาคมการศึกษาและวัฒนธรรมไทยใหญ่
- เครือข่ายดาราอางแห่งประเทศไทย
- เครือข่ายกำมุ แห่งประเทศไทย
- ศูนย์วัฒนธรรมโซ่
- เครือข่ายชาติพันธุ์ขแมร์ลือแห่งประเทศไทย
- ชมรมไทยพวนแห่งประเทศไทย
- เครือข่ายคะฉิ่นแห่งประเทศไทย
- มูลนิธิรักษ์ไทย
- สมาคมเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมอ่าข่า (สศว./AFECT)
- เครือข่ายอิ้วเมี่ยน
- สมาพันธ์เพื่อช่วยเหลือชาวมอญผู้ประสบภัยตามแนวชายแดน
- ชมรมเยาวชนมอญกรุงเทพ
- เครือข่ายชาวปะโอเพื่อการพัฒนาและสืบสานวัฒนธรรม
- เครือข่ายวัฒนธรรมลาหู่ในประเทศไทย
- กลุ่มปักสไบมอญบางลำภู
- เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อสิทธิมนุษยชน (คกส.)
- มูลนิธิรักษ์เด็ก
- เครือข่ายลาหู่ในประเทศไทย
- สภาอิ้วเมี่ยนแห่งประเทศไทย
- เครือข่ายเยอ
- สมาคมคนยอง
- ชมรมไตหย่าในประเทศไทย
- เครือข่ายชุมชนพื้นที่คุ้มครองทางวัฒนธรรม 5 ภาค
- กลุ่มเยาวชนรักษ์ป่าโป่งกระทิง จังหวัดราชบุรี
- เครือข่ายเด็กเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง (TKN)
- เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์มลายูชายแดนใต้
- ชมรมสมาชิกไทดำ
- มูลนิธิรักษ์เด็ก
- สมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (PASD)
- ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น (ศพช.)
- เครือข่ายอ่าข่าเพื่อสันติภาพลุ่มน้ำโขง (NADA)
- มูลนิธิพัฒนานานาเผ่าไร้พรมแดน
- ชมรมชาวเลอูรักลาโว้ยเกาะหลีเป๊ะ
- เครือข่ายไทลื้อ
