ฝุ่น PM 2.5 สูงต่อเนื่อง เครือข่ายอากาศสะอาดฯ เดินหน้าเรียกร้องรัฐบาลเห็นความสำคัญ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ที่จะแก้วิกฤตฝุ่น หลังคนไทยเผชิญฝุ่นต่อเนื่องยาวนาน วอนเดินหน้ากฎหมายหลังเดินมาเกินครึ่งทาง
วันนี้ (7 เม.ย. 2569) ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) กรมควบคุมมลพิษ รายงานภาพรวมฝุ่น PM2.5 พบเกินค่ามาตรฐานใน จ.นนทบุรี กรุงเทพฯ สมุทรปราการ เชียงราย เชียงใหม่ น่าน แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำพูน ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก ตาก กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี ลพบุรี สระบุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ราชบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี บึงกาฬ หนองคาย เลย อุดรธานี นครพนม หนองบัวลำภู สกลนคร มุกดาหาร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ ชัยภูมิ และ อุบลราชธานี
ภาคเหนือ เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 53.8 – 197.0 มคก./ลบ.ม. ซึ่งสูงที่สุด ลำดับที่ 1. แม่ฮ่องสอน 94.1-197.2 มคก./ลบ.ม. 2. เชียงใหม่ 66.3-196.3 มคก./ลบ.ม.3. เชียงราย 99.1-132.4 มคก./ลบ.ม.4. น่าน 92.0-120.7 มคก./ลบ.ม.5. พะเยา 114.0 มคก./ลบ.ม.6. ลำปาง 83.8-113.0 มคก./ลบ.ม.7. ลำพูน 102.5-113.0 มคก./ลบ.ม.8. พิษณุโลก 109.2 มคก./ลบ.ม.9. แพร่ 81.1 มคก./ลบ.ม.10. พิจิตร 75.8 มคก./ลบ.ม.11. อุทัยธานี 72.3 มคก./ลบ.ม.12. อุตรดิตถ์ 66.5 มคก./ลบ.ม.13. เพรชบูรณ์ 65.9 มคก./ลบ.ม.14. ตาก 64.9 มคก./ลบ.ม.15. กำแพงเพชร 61.3 มคก./ลบ.ม.16. นครสวรรค์ 57.3 มคก./ลบ.ม.17. สุโขทัย 53.8 มคก./ลบ.ม.

ชวน #60วันทวงคืนพรบอากาศสะอาด
กัญฐณา อภิรภากรณ์ กรรมการและประชาสัมพันธ์ สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ เผยกับ The Active ว่า สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาด จัดแคมเปญชวนประชาชนรณรงค์ #60วันทวงคืนพรบอากาศสะอาด เพื่อสะท้อนความต้องการของประชาชนต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
กัญฐณา กล่าวว่า เครือข่ายอากาศสะอาดฯ ต้องคอยรายงานให้ประชาชนรู้เท่าทันเรื่องที่สำคัญโดยเฉพาะกระบวนการติดตามหลังเลือกตั้งว่าผู้แทนที่ประชาชนเลือกเข้าไปทำหน้าที่ เป็นผู้แทนประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทวงถามเรื่อง ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ รัฐบาลที่ถูกเลือกไป ในช่วงเวลา 60 วัน อยากจะให้เขาหยิบยกมาพิจารณาต่อ ซึ่งเป็นหน้าที่พลเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ และหลักประชาธิปไตย
“เป็นกระบอกเสียง ที่จะแก้ไขความเข้าใจคลาดเคลื่อนของกลุ่มคนที่พยายามขัดขวาง ร่าง พ.ร.บ.ที่อาจจะขัดกับผลประโยชน์ และออกมาให้ข้อมูลที่ที่จะทำให้คนเกิดความสับสน ต่อเนื้อหาของ พ.ร.บ. อากาศสะอาดฯ ซึ่งหน้าที่ของเครือข่ายอากาศสะอาดจะคอยตอบคำถาม และให้ข้อมูลที่ถูกต้อง” กัญฐณา อภิรภากรณ์

พื้นที่ในเว็บไซต์ https://thailandcan.net สามารถเข้ามาพูด ระบาย แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาฝุ่นและ พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ได้ และสามารถแชร์ลง Facebook ติดแฮชแท็ก #60วันทวงคืนพรบอากาศสะอาด โดยจะรวบรวมส่งให้ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจต่อไป เพื่อให้ได้เห็นความต้องการของประชาชน
“เครือข่ายอากาศสะอาดจะขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและความรู้ ไม่ใช้อารมณ์ ต้องคอยพยายามให้ความรู้คนอยู่เรื่อย ๆ โดยเฉพาะร่างที่มีอยู่ตอนนี้เป็นร่างที่ริเริ่มโดยเรา แล้วมีแนวคิดหลายอย่างที่มาจากประชาชนที่ร่มกันร่างมา เราจึงมีความเข้าใจที่มาของความคิดในการร่าง” กัญฐณา อภิรภากรณ์
กัญฐณา ชี้ว่า แคมเปญดังกล่าวสุดท้ายจะไปจบที่โครงการ “อากาศสะอาดศึกษา” ที่จะให้ประชาชนเข้าไปสมัครเรียนรู้ตั้งแต่เรื่องโครงสร้างกฎหมาย ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ รวมถึงสุขภาพ ซึ่งเตรียมจะเผยแพร่ในช่วงสัปดาห์นี้ เพื่อติดอาวุธให้กับคนที่อยากขับเคื่อนร่วมกัน
คุณภาพอากาศ คือ คุณภาพชีวิตประชาชน
วอนเดินหน้ากฎหมายหลังเดินมาเกินครึ่งทาง
วิรตี ทะพิงค์แก ผู้เขียน และเจ้าของสำนักพิมพ์เมาท์เทนมายด์ ผู้เขียนนิทาน 2 ภาษา เรื่อง ‘ในวันที่เรามีอากาศดี ๆ ไว้หายใจ’ (Another Breath to Live) ให้สัมภาษณ์ the Active ในฐานะคนที่อยู่ในพื้นที่ภาคเหนือที่เผชิญภัยพิบัติทุกปีและเป็นแบบนี้มามากกว่า 15 ปีแล้ว วิรตี ชี้ว่า ตอนที่ยังไม่มีร่างกฎหมายอากาศสะอาดฯ เรื่องฝุ่นจะกลับมาวนทุกปี คือมีฝุ่นทีคนที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบก็จะออกมาบ่น จนกระทั่งมีการริเริ่มแนวคิดที่จะต้องมีการแก้ปัญหาในระดับนโยบาย เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเหตุการณ์ และการแก้ไขไม่ควรเป็นการแก้ไขในระดับเหตุการณ์ แต่จะต้องถูกแก้ไขในระดับนโยบาย มองว่านับตั้งแต่ที่เริ่มมีการร่างกฎหมายอากาศสะอาดฯ ก็ไม่ควรกลับไปที่จุดเดิมและ ต้องทำความเข้าใจว่า “เราไม่สามารถแก้ปัญหาเดิมโดยวิธีแบบเดิมได้”

วิรตี กล่าวว่า การที่ สส.พรรคภูมิใจไทย อภิปราย บอกว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่แล้ว ตั้งคำถามว่าทำไมที่ผ่านมาถึงแก้ไม่ได้ ถ้าหากสามารถแก้ได้ก็คงแก้ได้นานแล้ว ไทม์ไลน์มันถึงมาสู่ขั้นตอนที่มีการร่างกฎหมายอากาศสะอาดฯ เพื่อที่จะคุ้มครองทุกคนทุกมิติ โดยดูจากช่องว่างของปัญหาเดิมที่มี ตอนนี้มีหน่วยงานเยอะ แต่หน่วยงานแต่ละหน่วยก็มีหน้าที่ภารกิจงบประมาณในแบบของตัวเองสั่งงานเข้ากันไม่ได้แต่ปัญหาต้องการการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
“ที่สำคัญ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ฉบับประชาชนที่เครือข่ายอากาศสะอาด เป็นคนยื่นใช้เวลายาวนาน กว่าจะมีการร่างแก้ไข จนกระทั่งผ่านสภาแล้ว ว่าเกินครึ่งทาง การที่ร่างกฎหมายฉบับหนึ่งจะถูกยกขึ้นมาว่าจะเอาร่างนี้มาถกกันในสภาฯ สส. ซึ่งผ่านการพูดคุยกันมาอย่างเข้มข้น ซึ่งเกือบจะถึงเส้นชัยอยู่แล้ว และสภาฯ ก็อวดคะแนนซึ่งจนผ่านไปได้”
วิรตี ทะพิงค์แก
วิรตี ระบุว่า ทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ 6 เดือน 1 ปี และไม่ควรจะต้องวนกลับไปที่จุดเริ่มต้นอีก เพราะนี่เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และทุกครั้งเวลาที่เราเห็นปรากฏการณ์ของฝุ่นเราจะเห็นเป็นฤดูกาลในประเทศไทย ซึ่งแต่ละพื้นที่จะมีช่วงเวลาของการเผชิญฝุ่นไม่พร้อมกัน มีช่วงเวลาของคนกรุงเทพฯ ที่เจอฝุ่น แต่แหล่งกำเนิดเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ที่เราเห็นเป็นข่าวในเชิงภาพรวมก็คือพื้นที่ภาคเหนือที่เจอหนัก แต่ประเด็น คือ กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ทำให้แค่คนภาคเหนือ แต่ทำให้คนทุกคนในประเทศไทยมีสิทธิ์ที่จะหายใจในอากาศสะอาด คุณภาพชีวิตพื้นฐานอย่างการหายใจเป็นเรื่องที่เราไม่สามารถที่จะหยุดได้แม้สักวินาที เป็นเรื่องของการมีชีวิตและความเป็นความตาย จึงเป็นความสัมพันธ์และเร่งด่วน และไม่ใช่เป็นการทำเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นการทำเพื่อคนทุกคนในประเทศนี้
“ในฐานะที่เป็นคนที่เจอภัยพิบัติฝุ่นมาตลอดตลอดเวลา เชียงใหม่ถูกมองเป็นเมืองใหญ่ เป็นเมืองท่องเที่ยว ซึ่งจึงสามารถนำงบประมาณลงไปใช้ในการจัดการปัญหาได้แต่ก็ไม่ทำ เพราะกลัวกระทบเรื่องการท่องเที่ยว อยากให้คนมาเที่ยวที่จังหวัดตัวเอง แต่ว่าสภาพแบบไม่น่าเชิญชวนที่จะพาเที่ยวเลย ไม่ใช่ว่านักท่องเที่ยวไม่รู้ จากการพูดได้พูดคุยกับนักท่องเที่ยว Long Stay (พำนักระยะยาว ) จากหลายประเทศ บอกว่า ถึงหน้าร้อนจะต้องวางแผนเดินทางไปที่อื่น เพราะเชียงใหม่เป็นแบบนี้ทุกปีเลย”
วิรตี ทะพิงค์แก
เธอย้ำว่า นี่เป็นความย้อยแย้งของรัฐบาลที่อยากให้เศรษฐกิจดี แต่ไม่แก้ปัญหาปัญหาที่ต้นเหตุ และที่สำคัญการที่เป็นเมืองท่องเที่ยว คำนึงเพียงแต่คุณภาพชีวิตของท่องเที่ยว มีงบประมาณจัดอีเวนท์ แต่ไม่มีงบดูแลคุณภาพชีวิตประชาชน และจะดีกว่าหรือไม่ถ้ากฎหมายที่แก้ในระดับโครงสร้าง มีกองทุนอากาศสะอาด ที่ดูแลคนเปราะบาง นอกเหนือจากการดับไฟ คือ ควันเกิดไปแล้ว มีใครหน้ากากไปให้คนเปราะบาง คนที่ไม่มีเงิน คนที่ไม่มีห้องแอร์ ไม่มีเครื่องฟอกอากาศ
“เมืองทุกเมือง ไม่ว่าเมืองนั้นจะเป็นเมืองท่องเที่ยวหรือไม่ คนอยู่ตรงนั้น ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี เมื่อคนในเมืองมีคุณภาพชีวิตดี คนที่มามาเที่ยวก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีตาม ซึ่งมีเป็นหลักการพื้นฐาน ส่วนเมืองที่ถูกผลักดันให้เป็นเมืองท่องเที่ยว แต่คำนึงถึงแต่เม็ดเงิน ไม่มีใครที่จะมาแก้ไขปัญหาหรือพูดในสิ่งที่เป็นปัญหาอยู่ก็จะถูกด่าหาว่าทำไมการท่องเที่ยว คือเราไม่สามารถสร้างเม็ดเงินได้จากคุณภาพชีวิตที่แย่” วิรตี กล่าวทิ้งท้าย
