บ.อัคราฯ พร้อมอุทธรณ์ หลังศาลแพ่ง สั่งชดใช้ชาวบ้านเดือดร้อนจากเหมืองทอง  

ย้ำ มาตรฐานการดำเนินงาน อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐอย่างเข้มงวด ชี้ คำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด เตรียมพิจารณายื่นอุทธรณ์ ยัน บริษัทยังคงดำเนินการตามปกติ เดินหน้ายกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ดูแลชุมชนอย่างต่อเนื่อง หวังสร้างความเชื่อมั่น

จากกรณี ศาลแพ่ง พิพากษาให้บริษัทผู้ประกอบการเหมืองทองคำ ชดใช้ค่าเสียหายแก่ประชาชนเกือบ 400 คน ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมให้ฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน ขณะที่ชาวบ้านแสดงความพอใจ มองเป็นก้าวสำคัญของความเป็นธรรม 

ล่าสุด บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ออกแถลงการณ์ ระบุว่า เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา ศาลแพ่งมีคำพิพากษาในคดีที่ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งยื่นฟ้องบริษัท โดยกล่าวอ้างว่า การดำเนินกิจการเหมืองทองคำของบริษัทส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ซึ่งศาลมีคำสั่งให้บริษัทชดใช้ค่าเสียหายและดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่

อย่างไรก็ตาม บริษัทเห็นว่า พยานหลักฐานของบริษัทมีความแตกต่างจากผลคำพิพากษาในสาระสำคัญ จึงจำเป็นต้องยื่นอุทธรณ์เพื่อให้มีการพิจารณาหลักฐานอย่างครบถ้วน ทั้งเอกสาร ข้อมูลทางวิชาการ และความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

บริษัทระบุว่า คดีดังกล่าวอยู่ในกระบวนการพิจารณามาเกือบ 10 ปี โดยอ้างอิงข้อมูลช่วงปี 2554–2559 ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปีของการดำเนินกิจการ บริษัทได้ปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรการที่หน่วยงานรัฐกำหนดอย่างเคร่งครัด รวมถึงการดำเนินงานตามรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบบ่อกักเก็บหางแร่ การควบคุมสารในกระบวนการผลิต ตลอดจนการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมทั้งดิน น้ำ และอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าเหมืองทองคำชาตรีของบริษัทเป็นหนึ่งในโครงการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐอย่างเข้มงวด

นอกจากนี้ บริษัท ยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่จัดทำระบบเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบเหมือง มีการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และส่งข้อมูลให้หน่วยงานสาธารณสุขเพื่อติดตามผลอย่างต่อเนื่อง โดยไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าการดำเนินกิจการส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

เชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนองค์กร บริษัท อัคราฯ ระบุว่า ได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนและการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเห็นว่าหากการดำเนินงานก่อผลกระทบจริง พนักงานซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม พนักงานยังคงเชื่อมั่นในมาตรฐานการดำเนินงานของบริษัท และต้องการให้กิจการเดินหน้าต่อเพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในพื้นที่

ทั้งนี้ บริษัทระบุว่าคำพิพากษาดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุด และอยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดร่วมกับที่ปรึกษากฎหมาย เพื่อประกอบการยื่นอุทธรณ์ต่อไป โดยยืนยันว่าการดำเนินงานของบริษัทยังคงเป็นไปตามปกติ พร้อมย้ำว่า จะรักษาและยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและการดูแลชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ทุกภาคส่วน

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active