เลือกตั้งจบ…แต่ฝุ่น PM2.5 ไม่จบ! คนเหนือถามดังๆ “รัฐบาลใหม่” เอาจริงแค่ไหน?

ภาคประชาชนเชียงใหม่-เชียงราย ประสานเสียงวิเคราะห์ทิศทางฝุ่นหลังเลือกตั้ง “ยังไม่เห็นแสงสว่าง” แถมปีนี้ “งบกลางเป็นศูนย์” ชาวบ้านต้องควักเนื้อซื้อเครื่องเป่าลมกันเอง จับตา ว่าที่ สส.ฝั่งรัฐบาล หวังช่วยดึงงบฯ และอำนาจเจรจาแก้ปัญหาฝุ่นข้ามแดนและผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

นโยบายพรรคภูมิใจไทย แก้ฝุ่น PM2.5 เดินหน้าตรงใจกับคนเผชิญปัญหาแค่ไหน

เมื่อผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ‘พรรคภูมิใจไทย’ ชนะการเลือกตั้ง สิ่งที่ประชาชนคาดหวังไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่คือเรื่องปากท้องและคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะปัญหาระดับชาติอย่าง ‘ฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่อยากให้แก้ปัญหาทันที ขณะที่ก่อนหน้านี้ ‘พรรคภูมิใจไทย’ ก็เคยมีนโยบายที่ประกาศกับประชาชนก่อนเลือกตั้งว่า นโยบายด้าน PM 2.5 การลดแหล่งกำเนิดฝุ่นจากการใช้พลังงานและการเดินทางในชีวิตประจำวัน จะให้ผลยั่งยืนกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยผูกการแก้ฝุ่นเข้ากับการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

อย่างมาตรการแรก กับการสังคายนาระบบขนส่งมวลชน ที่พรรคภูมิใจไทยประกาศเป้าหมายชัดเจนที่จะเปลี่ยนรถเมล์เดิมที่เป็นมลพิษ ให้กลายเป็น ‘รถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั้งระบบ โดยวางกรอบเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี และเพื่อจูงใจให้คนทิ้งรถส่วนตัวมาใช้รถสาธารณะ รัฐบาลเตรียมเคาะโครงสร้างราคาใหม่ เริ่มต้นเพียง 10 บาท และสูงสุดไม่เกิน 40 บาท นั่งได้ทุกเที่ยว ทุกสาย ตลอดวัน ช่วยเซฟเงินในกระเป๋าคนทำงานได้มหาศาล

ส่วนภาคครัวเรือน มาพร้อมนโยบายพลังงานสะอาดที่จับต้องได้ โดยเปิดสิทธิให้ประชาชนทุกคนเข้าร่วมโครงการติดตั้ง ‘โซลาร์รูฟท็อป’ บนหลังคาบ้านเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองแต่ความพิเศษอยู่ที่สิทธิประโยชน์ต่อยอด ผู้ที่เข้าร่วมโครงการนี้ จะได้รับสิทธิ์ซื้อ ‘รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า’ ในราคาเพียง 6,000 บาท พร้อมเงื่อนไขการผ่อนชำระที่ เพียงเดือนละ 100 บาท เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถนำ เครดิตพลังงาน ที่ผลิตได้จากหลังคาบ้าน มาใช้ชาร์จไฟมอเตอร์ไซค์ได้ฟรี โดยไม่ต้องเสียค่าไฟเพิ่มแม้แต่บาทเดียว แต่ดูเหมือนว่า หากเป็นไปได้ จะแก้ในระยะยาว

มาตรการ “ห้ามเผา” และการบังคับใช้กฎหมาย ประกาศ 3 เดือนห้ามเผา ในช่วงวิกฤตฝุ่น (มกราคม–มีนาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ได้สั่งการให้จังหวัดคุมเข้มและบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่ฝ่าฝืนการเผาในที่โล่งและพื้นที่เกษตรอย่างจริงจัง ตัดสิทธิ์เกษตรกรที่เผา มีการผลักดันให้ตัดสิทธิ์เกษตรกรที่มีประวัติเผาพื้นที่เกษตร ไม่ให้เข้าร่วมโครงการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพของรัฐเป็นเวลา 3 ปี จัดการฝุ่นข้ามพรมแดน เสนอให้เอาผิดบริษัทเอกชนของไทยที่ไปลงทุนการเกษตรในประเทศเพื่อนบ้านแล้วปล่อยให้มีการเผา ซึ่งส่งผลกระทบต่อฝุ่นในไทย มาตรการจูงใจและช่วยเหลือ ลดการเผา สนับสนุนงบเลิกเผา และเตรียมเสนอสนับสนุนงบประมาณช่วยเหลือเกษตรกรที่ยอมเลิกเผา เพื่อลดภาระต้นทุนในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรด้วยวิธีอื่น จูงใจตัดอ้อยสด  สนับสนุนมาตรการช่วยเหลือชาวไร่อ้อยที่เก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดีแทนการเผาอ้อย เพื่อลดฝุ่น PM2.5 ในระยะยาว 

คนเหนือถามดังๆ “รัฐบาลใหม่” เอาจริงแค่ไหน? แก้ฝุ่น PM2.5

ขณะที่ผลการนับคะแนนไม่เป็นทางการของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และเชียงราย ว่าที่ สส.ประกอบไปด้วยหลายพรรคการเมือง ทั้งที่กำลังจับมือกันตั้งรัฐบาล และที่ประกาศจุดยืนชัดเจนพร้อมเป็นพรรคฝ่ายค้าน

แต่สิ่งที่คนภาคเหนือเฝ้ารอคือความหวังในการแก้ปัญหาฝุ่นควันจากรัฐบาลชุดใหม่ พอเห็นผลการเลือกตั้ง ภาคประชาชนสะท้อนว่า “ยังไม่เห็นความหวัง” เท่าไหร่นัก เพราะนโยบายว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลยังไม่ชัดเจนเท่าว่าที่พรรคฝ่ายค้าน หนำซ้ำปีนี้งบกลางที่เคยได้กลับหายไป ทำให้ท้องถิ่นต้องดิ้นรนกันเอง ข้อเสนอเดียวที่จะผ่าทางตันนี้ได้ คือต้องเร่งคลอดกฎหมายอากาศสะอาดให้ทันใน 60 วัน

ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่ เปิดเผย กับทีมข่าว The Active ถึงทิศทางการแก้ปัญหาฝุ่นควันหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “ส.ส. ในพื้นที่” จังหวัดเชียงใหม่และ “ความชัดเจนของรัฐบาลชุดใหม่” ว่า หากดูจากหน้าตาและแนวนโยบายของว่าที่รัฐบาลชุดใหม่แล้ว “ยังถือว่าไม่มีความหวังที่ชัดเจน” ในการแก้ปัญหาฝุ่นควัน เนื่องจากนโยบายยังไม่ลึกและไม่แน่นพอ เมื่อเทียบกับฝั่งว่าที่พรรคฝ่ายค้าน หรือกลุ่ม “สีส้ม” ที่มีข้อมูลค่อนข้างแน่นและติดตามปัญหานี้ในเชิงลึกมากกว่า ในขณะที่ฝั่งว่าที่รัฐบาลหรือ “สีเขียว” ยังไม่มีการติดตามเรื่องนี้อย่างชัดเจนนัก อาจต้องรอดูท่าทีต่อไป

ส่วนประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในปีนี้ คือเรื่องของ “งบประมาณ” ทางสภาลมหายใจเชียงใหม่ระบุว่า ปีนี้ “งบกลาง” จากส่วนกลางที่เคยส่งมาช่วยสนับสนุนหน่วยงานในพื้นที่และอาสาสมัครดับไฟป่า “กลับกลายเป็นศูนย์” หรือไม่มีมาเลย ทำให้ภารกิจแก้ไขปัญหาต้องกลับไปใช้งบปกติที่น้อยมาก จนภาคประชาชนต้องดิ้นรน “ระดมทุน” จากภาคเอกชนเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ เช่น เครื่องเป่าลม ให้กับชุมชนรอบดอยสุเทพกันเอง ทั้งที่ปีนี้เชียงใหม่มีแผนงานระดับจังหวัดที่บูรณาการร่วมกับท้องถิ่นไว้อย่างดีแล้ว แต่กลับขาดกระสุนดินดำจากส่วนกลาง

ในเชิงการจัดการ อย่างมาตรการ “ห้ามเผาเด็ดขาด” หรือ Zero Burning แบบเหมารวมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2550 พิสูจน์แล้วว่า อาจยังแก้ไม่ได้อย่างที่คาดหวัง รัฐบาลใหม่ควรเปลี่ยนวิธีคิดเป็นการ “บริหารจัดการเชื้อเพลิง” แบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วน คือ ป่าสมบูรณ์ ต้องห้ามเผา 100% (Zero Burning) ซึ่งมีอยู่ 95% และพื้นที่จำเป็น ไร่หมุนเวียน/พื้นที่เกษตรอีก 5% ต้องอนุญาตให้มีการบริหารจัดการเชื้อเพลิงอย่างมีการควบคุม เพื่อไม่ให้ลุกลาม

ส่วนประเด็น “ฝุ่นข้ามแดน” ชัชวาลย์ มองว่า รัฐบาลไทยยังขาดบทบาทนำในเวทีอาเซียน ปล่อยให้ภาคประชาชนต้องใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวคุยกับชาวบ้านฝั่งลาวและเมียนมาเอง ดังนั้น ความหวังสูงสุดตอนนี้จึงอยู่ที่การผลักดัน “พ.ร.บ.บริหารจัดการอากาศสะอาด” ซึ่งภาคประชาชนและ สส.ในพื้นที่ ต้องร่วมมือกันกดดันให้นำขึ้นมาพิจารณาภายใน 60 วันหลังเปิดสภา เพราะหากช้ากว่านี้ กฎหมายอาจตกไป และวงจรฝุ่นพิษก็จะกลับมาซ้ำรอยเดิม

การแก้ปัญหาฝุ่นควันข้ามแดนจริงๆแล้วควรจะเป็นรัฐบาลกับรัฐบาลที่จะคุยกันแต่ว่าก็ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาไม่มีความชัดเจนในเชิงแผน ประเทศไทยน่าจะ เป็นประเทศที่มีองค์ความรู้และมีกระบวนการในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ดีมาก ถ้าประเทศไทยมี แอ็คชั่น ที่ดีมันจะกลายเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้ พอรัฐบาลไม่ทำ มันก็เลยกลายมาเป็นหน้าที่ของภาคประชาชน ซึ่งอาจทำให้การขยับทำได้ไม่มากพอ

ชัชวาลย์ บอกว่า ความหวังที่ชัดเจนที่สุดในขณะนี้คือ “พลังของภาคประชาสังคม” ที่มีความเข้มแข็งขึ้นอย่างมาก โดยปัจจุบันเครือข่ายสภาลมหายใจได้ขยายตัวครอบคลุมไปแล้วกว่า 20 จังหวัด ทั่วประเทศ ทั้งภาคเหนือตอนบนและตอนล่าง ภาคอีสาน กรุงเทพมหานคร รวมถึงกาญจนบุรี โดยยุทธศาสตร์สำคัญในปีนี้ ภาคประชาชนจะเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนงาน 2 ด้านไปพร้อมกัน คือระดับพื้นที่ เน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างจังหวัด เพื่อให้แต่ละพื้นที่สามารถออกแบบการแก้ปัญหาฝุ่นได้ตาม “บริบทของตัวเอง” ไม่ใช่การรอคำสั่งแบบเหมารวมจากส่วนกลาง ระดับนโยบาย เครือข่ายทั้ง 20 จังหวัด จะผนึกกำลังกันกดดันและเร่งรัดให้รัฐบาลชุดใหม่ ต้องนำ “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” ออกมาบังคับใช้ให้ได้ เพื่อให้เป็นกฎหมายแม่บทในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนต่อไป

โจทย์ใหญ่ “เศรษฐกิจต้องควบคู่สิ่งแวดล้อม” ฝาก สส.เชียงราย ดันกฎหมายอากาศสะอาดให้เป็นจริง

ผศ.นิอร สิริมงคลเลิศกุล อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชี้ว่าโจทย์สำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ คือการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่สร้างภาระทางสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่ต้องเปลี่ยนจาก “การเผา” ให้เป็น “Zero Burn” อย่างเป็นรูปธรรม เหมือนโมเดลอ้อยที่เคยทำสำเร็จมาแล้ว พร้อมตั้งความหวังกับ สส.เขตในพื้นที่เชียงราย หวังให้เป็นตัวกลางเชื่อมโยงวิถีชีวิตดั้งเดิมเข้ากับนโยบายรัฐ เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตออย่างได้ผล

แต่ปัญหาอุปสรรคสำคัญที่ยังคงอยู่ คือ “ช่องว่าง” ระหว่างนโยบายกับความเป็นจริง ทั้งเรื่องสิทธิที่ดินทำกิน และความเหนื่อยล้าของภาคเอกชนที่สนับสนุนงบประมาณดับไฟป่าซ้ำซากทุกปีโดยไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน นักวิชาการจึงเสนอแนะว่า ในระยะเร่งด่วนต้องเน้นการสื่อสารเรื่องสุขภาพให้ประชาชนรู้จักป้องกันตนเอง ส่วนระยะยาวต้องผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด และ พ.ร.บ.มลพิษข้ามพรมแดน ให้มีผลบังคับใช้จริง เลิกมองฝุ่นเป็นเรื่อง “ตามฤดูกาล” แต่ต้องวัดผลความสำเร็จจากการลดจุดความร้อน (Hotspot) และพื้นที่เผาไหม้ (Burn Scar) ได้อย่างแท้จริง

หลังผ่านพ้นการเลือกตั้ง สิ่งที่ประชาชนในภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงรายเฝ้ารอ ไม่ใช่แค่โฉมหน้าของรัฐบาลใหม่ แต่คือ ‘ความหวัง’ ในการแก้ปัญหามลพิษฝุ่น PM 2.5 ที่เรื้อรังมานาน โจทย์สำคัญคือ จะทำอย่างไรให้ เศรษฐกิจ และ สิ่งแวดล้อมเดินไปด้วยกันได้ ไม่ใช่แยกส่วน โดยเฉพาะภาคการเกษตร มีข้อเสนอว่า รัฐบาลใหม่ต้องทำให้การทำนาข้าวเข้าสู่ระบบ ‘Zero Burn’ หรือการไม่เผาให้ได้ เหมือนกับที่เคยผลักดันในไร่อ้อยมาแล้ว คือต้องทำให้นโยบายเศรษฐกิจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการลดการเผาอย่างเป็นรูปธรรม

ดังนั้น ในระยะเร่งด่วนที่ฤดูฝุ่นกำลังมาถึง สิ่งที่ทำได้ทันทีคือ ‘การสื่อสารด้านสุขภาพ’ ให้ประชาชนรู้เท่าทันอาการป่วยจากฝุ่น ไม่ใช่แค่รักษาตามอาการ แต่ต้องป้องกัน “บทสรุปของการวิเคราะห์ครั้งนี้ คือเราไม่อยากเห็นการเตรียมรับมือฝุ่น เป็นแค่ Event ประจำปีอีกต่อไปแต่เป้าหมายคือ ‘ความยั่งยืน’ ตัวชี้วัดต้องชัดเจนว่า พื้นที่เผาไหม้ต้องลดลง จุดความร้อนต้องหายไป ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลขั้วไหน หรือสีเสื้อใด เพราะเมื่อฝุ่นมา ทุกคนคือผู้ประสบภัยเหมือนกันหมด

“ทิศทางลม” ทางการเมืองที่เปลี่ยนไป จะช่วยพัดพา “ฝุ่นควัน” ออกไปได้จริงหรือไม่

ธวัชชัย ดวงนภา บรรณาธิการ เครือข่ายสื่อสาธารณะท้องถิ่น ในฐานะเฝ้าสังเกตการณ์การเลือกตั้งในจังหวัดเชียงราย 2569 กล่าวว่า ทิศทางการแก้ปัญหาฝุ่นควันภายใต้การนำของว่าที่รัฐบาลใหม่ ที่พรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำค่อนข้างชัดเจนว่าจะมุ่งเน้นไปที่ “มิติสุขภาพ” เป็นหลัก

โดยเฉพาะบทบาทของ “หมอเอก” นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ ว่าที่ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ หรือผู้มีบทบาทสำคัญของพรรค ที่ชูธงเรื่องระบบสาธารณสุข การใช้กลไก อสม.เข้าไปดูแลสุขภาพประชาชนในระดับหมู่บ้าน การตรวจสุขภาพปอด และการดูแลผู้สูงอายุที่ไม่สามารถเดินทางไปโรงพยาบาลได้ ซึ่งถือเป็นมาตรการรับมือที่ปลายเหตุแต่มีความจำเป็น

อย่างไรก็ตาม ทุกพรรคการเมืองที่เข้ามาบริหาร จำเป็นต้องผลักดัน “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” ให้เกิดขึ้นจริง เพราะนี่คือกุญแจดอกแรกของการแก้ปัญหา ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็ตาม แต่สิ่งที่น่ากังวลและต้องจับตามองเป็นพิเศษ คือ “ต้นตอ” ของฝุ่นที่มาจากกลไกทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์”

การนำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมักจะสอดคล้องกับช่วงเวลาที่มีการเผาข้ามพรมแดน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องกำแพงภาษี ที่ในช่วงฤดูกาลเผา มักมีการปลดล็อกให้สามารถนำเข้าได้โดยไม่เสียภาษี (Zero Tariff) ซึ่งจุดนี้ถือเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เกษตรกรในประเทศเพื่อนบ้านยังคงใช้วิธีการเผา เพราะต้นทุนต่ำและส่งขายได้ง่าย

โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลชุดใหม่ จึงไม่ใช่แค่เรื่องสาธารณสุข แต่คือการใช้ “กลไกทางธุรกิจและการทูต” เข้าไปเจรจา ทั้งเรื่องโควตาการนำเข้า และมาตรการจูงใจให้เกษตรกร “งดเผา” อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่ง ณ เวลานี้ ยังไม่เห็นนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องการเจรจาข้ามพรมแดนจากว่าที่ผู้แทนฯ เท่าที่ควร

ข้อเสนอแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

ระยะสั้น คือ “ระบบเตือนภัยเชิงรุก”ปัจจุบันเราพึ่งพาแอปพลิเคชันดูค่าฝุ่นกันเอง เสนอว่า รัฐควรใช้ระบบ SMS หรือ Cell Broadcast แจ้งเตือนประชาชนทันทีที่มีการ “เปลี่ยนระดับค่าฝุ่น” เช่น จากสีเขียวเป็นสีเหลือง หรือจากสีแดงเป็นสีม่วง เพื่อให้ประชาชนตระหนักรู้และป้องกันตัวได้ทันท่วงที ไม่ใช่ปล่อยให้ค่าฝุ่นแดงแช่แข็งอยู่นานโดยไม่มีการแจ้งเตือนกระตุ้นใดๆ

ระยะกลาง คือ “ระบบหลักประกันสุขภาพ” ต้องมีการตรวจสุขภาพเชิงรุก โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ที่รับฝุ่นสะสมมานานกว่า 4-5 ปี รัฐต้องมีระบบแพทย์เคลื่อนที่ หรือระบบดูแลผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุที่ไม่สามารถเข้าถึงโรงพยาบาลได้ ให้ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง

และระยะยาว คือ “การเจรจาระหว่างประเทศ” ต้องใช้กลไกความร่วมมือระดับภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นกรอบแม่โขง-ล้านช้าง หรืออาเซียน เพื่อเจรจาเรื่องหมอกควันข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง รวมถึงการบังคับใช้กฎหมาย “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” ให้เกิดขึ้นจริง

ธวัชชัย ฝากความหวังไว้กับความเปลี่ยนแปลงของขั้วการเมืองในเชียงรายจากเดิมที่พื้นที่นี้มักมี สส.จากฝ่ายค้าน แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เชียงรายจะมี สส.ที่คาดว่า จะอยู่ในฝั่งรัฐบาลเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ “ทรัพยากรจากส่วนกลาง” จะถูกกระจายลงมาสู่ท้องถิ่นได้มากขึ้น ความคาดหวังของภาคประชาชน คือการเห็น สส.ฝั่งรัฐบาล ใช้อำนาจและกลไกที่มี เชื่อมโยงกับส่วนกลางเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นควันอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่การแจกหน้ากากอนามัย แต่คือการรื้อโครงสร้างปัญหา ทั้งเรื่อง พ.ร.บ.อากาศสะอาด และการเจรจาการค้าข้ามพรมแดน เพื่อคืนลมหายใจที่สะอาดให้กับคนเชียงรายอย่างยั่งยืนเสียที

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active