ห่วงพรรคการเมืองเมิน ‘นโยบายสิ่งแวดล้อม’ ย้ำปม ‘มลพิษข้ามแดน’ ภัยเงียบที่ถูกลืม

เตือน! วิกฤตสิ่งแวดล้อมลึกกว่าที่เห็น ชี้ โครงสร้างรัฐ เอื้อทุน ก่อมลพิษข้ามพรมแดน เรียกร้อง พรรคการเมืองยกระดับนโยบายสิ่งแวดล้อมเป็นวาระแห่งชาติ พัฒนางานวิจัย – เทคโนโลยี ช่วยมนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล

ครูแดง – เตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยกับ The Active หลังร่วมเวที Policy Forum : ความเป็นธรรมสิ่งแวดล้อม ส่วนหนึ่งของงาน Policy Watch Connect 2026 เห็นว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นผลสะสมจากโครงสร้างกฎหมาย โครงสร้างรัฐบาล และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับทุน ที่ไม่เอื้อต่อความเป็นธรรมในสังคม

สิ่งที่สะท้อนตรงกัน คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นความไม่เท่าเทียมการถือครองที่ดิน ซึ่งพบว่า บางตระกูลถือครองที่ดินมากถึงกว่า 330,000 ไร่ ขณะที่ประชาชนจำนวนมากไม่มีที่ทำกิน รวมถึงความเหลื่อมล้ำระหว่าง สิทธิของชาวประมงพื้นบ้านกับประมงพาณิชย์ และสิทธิในการเข้าถึงอากาศสะอาดซึ่งควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน

“โครงสร้างของทุนกับรัฐบาลแนบชิดกันมากเกินไป จนทำให้การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในเชิงระบบแทบเป็นไปไม่ได้”

เตือนใจ ดีเทศน์

‘มลพิษข้ามพรมแดน’ ภัยเงียบที่สังคมยังไม่ตระหนัก

ครูแดง ยังตั้งข้อสังเกตถึงอีกปัญหาสำคัญที่แทบไม่ได้ถูกพูดถึงในสังคมไทย นั่นคือ มลพิษข้ามพรมแดน โดยเฉพาะกรณีสารพิษในลุ่มน้ำโขงตอนบน แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และที่หนักสุดตอนนี้คือ แม่น้ำสาละวิน ซึ่งเริ่มปรากฏชัดในช่วงปี 2568

โดยสิ่งที่ครูแดงชวนให้ทำความเข้าใจ คือ เดิมทีสังคมอาจมองว่าปัญหามาจากเหมืองในประเทศเมียนมา บริเวณต้นน้ำแม่กก แต่จากการตรวจสอบพบว่า สารพิษได้กระจายลงสู่แม่น้ำสายหลัก รวมถึงแม่น้ำโขง และมีระดับความเข้มข้นของสารบางชนิดสูงกว่าพื้นที่อื่นถึง 5 เท่า ซึ่งเชื่อว่า ต้นตอของปัญหานี้ไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจของรัฐใดรัฐหนึ่ง แต่เป็นพื้นที่อิทธิพลสีเทาเข้มถึงสีดำ ซึ่งการทำเหมืองทองคำหรือแร่หายาก (Rare Earth) ในพื้นที่เหล่านี้แทบไม่มีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมใด ๆ รองรับ ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมทวีความรุนแรง

เตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

เตือนภาระงบฯ ปลายเหตุ–ผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพ

นอกจากนั้นยังเชื่อว่า ปัจจุบันรัฐไทยยังไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้ ทำให้ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากไปกับการแก้ปัญหาปลายทาง เช่น การบำบัดน้ำประปาในเขตเทศบาลนครเชียงราย แม่กก แม่สาย และพื้นที่อื่น ๆ

ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐ นักวิชาการ และภาคประชาสังคม ยังต้องเร่งศึกษาผลกระทบต่อพืชอาหาร ปลา ดิน ตะกอน และสุขภาพของประชาชน ซึ่งในทางสาธารณสุขถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่อาจยังไม่เห็นผลทันที แต่อาจปรากฏผลกระทบในอีก 5–10 ปีข้างหน้า

“มันอาจไปปรากฏอยู่ในยีนหรือโครโมโซมของเด็กที่เพิ่งเกิด หรือในตัวเราทุกคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ปนเปื้อน และเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสารพิษเหล่านี้กระจายไปในอากาศแล้วหรือไม่ เพราะการเก็บตัวอย่างเลือดและปัสสาวะยังมีน้อยมาก ปัญหานี้เปรียบได้กับ ฆาตกรรมระดับโลก ที่ยังได้รับความสนใจน้อยเกินไป”

เตือนใจ ดีเทศน์

รัฐ–ธุรกิจเมินปกป้องสิ่งแวดล้อม

และแม้คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) จะมีการเก็บตัวอย่างน้ำ ดิน และปลาเป็นระยะ แต่ประเทศท้ายน้ำยังต้องเผชิญความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดยังพบการขุดแร่ทองคำในแม่น้ำโขงตอนบน ซึ่งสะท้อนว่ารัฐและภาคธุรกิจในระดับโลกยังให้ความสำคัญกับการป้องกันมลพิษด้านดิน น้ำ และอากาศน้อยมาก

ครูแดง ยังเล่าย้อนประสบการณ์ในช่วงดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ว่า ได้รับการร้องเรียนจำนวนมากเกี่ยวกับผลกระทบจากการทำเหมืองและอุตสาหกรรม ซึ่งควรได้รับการยกระดับเป็นนโยบายหลักของพรรคการเมืองในการคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน

ความไม่เป็นธรรมสิ่งแวดล้อม ‘ผู้ก่อมลพิษ’ ได้กำไร ผู้รับผลกระทบคือประชาชน

ครูแดง อธิบายอีกว่า ความไม่เป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เมื่อการผลิต การใช้เครื่องจักร และสารเคมีเกินขีดความสามารถของธรรมชาติในการฟื้นฟู ผู้ก่อมลพิษและผู้ได้กำไรจากการทำลายทรัพยากรกลับไม่ต้องรับภาระโดยตรง ขณะที่ประชาชนต้องแบกรับผลกระทบ

ที่ผ่านมามีการใช้แนวคิดการแก้ปัญหาเชิงพาณิชย์ เช่น คาร์บอนเครดิต ที่เปิดช่องให้บริษัทใช้เงินซื้อเครดิตจากชุมชนที่รักษาป่า ขณะที่ยังคงปล่อยคาร์บอนและทำลายธรรมชาติต่อไป ซึ่งถือเป็นความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้าง

ฝากโจทย์พรรคการเมือง ยกสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจนโยบาย

เมื่อถามถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ครูแดง ยอมรับว่า มีเพียงบางพรรคเท่านั้นที่ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ขณะที่พรรคใหญ่จำนวนมากยังไม่ยกระดับประเด็นนี้ ทั้งที่โลกกำลังเผชิญ “ภาวะโลกเดือด”

สิ่งที่อยากเรียกร้อง คือ ขอให้ทุกพรรคการเมืองกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศเป็นวาระหลัก เพราะเศรษฐกิจจะเติบโตไม่ได้ หากธรรมชาติไม่มั่นคง ภาคเกษตรจะล้มเหลว หากทะเลร้อนขึ้น ปะการังและป่าชายเลนซึ่งเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนสำคัญจะพังทลาย และมนุษย์จะขาดแหล่งอาหาร

พร้อมยังเสนอให้พัฒนางานวิจัยและเทคโนโลยีที่ช่วยให้มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล พร้อมปลูกฝังจิตสำนึกตั้งแต่ระดับปฐมวัยว่า มนุษย์กับธรรมชาติต้องเป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่เจ้าของที่สามารถฉกฉวยทรัพยากรได้ไม่สิ้นสุด

“ถ้ามนุษย์ยังคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของธรรมชาติ และทิ้งมลพิษลงไปไม่ยั้ง มนุษยชาติจะอยู่ไม่ได้ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และคุณภาพชีวิตก็จะถดถอยลงทั้งหมด”

เตือนใจ ดีเทศน์

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active