จับตา คำวินิจฉัยคดีโกงเลือก สว. ฉบับเต็ม หลัง ‘ประธานศาลอุทธรณ์’ เปิดช่อง “ประชาชนทุกคน” ฟ้องคดีได้

‘พริษฐ์’ ชี้ คำวินิจฉัยประธานศาลอุทธรณ์เปิดทาง ‘ประชาชนทุกคน’ เป็นผู้เสียหายคดี ‘โกงเลือก สว.’ และฟ้องตรงต่อศาลได้ เผย นอกจากผู้ถูกกล่าวหา 77 คน ที่ กกต. มีมติสั่งฟ้อง ยังมี กกต. และ นักการเมือง ที่หากมีเอี่ยว สามารถเดินหน้าเอาผิดได้ ย้ำ หลังกรอบ 60 วัน กกต. ต้องเผยแพร่คำวินิจฉัยฉบับเต็ม ภายใน 13 พ.ย. นี้ จะเป็นสารตั้งต้นให้ประชาชนใช้เดินหน้าฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตฯ ได้

จากกรณีที่มีการเผยแพร่คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับคดีการฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ในความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 โดยคำวินิจฉันตอนหนึ่งระบุว่า “ประชาชนทุกคนย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นต่อศาลชั้นต้นที่มีเขตอำนาจได้โดยตรงตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และ 28 (2) เช่นกัน” ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวกรณีคดีโกงเลือก สว. ปรากฏเป็นที่สนใจอีกครั้งหนึ่ง 

วันนี้ (7 พ.ย. 2569) พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีเกี่ยวกับการโกงเลือก สว. ว่า หลังจากที่ กกต. เสียงข้างมากมีมติสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเพียงแค่ 77 คนเมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา ตนยืนยันมาโดยตลอดว่าคดีโกงเลือก สว. จะจบลงเพียงแค่นั้นไม่ได้ เพราะมติดังกล่าวขัดต่อทั้งหลักการ หลักกฎหมาย และพยานหลักฐาน อีกทั้งยังเป็นมติที่จงใจ ‘มองไม่เห็นช้างทั้ง 3 ตัว’ ได้แก่ ความเป็นขบวนการจัดตั้งขนาดใหญ่, ความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย และบรรทัดฐานและมาตรฐานที่ กกต. เคยใช้ดำเนินการในอดีต

พริษฐ์ ระบุว่า คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ดังกล่าว ยิ่งเป็นเครื่องตอกย้ำว่าคดีโกงเลือก สว. จะไม่จบลงง่าย ๆ สำหรับบุคคลอีก 2 กลุ่ม นอกเหนือจากกลุ่มผู้ถูกกล่าวหา 77 คนแรกที่ กกต. มีมติสั่งฟ้อง ได้แก่ กลุ่มแรก คือ ‘กกต.’ โดยพริษฐ์ชี้ว่า ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายมีความกังวลว่าการดำเนินคดีเอาผิดกับ กกต. ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จะถูกจำกัดให้ต้องดำเนินการผ่านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เท่านั้น ซึ่งนำมาสู่ความกังวลว่า ในเมื่อทั้ง ป.ป.ช. และ กกต. ต่างมีที่มาจากการเห็นชอบของ สว. ชุดเดียวกัน ป.ป.ช. จะดำเนินการตรวจสอบ กกต. อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่

อย่างไรก็ดี คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ล่าสุด ไม่เพียงแต่รับรองสิทธิของผู้เสียหายในการยื่นฟ้อง กกต. ตรงไปยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเท่านั้น แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ศาลได้ให้นิยามคำว่า ‘ผู้เสียหาย’ จากการโกงเลือก สว. ว่าครอบคลุมถึง ‘ประชาชนคนไทยทุกคน’ ที่ถูกพรากอำนาจอธิปไตยไป ซึ่งหมายความว่าจากเดิมที่คาดกันว่าผู้ที่จะมีสิทธิฟ้อง กกต. ต่อศาลโดยตรงได้ มีเพียง สว. สำรอง หรือผู้สมัคร สว. เท่านั้น แต่ในปัจจุบัน ประชาชนทั่วไปทุกคนก็มีสถานะเป็นผู้เสียหายและสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีกับ กกต. ได้ด้วยตนเององร้องดำเนินคดีกับ กกต. ได้ด้วยตนเอง

ดังนั้น ทันทีที่ กกต. เปิดเผยคำวินิจฉัยฉบับเต็มเกี่ยวกับมติเมื่อวันที่ 14 ก.ย. อย่างเป็นทางการ ซึ่งตามกรอบกฎหมายจะต้องเผยแพร่ภายใน 60 วัน หรือภายในวันที่ 13 พ.ย. นี้ พฤติการณ์การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ กกต. ก็จะปรากฏต่อสาธารณะอย่างชัดเจน และคำวินิจฉัยฉบับนี้จะเป็นเอกสารหลักฐานชิ้นสำคัญที่ประชาชนสามารถนำไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ต่อไป

ส่วนกลุ่มที่ 2 คือ ‘นักการเมือง’ พริษฐ์ กล่าวว่า เมื่อ กกต. ยื่นคำร้องสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 77 คนไปยังศาลฎีกา ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่จัดทำคำวินิจฉัยเสร็จ (หรือภายในวันที่ 12 ม.ค. 2570) ศาลฎีกาจะมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 ในการสั่งไต่สวนข้อเท็จจริงและแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ ซึ่งหากกระบวนการไต่สวนของศาลปรากฏพยานหลักฐานชัดเจนว่ามีผู้กระทำความผิดคนอื่นร่วมขบวนการด้วย เช่น ผู้ดำรงตำแหน่งระดับนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรี, สส. หรือกรรมการบริหารพรรคการเมือง กกต. ย่อมมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องถือว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็น ‘ความปรากฏ’ และต้องมีมติสั่งฟ้องกลุ่มบุคคลระดับแกนนำดังกล่าวเพิ่มเติมไปยังศาลฎีกา

พริษฐ์ กล่าวย้ำว่า หากในห้วงเวลานั้น กกต. กำลังเผชิญหน้ากับการถูกประชาชนฟ้องร้องต่อศาลคดีทุจริตฯ ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กกต. ก็คงต้องคิดให้รอบคอบและหนักหน่วง หากจะกระทำการใด ๆ ที่เป็นการละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบซ้ำสองเพื่อตัดตอนคดี

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active