ย้ำท้องถิ่นแก้ฝุ่นติดข้อจำกัด ไร้อำนาจตรวจ-สั่งการ หวัง ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ ช่วยปลดล็อก กทม.

ส่งการบ้าน 4 ปีแก้ฝุ่น กทม. ‘พรพรหม’ ชี้ ฝุ่นปีนี้ ลดลง 50% เชื่อผลจากเข้มมาตรการลดเผา-คุมรถควันดำ หวัง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ช่วยทลายข้อจำกัดท้องถิ่นแก้ฝุ่น ปลดล็อก ตั้ง ‘เจ้าพนักงานอากาศสะอาด’ เชื่อมความร่วมมือข้ามจังหวัด เผยเตรียมร่างแผนปฏิบัติงานรอไว้แล้ว หากกฎหมายผ่าน ท้องถิ่นต้องลงมือทันที

เป็นที่ชัดเจนว่า ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …  (พ.ร.บ.อากาศสะอาด) ได้เดินหน้าต่อในขั้นตอนเดิม หลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติเห็นชอบ โดยหลังจากนี้จะเริ่มดำเนินการพิจารณาต่อในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญ วุฒิสภา ก่อนเข้าว่าระ 2 และ 3 ต่อไป อย่างไรก็ตามร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ยังมีข้อถกเถียงหลายประการที่เห็นต่างจากร่างที่ผ่านสภา สส. วาระ 3

The Active สอบถามประเด็นนี้ภายในการแถลงสรุปงาน ทีมชัชชาติ ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากเรื่องการจัดการขยะ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ยังรวมถึงแผนงานในอนาคตต่อการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดย พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ อดีตที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า จากการทำงานแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 มาตลอด 4 ปี เชื่อว่า ถ้ามี พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่เป็นไปตามร่างฉบับปัจจุบัน (ฉบับที่รวมจาก 7 ร่าง) คือ เจ้าหน้าที่ของ กทม. จะได้แต่งตั้งเป็น “เจ้าพนักงานอากาศสะอาด” น่าจะทำให้เจ้าหน้าที่ในระดับท้องถิ่นทำได้หลายอย่าง ที่ปัจจุบันไม่สามารถทำได้ เช่น การใช้อำนาจตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ

“จากที่เคยเห็นผมไปตรวจรถเมล์ควันดำแล้วถูกด่า แต่ถ้ามีอำนาจ ก็จะสามารถตรวจได้ โรงงานที่เข้าไปก็ได้แค่ไปดู ทำอะไรไม่ได้ เพราะเขากลัวแต่กรมโรงงานฯ เราก็จะสามารถเข้าไปได้เต็มที่ รวมถึง พ.ร.บ.อากาศสะอาด จะมีคำว่าพื้นที่ลุ่มอากาศเดียวกัน หรือ Airshed ไม่ว่าจะเป็น กรุงเทพฯ นครนายก จะเป็นคนละจังหวัดคนละเขตการปกครอง แต่สามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ดีขึ้น ก็จะทำให้การช่วยเหลือในจังหวัดอื่น ๆ ทำได้มากกว่านี้ หรืออาจมีการทำโครงการร่วมกันที่เป็นรูปธรรม”

พรพรหม วิกิตเศรษฐ์

เอกวรัญญู อัมระปาล อดีตผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าฯ กทม. และโฆษก กทม. – พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ อดีตที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม.

พรพรหม ยังกล่าวถึง เรื่อง “ค่าธรรมเนียมอากาศสะอาด” ที่เก็บจากผู้ปล่อยมลพิษ โดยเชื่อว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาด จะให้อำนาจตรงนี้ ซึ่ง กทม. เตรียมรับลูกเอาไว้ โดยการร่างแผนปฏิบัติงานรอ พ.ร.บ.อากาศสะอาด

“คนมักจะคิดว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาด บังคับใช้แล้วอากาศจะดีเลย แต่เมื่อเขาให้อำนาจท้องถิ่นมากขึ้น ท้องถิ่นต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้และออกเป็นกฎหมายลูก ไม่ใช่ว่ากฎหมายออกมาแล้วท้องถิ่นอยู่เฉย ๆ รอเวลาไป 3-4 ปีกว่าจะเริ่มทำอะไรอากาศก็จะไม่ดีขึ้น ย้ำว่า กทม. เตรียมพร้อมเอาไว้หมดแล้ว”

พรพรหม วิกิตเศรษฐ์

ขณะที่ เอกวรัญญู อัมระปาล อดีตผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าฯ กทม. และโฆษก กทม. เสริมว่า สิ่งที่ทำมาก่อนหน้านี้ ไม่ได้รอ พ.ร.บ.อากาศสะอาด แต่ทำงานเชิงรุกเชิงรับภายใต้นโยบายและอำนาจที่มี และบางอย่างอาจทำเกินอำนาจ เช่น การเข้าไปที่จังหวัดอื่นเพื่อขอความร่วมมือ และไปให้ความช่วยเหลือทั้งอุปกรณ์และชุดความรู้กับเกษตรกรในพื้นที่ โดยมีเงื่อนไขอธิบายเรื่องสภาพอากาศ และขอความร่วมมือไม่เผาในช่วงที่สภาพอากาศปิด ทำให้เกษตรกรยอมรับได้ภายใต้ข้อจำกัด 

พรพรหม ระบุถึงผลการแก้ปัญหาที่ผ่านมา พบว่า จากการศึกษาปัญหาฝุ่น PM 2.5 ใน กทม. 65% มาจากการเผาชีวมวลหรือวัสดุทางการเกษตร ทำให้ต้องหาความเชื่อมโยงระหว่าง “เผา กับ ฝุ่น” พบว่า วันที่ฝุ่นสูงสอดคล้องกับการเผาในจังหวัดใกล้เคียง และยังสอดคล้องกับอัตราการระบายอากาศ

โดยเปรียบเทียบจากปี 2568 มีปัญหาสภาพอากาศปิด ประกอบมีการเผา ทำให้ฝุ่นวิกฤต แต่ในปี 2569 แม้สภาพอากาศปิด แต่ไม่มีการเผา ทำให้ฝุ่น กทม. ดีขึ้น ซึ่งการเข้าไปร่วมมือกับจังหวัดใกล้เคียงเพื่อลดฝุ่นช่วยได้มาก เช่น สนับสนุนเครื่องอัดฟาง ส่งเจ้าหน้าที่ดับไฟไปช่วย รองลงมา คือ ฝุ่นที่มาจากรถยนต์ดีเซลเก่า และรถควันดำ ซึ่งใช้มาตรการ Low Emission Zone และ โครงการ “รถคันนี้สีเขียว” ขึ้นทะเบียน Green List ที่ร่วมเอกชนส่งเสริมการเปลี่ยนไส้กรอง น้ำมันเครื่อง

ขณะที่เดียวกัน พบว่า ในปี 2569 มีวันที่ฝุ่นเกินค่ามาตรฐานลดลงจาก 56 วัน เหลือ 28 วัน เมื่อเทียบกับปีก่อน หรือคิดเป็น 50% ส่วนค่าเฉลี่ยฝุ่นลดลง 17% คือจาก 34.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เหลือ 29.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ประกาศ กทม. เขตควบคุมมลพิษ ช่วยได้แค่ไหน ?

เมื่อถามว่าการประกาศให้ กทม. เป็นเขตควบคุมมพิษ ส่งเสริมการทำงานของท้องถิ่นมากน้อยแค่ไหน พรพรหม ชี้ว่า สำหรับการประกาศเขตควบคุมมลพิษ มี 2 มิติ คือ

  1. การให้อำนาจ แต่ไม่ได้เยอะเพราะอำนาจจะมาจากที่รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำหนดไว้ แต่ กทม. สามารถเอามาทำให้เข้มข้นขึ้น เช่น เรื่องของมาตรฐานควันดำ ที่ห้ามเกิน 30% กทม. สามารถปรับได้เลยคือเหลือ 10% แต่การจะไปขออำนาจเพิ่ม ทำนอกเหนือจากนี้ไม่ได้ต้องรอให้รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกาศก่อน

  2. สิ่งที่เขตควบคุมมลพิษช่วยได้คือ ทำให้ กทม. มีน้ำหนักมากขึ้นในการที่จะไปขอความร่วมมือ

“ผมเชื่อว่าถ้าเราไม่ได้เป็นเขตควบคุมมลพิษ การพูดคุยกับจังหวัดใกล้เคียงอย่างนครนายก อาจจะมีน้ำหนักตรงที่ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ไปคุยเอง แต่อาวุธอย่างการประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษทำให้ทางจังหวัด ต้องตั้งใจให้ความร่วมมือกับเรา กล่าวคือทำให้มีอำนาจในการเข้าไปพูดคุยกับหน่วยงานอื่น มีความเข้มแข็งมากขึ้น”

พรพรหม วิกิตเศรษฐ์


Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active