ชี้ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ตัวการใหญ่ใต้ “โครงสร้าง” ปัญหาฝุ่นพิษ 

เวทีสิทธิชุมชน กับ พ.ร.บ.อากาศสะอาด จับตา 60 วัน ไปต่อหรือถูกปัดตก ชวนย้อน มติ ครม. เทียบการเปลี่ยนผ่านการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เสนอ เดินหน้ากฎหมายแก้โครงสร้าง จี้ รัฐหยุดเอื้อทุน หยุดโทษชาวบ้าน  

หลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา หลายฝ่ายที่กำลังจับตาลุ้นว่า ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. … (พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ) ที่ค้างอยู่ในการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการ วุฒิสภา ซึ่งเป็นฉบับที่เปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมของชุมชน มีบทบาท ในการจัดการ วางแผน และเฝ้าระวังคุณภาพอากาศของตัวเอง ว่าหลังจากนี้จะเดินหน้าต่อ หรือถูกตีตก นำมาสู่การแลกเปลี่ยนมุมมองผ่าน ในเวที สิทธิชุมชนกับกฎหมายอากาศสะอาด” จะเป็นทางรอดของวิกฤตนี้ได้จริงหรือไม่ ?

ย้อนมติ ครม. 30 ปี จุดเริ่ม “วิกฤตฝุ่น” อยู่ตรงไหน

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) บอกว่า ที่ผ่านมายังไม่มีการพูดถึงต้นตอ ตัวการของปัญหาฝุ่นคือใคร แต่กลับพูดถึงปรากฎการณ์ เช่น เผาป่า ชายชุดดำ ซึ่งฟังดูแล้วชายชุดดำนั้นหมายถึงชาวบ้านตัวเล็กตัวน้อย ทั้งที่หลายปีมานี้สังคมไทยควรจะสรุปได้เสียทีว่า ปัญหาใหญ่เกิดจากอะไร จากการติดตามและสืบค้นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ย้อนหลัง 30 ปี มีการพูดถึงหมอกควันราว 150-160 มติ ครม. ครั้งแรกคือ ปี 2540 ที่หยิบยกหมอกควันภาคใต้จากการเผาในพื้นที่ประเทศอินโดนีเซีย ปี 2547 มีการพูดถึงการเผาในที่โล่งแต่ไม่ระบุพื้นที่ กระทั่งมาปี 2550 ถึงจะเริ่มพูดถึงปัญหา หมอกควันครั้งแรกในภาคเหนือ 

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI)

“ย้อนกลับไปช่วงที่เรียนจบตอนนั้นไปทำงานที่เชียงใหม่ ผมถูกทัศนคติแบบพวกเกษตรและป่าไม้มองวิถีชางบ้านที่ทำไร่ บอกว่าเป็นไร่เลื่อนลอย ผมไปดู ไปเรียนรู้ พบว่าสิ่งที่เรียกว่าไร่เลื่อนลอยของชาวบ้านมันไม่ใช่ความหมายในทางนิเวศวิทยาเลย ถ้าดูเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ การชะล้างพังทลายของดิน การรักษาหน้าดินไม่เข้าองค์ประกอบการทำงายนิเวศเลย จนปัจจุบันนักนิเวศเกษตร ถือว่าการทำเกษตรหมุนเวียน เป็นส่นหนึ่งของเกษตรนิเวศ หรือ เกษตรยั่งยืนด้วยซ้ำไป”

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ

วิฑูรย์ ยังชี้ว่า ปี 2550 ที่เกิดการพูดถึงปัญหาหมอกควัน ชวนย้อนดูว่าตั้งแต่ปี 2540 ชาวบ้านก็ทำวิถีเกษตรกรรมนี้มาตลอด และเริ่มเปลี่ยนเมื่อปี 2547 ที่มีการสนับสนุนเปลี่ยนจากไร่หมุนเวียนเป็นการปลูกข้าวโพดเชิงเดี่ยว ปัญหาฝุ่นพิษและปัญหาหมอกควันกลายเป็นปัญหาระดับชาติ เป็นมติ ครม.

“ให้ลองนึกดูว่าเมื่อก่อนทำมายาวนานแต่ไม่เคยเกิดปัญหา การเปลี่ยนแปลงตอนนั้นคืออะไร งานทางวิชาการก็พิสูจน์ชัดเจน ในระหว่างประเทศว่าเกิดจากการขยายพื้นที่เกษตรกรรม อย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และขยายไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน”

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ

วิฑูรย์ ระบุว่า จุดเปลี่ยนสำคัญคือระหว่างปี 2547-2551 การขยายและอนุญาตนำเข้าข้าวโพดอาหารสัตว์จากประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ภายใต้ ACMECS (ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง) และผลักดันให้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกเพื่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในไทย

“แต่พอมีปัญหา เราดันไปโทษคนเล็กคนน้อยที่ทำไร่หมุนเวียน
เราไม่พูดถึงต้นตอปัญหาที่แท้จริง” 

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ

พร้อมยกตัวอย่าง งานวิจัย ของศูนย์ภูมิภาคศึกษา คณะสังคมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ที่ดูเรื่องสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ พบว่า ฝุ่นควันในประเทศไทยถ้าดูจากจังหวัดตอนบนภาคเหนือ 30-40% เป็นฝุ่นข้ามแดน ถ้าดูในตัวเมืองเชียงใหม่อยู่ที่ 60-70% มาจากฝุ่นข้ามแดน ถ้านับจังหวัดที่ติดรัฐฉาน เช่น น่าน แม่ฮ่องสอน เชียงราย ตัวเลข 70-80% มาจากฝุ่นข้ามแดน และพื้นที่รัฐฉานที่ปลูกข้าวโพด กินพื้นที่มากกว่าจังหวัดภาคเหนือของไทยรวมกันทั้งหมด และถ้าไปดูฝุ่นข้าวโพด จากรัฐฉานอยู่ที่ 70 : 30 ในประเทศไทย “นี่คือตัวการที่เราไม่พูดถึง เราละเลยที่จะพูดถึง” 

“ถ้าไปดูกลุ่มที่ส่งเสริมข้าวโพดเชิงเดี่ยว ก็คือกลุ่มที่ต้องการล้ม พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ไปดูไทม์ไลน์ได้เลย พ.ร.บ.เสนอผ่านสภาผู้แทนราษฎร อยู่ ๆ มีชายชุดสูท นี่แหละเป็นตัวการทำคัญที่ทำให้การพิจารณาใน สว. ยื้อ แก้ รื้อ หลักการสำคัญ ของ พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ และกระบวนการที่ว่านั้นก็ถูกยืนยันอีกครั้งหนึ่งจากการแถลงของพรรคการเมืองหนึ่งว่าจะไม่สนับสนุน พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ซึ่งเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับการพิจารณาเรื่องนี้ในวุฒิสภา”

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ

วิฑูรย์ ยังชี้ว่า รัฐสนับสนุนทุกวิถีทางในการตอบสนองการเป็นศูนย์กลางอาหารสัตว์โลก ในระหว่างนั้นรัฐทำทุกวิถีทางที่จะยุติชาวบ้านที่ทำไร่หมุนเวียนซึ่งเป็นเกษตรนิเวศในหลักสากล และบางช่วงรัฐให้เงินฟรี ๆ ไร่ละ 2,000 บาท เพื่อให้เปลี่ยนมาปลูกข้าวโพด แถมดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ ทำให้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 กลายเป็นปัญหาระดับชาติ 

กฤษฎา บุญชัย เครือข่าย Thai Climate Justice for All อ้างถึงการศึกษาของหน่วยงานระดับโลกที่ทำร่วมกันเกี่ยวกับไฟที่เกิดขึ้นในป่า สาเหตุมาจาก 4 เรื่อง ได้แก่

  1. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

  2. การใช้ที่ดิน โดยเฉพาะการใช้ที่ดินเพื่ออุตสาหกรรมการเกษตร

  3. การจัดการไฟที่ผิดพลาด ไม่เหมาะสมกับระบบนิเวศ โดยเฉพาะนโยบาย Zero burning การห้ามเผา

  4. การขุดเอาทรัพยากรธรรมชาติขึ้นมา
กฤษฎา บุญชัย เครือข่าย Thai Climate Justice for All

ใน 4 เรื่องนี้มีปัจจัยหลายอย่างที่เชื่อมโยงกัน แต่ถ้าจะดูเฉพาะในอาเซียน ปัญหา “การใช้ที่ดินเพื่อุตสาหกรรมการเกษตร” เป็นหัวใจสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นควันโดยเฉพาะพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ และคำถามปรากฎในเวทีสากล คือ ทำไมภาครัฐถึงยังขาดความเข้าใจในปัญหาที่ซับซ้อน โดยเฉพาะการเพ่งเล็งไปที่กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มชุมชนในพื้นที่ป่า เช่นเดียวกับงานศึกษาที่บอกว่า พื้นที่ที่กลุ่มชาติพันธุ์ ชุมชนท้องถิ่น หรือชนพื้นเมืองอาศัยอยู่ มีการปกป้องระบบนิเวศ พื้นที่ป่าให้สมบูรณ์ หมายความว่า ป่าที่รอด ป่าที่ไฟไหม้น้อยที่สุด คือ ป่าที่มีชนพื้นเมืองเป็นผู้จัดการ ทำไมเรามองเขาเป็นปัญหา อย่างที่สองคือเขาเจอภาวะย้อนแย้งในขณะที่เขาดำเนินการจัดการไฟ แต่กลับกลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาไฟป่ามากที่สุด

“ตอนนี้เราเห็นไหมครับว่าพี่น้องชาติพันธุ์กำลังดับไฟป่า ด้วยชีวิต คนที่เสียชีวิต คนที่ทุ่มเทกายใจ ที่จะหยุดยั้งปัญหาที่ลุกลาม เขาจะทำทำไม อันนี้เราเห็นความย้อนแย้งที่ว่าคนที่กำลังดำเนินการปกป้องระบบนิเวศ เขากลายป็นคนที่ถูกกล่าวหา”

กฤษฎา บุญชัย

กฤษฎา ยังบอกว่า ในสังคมไทยมีการประกอบสร้างมายาคติเวลาที่คนไทยเห็นข่าว คือ การรายงานตัวเลขค่าฝุ่น จุดความร้อน ต่อมาคนก็จะได้รับข้อมูลสียงวิพากวิจารณ์ไปที่ชาวบ้าน มีนักการเมืองออกมาพูด มีนักวิชาการออกมาพูด ทำให้เกิดมายาคติ “เรื่องป่า” คนไม่เข้าใจระบบนิเวศป่าที่ซับซ้อน ทั้งที่อยูในระบบนิเวศป่าเขตร้อนชื้นที่มีความหลากหลายมาก ป่าหลายชนิด เช่น ป่าเต็งรัง ที่ต้องอาศัยการจัดการไฟ ชุมชนก็ใช้สิ่งเหล่านั้นซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาฝุ่นควันขนาดใหญ่ 

“Eco and Culture หมายถึง นิเวศ กับ วัฒนธรรม ถูกปฏิบัติในเรื่องการจัดการแบบนั้น ขณะเดียวกันสิ่งที่คนมองไม่เห็น สถานะของป่าขณะนี้คืออะไร เราบอกว่าจุดความร้อนเกิดขึ้นในป่าอนุรักษ์มากที่สุด ก็ถามว่าใครอยู่ในป่าอนุรักษ์ ก็จะมองไปที่ชาวบ้าน แต่ถ้าศึกษาจริงๆ พื้นที่ที่เรียกว่าป่าขณะนี้ มันคือพื้นที่ที่มีอุตสาหกรรมเกษตรเข้าไปประชิด ป่ามันอยู่ในอีกความหมายหนึ่ง จริงอยูที่ไม่มีข้าวโพดในป่าอนุรักษ์จริงแต่เป็นเขตประชิด”

กฤษฎา บุญชัย

ส่วนเรื่อง “ไร่” กฤษฎา ชี้ว่า รัฐจะสร้างภาษา อย่าง “ไร่เลื่อนลอย” คือ เอาไร่หมุนเวียนของชุมชนที่มีการจัดการนิเวศอย่างดีไปรวมกับไร่เชิงพาณิชย์ว่าทั้งหมดคือรากของปัญหา แต่ไม่มองว่าปัญหามาจากอุตสาหกรรมเกษตร ไม่มองไร่พาณิชย์เป็นปัญหา นี่คือภาษาที่หายไปในทางนโยบาย และเรื่อง “ฝุ่น” แบบไหนคือมลพิษ แบบไหนกระทบต่อสิทธิในอากาศสะอาด เสนอว่า เมื่อเรามีพื้นที่จุดความร้อน ควรมีการทำแผนที่แยกพื้นที่พื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้าน กับอุตสาหกรรมเกษตรที่ขยายตัว คือพื้นที่ที่โยงกับปัญหาฝุ่นและไฟเต็มไปหมด 

ในขณะที่ นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท กมธ.อากาศสะอาดฯ กล่าวว่า ตอนนี้มี ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดฯ อยู่ด้วยกัน 2 ชุด ที่กำลังพูดถึงในสังคม คือ ฉบับปฏิรูป (ร่าง กฎหมายอากาศสะอาดฉบับประชาชน รวมกับฉบับอื่นรวม 7 ฉบับ ซึ่งรวมของพรรคภูมิใจไทยด้วย) กับ ฉบับเลี้ยงไข้ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างอำนาจรัฐ และเงื่อนไขภายใน 60 วันที่จะเดินหน้าต่อในการพิจารณา คือวันที่ 13 พ.ค.69 การที่โครงสร้างอำนาจรัฐกำลังทำงานอยู่คือใช้วิกฤตในการเบี่ยงเบน ความสนใจแล้วให้คนออกมาบิดเบือน ว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ฉบับปฏิรูป ที่พัฒนาร่วมกันมาได้ทำการสร้างความเข้าใจเชิงลึก ทั้งเรื่องสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชน การจัดการไฟอย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ตั้งกลไกเพื่อให้ทุนต้องรับผิดชอบ การทำให้กลไกของรัฐเกิดการมีส่วนร่วมมากขึ้น มีการออกแบบทุกอย่างอย่างเป็นระบบ ใช้เวลา 1 ปี 8 เดือน 

นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท กมธ.อากาศสะอาดฯ

“ผมพูดในฐานะกรรมาธิการ ในฐานะหมอ ในฐานะนักมนุษยวิทยา และในฐานะพ่อ ผมมีลูก 3 คน รู้สึกว่ายอมไม่ได้ อีกไม่กี่วัน แล้วคุณจะมาล้ม พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ฉบับที่เราต่างฝากความหวังไว้ และคุณเคยบอกว่าคุณฝากความหวังไว้ด้วย”

นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท 

นพ.วิรุฬ ยังขยายความปัญหาเชิงโครงสร้างอำนาจรัฐที่กดทับการแก้ปัญหา ที่มักมองว่าปัญหานี้ต้องใช้อำนาจบังคับเท่านั้น เพราะรัฐมองปัญหาแบบง่าย คือ รอให้เกิดวิกฤตแล้วค่อยมาจัดการ คือ ดับให้หมด ก็จะได้อากาศแค่ 2 วัน แต่หลังจากนั้นปัญหากลับเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม ในส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่ารัฐเอื้อทุน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้ ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ลึกกว่า คือ รัฐคิดว่าวิธีที่จะจัดการคนไทยโดยการควบคุมทั้งหมด จึงมีใบสั่งให้ล้ม พ.ร.บ. อากาศสะอาดฉบับปฏิรูป เป็นสิ่งที่ได้รับทราบเรื่องนี้มา 

“มีประเด็นถกเถียงที่สำคัญอย่างหนึ่ง ในการพิจารณา พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ในสภาผู้แทนราษฎรคือ การตั้งคำถามว่าใครควรจะเป็นประธานคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด ถูกโต้เถียงอย่างรุนแรงจากผู้ที่เชื่อว่าต้องเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเท่านั้น แต่ผู้ว่าฯ ต้องฟังส่วนกลาง แต่ถ้าเรามีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นประธานคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด การจัดการจะเกิดกลไกการมีส่วนร่วม”

นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท 

ที่สำคัญกฎหมายอากาศสะอาดฉบับปฏิรูป ได้ออกแบบกลไกรอเอาไว้แล้วว่า เราจะต้องเคารพภูมิปัญญาท้องถิ่น เคารพวิถีชุมชนในการจัดการเชื้อเพลิง และต้องจัดการกับนายทุน ส่วนปัญหาหมอกควันข้ามแดน คือ นายทุนที่ไปลงทุนข้ามแดนอยู่นอกเหนืออำนาจของรัฐไทย เราจึงออกแบบกลไก 2 ส่วน คือ จัดการกับคนที่ให้ทุนปล่อยเงินกู้ ให้การสนับสนุนนายทุนในการไปลงทุนที่ประเทศนั้น อีกส่วนส่วนสำคัญ คือ ต้องทำให้เห็นก่อนว่าเราจริงใจกับการจัดการปัญหาในประเทศ ถึงจะไปชักชวนให้เพื่อนบ้านร่วมจัดการตรงนี้ได้

ไม่ต่างกับความเห็นของ รศ.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ กมธ.อากาศสะอาดฯ ปัจจุบันประชาชนสามารถมองเห็นข้อเท็จจริงได้จากพฤติกรรมและการแสดงออกทั้งที่โจ่งแจ้งและซ่อนเร้นมาโดยตลอด ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ 2 เวอร์ชั่น โดยในฉบับปฏิรูป คือเป็นการแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้วนกลับมาเจอซ้ำซาก ซึ่งจะแก้ปัญหา pain Point และบางอย่างอาจจะต้องหาแพลตฟอร์มใหม่ เพราะแพลตฟอร์มเดิมแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะฉะนั้นการสร้างวาทกรรมเพื่อจูงใจให้ประชาชนที่ไม่เข้าใจ เช่น คนเผาป่าเพื่อผลักดันพรบอากาศสะอาด เผาป่าเพื่อ… เป็นการจูงใจที่จะใส่ความหลายกลุ่ม ก็มีคนสวนกลับว่าเผาป่าเพื่อเอางบ? แล้วสุดท้ายคำว่าชายชุดดำก็ไม่ต่างจากชายชุดอื่นที่อยู่เต็ม ไปหมด 

รศ.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ กมธ.อากาศสะอาดฯ

รศ.คนึงนิจ ยังชี้ว่า การร่างกฎหมายที่จะมาแก้ปัญหาที่ซับซ้อนต้องใช้กลไกที่ซับซ้อนไม่ต่างกัน ไม่เช่นนั้นจะแก้ไม่ถูกจุดและกลายเป็นการผสมโรงให้ปัญหา ยิ่งซับซ้อนหนักขึ้นอีก วิกฤติจะกลายเป็นวิกฤติซ้อนวิกฤต วาทกรรมนี้เลยเถิดถึงขั้นเอาชื่อไปใช้หน้าปกว่าพรบอากาศสะอาด แต่ ภายในไม่ใช่ดังนั้น พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ฉบับเลี้ยงไข้ช่วยเปลี่ยนชื่อ เพราะทำให้คนเข้าใจผิดในสาระสำคัญ เหตุผลที่ต้องใช้เวลา 1 ปี 8 เดือน ในการพูดคุย เพราะเรามาจากที่มาคิดคนละชุดกัน โดยเฉพาะฉบับที่มาจากประชาชนมาจากฐานแนวคิดชุมชน ที่มองเห็นประชาชนเป็นรากเหง้าของสังคม ดังนั้นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างต้องไม่ละเลยการมีส่วนร่วมของประชาชน 

“หรือไม่เห็นหัวประชาชนในวันที่สภาล่ม ไม่เห็นหัวประชาชนในวันที่มาบอกว่าไม่เอา พ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับปฏิรูปก็ดี ตราบใดที่ภายใน 60 รัฐบาล ไม่หยิบยกขึ้นมาเดินหน้าต่อ หรือหยิบเวอร์ชั่นของตัวเองโดยใช้ชื่อนี้ สัญญาณก็จะส่งเสียงว่าไม่ใช่แล้ว และในมาตรา 14 ของ พ.ร.บ.เข้าชื่อฯ ประชาชน ก็สามารถยื่นต่อประธานสภาแสดงเจตจำนงว่ายังอยากให้ร่างฉบับประชาชนเข้าชื่อไปต่อ แต่ความหมายของคำว่าไปต่อไม่ได้ไม่ได้ไปต่อในจุดที่ทำค้างไว้ แต่อีกหกร่าง ของ ครม. และพรรคการเมืองหายไปเพราะตกไป ต้องถอยไปตั้งหลักที่วาระ 1 ของ สส. และก็จะเดินหน้าตามกระบวนการตั้งกรรมาธิการอีกครั้ง”

รศ.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม

รศ.คนึงนิจ ย้ำว่า กฎหมายไม่ควรจะออกมาเพื่อสร้างปัญหาเพิ่มและไม่ควรจะออกมาเพื่อสมประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ มีอย่างน้อย 3 มาตรา ที่เชื่อมต่อกับ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ ถึงการจัดการบริหารระดับพื้นที่ คณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด หรือกลไกเครื่องมือระดับพื้นที่ หรือแหล่งกำเนิดมลพิษภาคเกษตร ที่เขียนเอาไว้ครอบคลุม จะมีการพูดถึง การจัดการบนวิถีชุมชนดั้งเดิมที่เป็นมิตรกับอากาศสะอาด แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ที่เรียกว่าคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด หากอยากให้คนในพื้นที่ที่มีความเข้าอกเข้าใจวิถีชุมชนเป็นประธานก็จะเป็นอีกทาง แต่ถ้าอยากให้เป็นอำนาจนิยมของรัฐส่วนกลางที่เข้าใจหรือไม่ไม่แน่ใจ มากำกับเรื่องนี้ก็น่ากังวล

ไทย “เหมารวมเรื่องไฟ” แก้ PM2.5 ผิดทาง

เช่นเดียวกับ ผศ.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เปิดเผยถึง ความเข้าใจผิดเรื่องไฟ ว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ประเทศไทยแก้ปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ไม่ตรงจุด พร้อมชี้ว่าการเหมารวมว่า “ไฟทุกกองคือไฟเลว ไฟป่า ไฟตัวร้าย” ทำให้ความจริงถูกบดบัง และละเลยแหล่งกำเนิดที่แท้จริงจำนวนมาก จากการศึกษาของนักวิชาการ เช่น อ.นิพร สิริมงคลเลิศกุล พบว่าแหล่งกำเนิด PM2.5 จากไฟทั้งหมด มีประมาณ 30 กอง แต่ไฟจากป่าและชุมชนมีเพียง 4 กอง เท่านั้น ส่วนอีก 26 กองกลับไม่ถูกพูดถึง ในสังคมและวงนโยบาย

ผศ.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ผศ.สุวิชาน ระบุว่า ชุมชนกว่า 2,000 แห่ง ที่ยังทำไร่หมุนเวียน ตั้งแต่ภาคเหนือถึงประจวบคีรีขันธ์ ยังไม่มีการเผาเลยแม้แต่แปลงเดียว ในปีนี้ (อัปเดต 10 เม.ย. 2569) แต่ PM2.5 กลับวิกฤตไปแล้ว ซึ่งสะท้อนชัดว่าไร่หมุนเวียนไม่ใช่ผู้ร้ายตามที่ถูกกล่าวหา ที่ผ่านมา ชุมชนชนเผ่ามักถูกโยนความผิดเรื่องหมอกควัน ทั้งที่ถูกห้ามเผาจนพ้นฤดูกาล จนไม่สามารถทำกินตามรอบปีได้ แต่ก็ยังถูกตราหน้าว่าเป็นสาเหตุฝุ่น

ผศ.สุวิชาน อธิบายว่า ในมุมมองของชุมชนชาติพันธุ์ ไฟไม่ได้ไร้บ้านไร้ถิ่น แต่มีพื้นที่และหน้าที่แตกต่างกัน เช่น ป่าผู้หญิง คือ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ห้ามไฟเข้าเด็ดขาด ป่าผู้ชาย ใช้ไฟเพื่อจัดการเชื้อเพลิงได้ทุก 7-9 ปี โดยมีพิธีกรรม ขออนุญาต ทำแนวกันไฟ และมีเจ้าภาพดูแล ป่า LGBTQ ต้องจัดการทุกปี เพราะเชื้อเพลิงสะสมมาก หากไม่จัดการจะย่อยสลายช้า ไฟลุกลามง่าย และ พื้นที่เกษตร ไร่หมุนเวียน มีวิธีใช้ไฟเฉพาะ ต้องใช้ความประณีตและการทำงานเป็นทีม

“ไฟที่มีเจ้าภาพ คือ ไฟที่มีวินัย แต่ไฟกำพร้าต่างหากที่เป็นไฟมลพิษ”

ผศ.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์

ผศ.สุวิชาน ย้ำว่า การใช้ไฟ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำว่า “เผา” หรือ “ไม่เผา” แต่ขึ้นอยู่กับเผาตอนไหน ใครเป็นคนเผา รวมถึงปัจจัยสำคัญ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ทิศทางลม และฤดูกาล การประกาศห้ามเผา ช่วง ก.พ. – เม.ย. เหมารวมทั้งหมด จึงเป็นความเข้าใจไฟผิด เพราะไฟที่เหมาะสมและอยู่ในความควบคุมสามารถช่วยจัดการเชื้อเพลิงได้ แต่ไฟที่เกิดผิดฤดูกาลและผิดพื้นที่ต่างหากที่กลายเป็นภัย
โดย หลักการใช้ไฟตามภูมิปัญญาและนิเวศควรยึด 5 ข้อ ได้แก่

  1. เผาให้ถูกที่ พื้นที่ไหนควร ไม่ควรเผา

  2. เผาให้ถูกเวลา ช่วงฤดูกาล และช่วงเวลาของวัน เช่น ไร่หมุนเวียนต้องเผา 15.00-17.00 น

  3. เผาให้ถูกทิศทาง เผาจากบนลงล่าง ค่อย ๆ คุมไฟ

  4. เผาให้ถูกวิธี ทำเป็นทีม มีตำแหน่งหน้าที่ชัดเจน

  5. เผาให้ถูกคน ผู้ที่มีประสบการณ์และความรับผิดชอบ

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active