ศ.ศิวัช ชี้ความไม่ต่อเนื่องรัฐบาล ทำวิจัย-แก้ปัญหาติดขัด ขณะที่ผลวิจัยล่าสุด พบโลหะหนักหลายชนิด โยงเหมืองเมียนมา เสี่ยงระเบิดเวลาสุขภาพ เตือน! หากรัฐยังเพิกเฉย อาจซ้ำรอยโศกนาฏกรรม “มินามาตะ” ด้าน “สนธิ” ระบุเป็นมลพิษข้ามแดน ไทยจัดการตรงไม่ได้ ต้องยกระดับเจรจาอาเซียน
วันนี้ (30 ส.ค. 2568) ศ.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ ให้สัมภาษณ์ The Active ว่าสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันยังไม่นิ่ง ความไม่ต่อเนื่องของรัฐบาลย่อมส่งผลโดยตรงต่อการแก้ปัญหาแม่น้ำกก เพราะขณะนี้เรายัง “ขาดเจ้าภาพหลัก” การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยประชาชนและนักวิชาการช่วยกัน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากการทำวิจัยและการตรวจวิเคราะห์ต้องใช้งบประมาณสูง หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐก็แทบเป็นไปไม่ได้
ที่ผ่านมาแม้จะมี สส.จากพรรคประชาชน เข้ามาดูแลเรื่องนี้ในฐานะประธานลุ่มน้ำ แต่เรายังต้องการฝ่ายบริหารที่มีอำนาจตัดสินใจและแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงจัง เพราะการแก้ปัญหาต้องทำอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการแก้ไขปลายเหตุ
สิ่งสำคัญคือรัฐบาลต้องแสดง “ความจริงใจ” ต่อการแก้ปัญหา เมื่อได้หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนแล้ว จึงควรกล้าที่จะสรุปหรือตัดสินใจบนฐานข้อมูลที่ถูกต้อง การวิจัยต้องใช้เวลา
“เมื่อผลการวิเคราะห์ครบถ้วนแล้ว เราสามารถรวบรวมและนำเสนอข้อมูลเหล่านี้ต่อรัฐบาลได้ เพื่อให้เกิดการดำเนินการเชิงนโยบายอย่างจริงจังและยั่งยืน” ศ.ศิวัช กล่าว
ด้าน สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่ารัฐบาลเองยังไม่มั่นคง ไม่ชัดเจนว่าจะจัดการอย่างไร หลายประเด็นยังค้างคา ไม่ว่าจะเรื่องกับกัมพูชาหรือปัญหาภายในประเทศ พอมาเจอปัญหาแม่น้ำกกปนเปื้อนเพิ่มเข้าไป จึงยิ่งซับซ้อนขึ้น จนรัฐบาลไม่สามารถออกมาตรการที่เด็ดขาดได้
สนธิ เสนอว่า คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติควรหยิบยกประเด็นนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องผลักดันให้เป็นวาระเร่งด่วน เพราะเกี่ยวข้องกับทั้งสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อมโดยตรง รวมถึงต้องบูรณาการกับกระทรวงสาธารณสุขด้วย
“แต่จนถึงตอนนี้ ผมยังไม่เห็นความชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเลย เราเงียบเกินไป และยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเดินหน้าไปในทิศทางใด” สนธิ กล่าว
วิจัยชี้ แม่น้ำกกปนเปื้อนจากการทำเหมือง
ขณะที่ผลการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำและตะกอนดินในแม่น้ำกก เพื่อหาความเป็นพิษ และสืบหาที่มาของการปนเปื้อนด้วยเทคโนโลยีแสงซินโครตรอน เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งทีมจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและนวัตกรรม (บพค.) เก็บตัวอย่างน้ำผิวดินและตะกอนใต้น้ำจาก 40 จุด ตั้งแต่ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ถึง อ.เมือง จ.เชียงราย รวมถึงพื้นที่เกษตรกรรมใกล้แม่น้ำกก
ศ.ศิวัช ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยดังกล่าว เปิดเผยภาพรวมผลการตรวจว่า สารพิษโลหะหนักสามารถพบได้ทั้งใน “สารแขวนลอย” และ “น้ำที่กรองแล้ว” โดยทั่วไปการวัดค่ามาตรฐานน้ำดื่มจะอ้างอิงเฉพาะส่วนที่กรองแล้วออกมา ซึ่งผลการตรวจพบว่า
- หากวิเคราะห์ “น้ำรวมตะกอน” ค่าที่ได้ สูงกว่ามาตรฐานน้ำดื่ม
- แต่เมื่อกรองสารแขวนลอยออก พบว่าสารหนู ยังไม่เกินมาตรฐานในวันที่ตรวจวัด
ทั้งนี้ ค่าที่ได้มีความผันผวนตามช่วงเวลาและกิจกรรมที่เกิดขึ้น หากช่วงที่ไม่มีการทำเหมืองหรือใช้สารเคมี ค่าการปนเปื้อนก็อาจลดลง จึงจำเป็นต้องมี การเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง
ส่วนสารพิษที่พบ นอกจากสารหนูแล้ว ยังพบโลหะหนักหลายชนิดในระดับน่ากังวล ได้แก่ ตะกั่ว, แทลเลียม, โคบอลต์, ยูเรเนียม, โครเมียม และแคดเมียมหลายชนิดมีค่าเกินมาตรฐานมากพอสมควร
ด้านการวิเคราะห์แหล่งกำเนิด แม้โลหะหนักอาจมาจากหลายกิจกรรม เช่น การใช้ปุ๋ย เผาชีวมวล ขยะเทศบาล หรือโรงงานอุตสาหกรรม แต่จากการใช้แบบจำลองหลายรูปแบบ ผลชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จะมาจากกิจกรรมการทำเหมือง
โดยเฉพาะการพบสารบ่งชี้ เช่น ตะกั่ว สารหนู ยูเรเนียม และโคบอลต์ ซึ่งมักเกี่ยวพันกับกระบวนการทำเหมืองแร่
ขณะที่ระดับความเป็นพิษ การศึกษาสถานะออกซิเดชันของสารหนูพบว่า กว่า 80% อยู่ในรูปแบบ As+5 ซึ่งมีความเป็นพิษน้อยกว่า As+3 และร่างกายสามารถขับออกได้ง่ายกว่า ถือเป็น “ข่าวดี” ส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตามหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่จัดการ ก็ยังเสี่ยงต่อการสะสมในห่วงโซ่อาหาร
ด้าน ผลกระทบต่อสุขภาพ ศ.ศิวัช เปรียบเทียบกรณีนี้กับโศกนาฏกรรม “มินามาตะ” ที่ญี่ปุ่น โดยชี้ว่าแม้ความเข้มขณะนี้อาจไม่สูง แต่โลหะหนักสามารถสะสมในสัตว์หน้าดิน และส่งต่อถึงมนุษย์ผ่านการบริโภคปลาในระยะยาว “มันไม่ใช่ว่ากินวันนี้ป่วยพรุ่งนี้ แต่เป็นระเบิดเวลาที่สะสมทีละน้อย”
ศ.ศิวัช เสนอว่า ภาครัฐควรรวบรวมผลงานวิจัยทั้งหมด นำเสนอไปยัง เลขาธิการอาเซียน เพื่อแจ้งต่อประเทศต้นน้ำ และใช้ “การทูตทางวิชาการ” ส่งผู้เชี่ยวชาญไทยไปถ่ายทอดความรู้ให้ผู้ประกอบการเหมือง หากยังไม่ปรับปรุง ควรตรวจสอบเส้นทางการจำหน่ายแร่ หากเกี่ยวข้องกับบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้น ต้องเรียกร้องความรับผิดชอบด้าน ESG
“หากแร่เหล่านี้ถูกใช้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า บริษัทผู้ผลิตต้องถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ ว่าเกี่ยวพันกับการทำลายสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน” ศ.ศิวัช กล่าว
ส่วนกรณีพบเด็กมีสารหนูในร่างกาย ศ.ศิวัชย้ำว่าเป็นสัญญาณอันตรายในระยะยาว และจำเป็นต้องให้หน่วยงานด้านสาธารณสุขเข้ามาศึกษาเพิ่มเติม ทั้งพฤติกรรมการบริโภคและแหล่งน้ำที่ใช้ เพราะเป็นปัญหาที่ไม่สามารถวัดผลกระทบได้ทันที
เจรจาระหว่างประเทศ ต้องยกระดับสู่เวทีอาเซียน
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ให้ความเห็นต่อโครงการศึกษาการปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำกก จังหวัดเชียงราย ว่าเป็นความพยายามที่สำคัญ เพราะใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่น ภาพถ่ายดาวเทียม และการตรวจสอบด้วยแสงซินโครตรอน ในการพิสูจน์แหล่งที่มาของมลพิษ ซึ่งขณะนี้มีความชัดเจนว่ามาจากการทำเหมืองในพื้นที่ฝั่งเมียนมา บริเวณรัฐฉาน โดยเฉพาะเขตอิทธิพลของกองกำลังว้า
“ข้อมูลที่เราได้จากการตรวจสอบค่อนข้างชัดว่า สารหนูในแม่น้ำกกเกิดจากกิจกรรมเหมืองแร่ แต่เนื่องจากเป็นการทำเหมืองในฝั่งเมียนมา ไทยจึงไม่สามารถเข้าไปจัดการโดยตรงได้” สนธิ กล่าว
สนธิ กล่าวอีกว่า ปัญหาหนึ่งคือความแตกต่างของมาตรฐานคุณภาพน้ำระหว่างสองประเทศ ไทยกำหนดค่าสารหนูในน้ำผิวดินไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่เมียนมากำหนดไว้สูงกว่า คือ 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร จึงกลายเป็นข้อโต้แย้งว่าในมุมมองของเมียนมา ปริมาณสารหนูยังไม่เกินเกณฑ์
นอกจากนี้ ทางการเมียนมายังอ้างว่า ไม่เคยได้รับรายงานการทำเหมืองในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากหากมีการทำเหมือง ต้องผ่านกระบวนการจัดทำรายงาน EIA แต่ไม่มีการรายงานอย่างเป็นทางการ อีกทั้งกฎหมายของเมียนมาก็กำหนดให้การทำเหมืองต้องห่างจากแม่น้ำ 300 เมตร แต่ในความเป็นจริง กลับพบกิจกรรมที่ขัดกับกฎหมายเหล่านี้
“แม้เรามีหลักฐานจากภาพถ่ายดาวเทียม แต่ไทยไม่สามารถนำไปใช้เจรจาได้โดยตรง เพราะจะถูกตีความว่าเป็นการสอดแนม และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” สนธิ กล่าว
ขณะที่การเจรจากับเมียนมาอาจไม่คืบหน้า สิ่งที่เราทำได้คือป้องกันตนเองก่อน แต่ตนเห็นว่ารัฐบาลกลับไปตั้งงบประมาณมหาศาลกว่า 7,800 ล้านบาทเพื่อสร้างเขื่อนถาวร ซึ่งอาจไม่ตอบโจทย์ในเชิงแก้ปัญหามลพิษ
สนธิ เห็นว่าการเจรจาผ่านกลไกระดับทวิภาคี หรือแม้แต่กรอบแม่น้ำโขง (MRC) และกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (LMC) ไม่ประสบผลสำเร็จ จึงควรยกระดับสู่ เวทีอาเซียน และผลักดันให้มี “กฎหมายมลพิษข้ามแดน” เช่นเดียวกับสหภาพยุโรป ที่มีกฎหมายควบคุมมลพิษระหว่างประเทศอย่างจริงจัง
“ทุกวันนี้อาเซียนมีแต่ความตกลงเรื่องฝุ่นข้ามแดน แต่ก็ยังแก้ไม่ได้จริง ดังนั้นไทยควรเป็นผู้นำผลักดันเรื่องมลพิษข้ามแดนอย่างจริงจัง เพราะถ้าไปคุยตรง ๆ กับเมียนมาและจีน ผมคิดว่าแทบไม่มีทางคืบหน้า” สนธิ กล่าว