อดีตผู้เชี่ยวชาญ UN ย้ำ ต้นตอฝุ่นกว่าครึ่ง มาจากมลพิษข้ามแดน เผยในรอบ 10 ปี ประเทศไทยให้เงินช่วยเหลือเพื่อนบ้านแบบ “ใส่ทุกซอง” แต่ไม่เคยมุ่งเป้าแก้ปัญหาฝุ่นควันข้ามพรมแดน ชี้ ลำพังการจับมือถ่ายรูปไม่ช่วยอะไร เสนอทางออกปรับวิธีใช้ งบฯ ดึง UN ตัวกลางลุยแก้ปัญหาเชิงระบบ
วิสุทธิ์ ตันตินันท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และอดีตผู้เชี่ยวชาญองค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่วนเวียนกลับมาทุกปี สร้างผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล ตลอดสิบปีที่ผ่านมา แม้หน่วยงานรัฐจะพยายามแก้ปัญหาในประเทศ ทั้งการตรวจสอบจุดความร้อน พ่นน้ำละอองฝอยขึ้นฟ้า หรือภาคประชาชนที่ต้องเสี่ยงภัยดับไฟป่า แต่งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันตรงกันว่า ต้นตอของปัญหามากกว่าครึ่งหนึ่งคือ “มลพิษข้ามพรมแดน”

ขณะที่บทบาทของไทยบนเวทีระหว่างประเทศในการจัดการปัญหานี้กลับยังไม่สะท้อนผลลัพธ์ที่ชัดเจน ทำได้เพียงการประชุม จับมือ ถ่ายรูป และภาวนา โดยเฉพาะแผน ASEAN Transboundary Haze Free ที่ตั้งเป้าปลอดฝุ่นตั้งแต่ปี 2563 แต่การเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติกลับเกิดขึ้นช้ามาก
เปิดข้อมูล 10 ปี เงินช่วยเหลือไทย 3.5 หมื่นล้าน อยู่ที่ไหน ?
วิสุทธิ์ ยังเปิดเผยข้อมูลโดยอ้างอิงข้อมูลจาก OECD และกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ไทยให้เงินช่วยเหลือต่างประเทศไปราว 3.5 หมื่นล้านบาท โดยผู้รับความช่วยเหลือสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
- สปป.ลาว 9,300 ล้านบาท
- เมียนมา 3,800 ล้านบาท
- กัมพูชา 2,400 ล้านบาท
“การช่วยเหลือเกือบทั้งหมด คือ โครงสร้างพื้นฐาน และโครงการนำร่องที่กระจัดกระจาย แต่ไม่ปรากฏการลงมือแก้ไขมลพิษข้ามเลย เรายังวนเวียนกับการประชุม ตั้งคณะทำงาน ล่าสุดในปีนี้ ก็ยังไปไกลแค่แลกเปลี่ยนข้อมูลดาวเทียม และการตรวจจับความร้อน ยังไม่ถึงการสร้างระบบ ทั้ง ๆ ที่ปัญหานี้มีมาหลายปี เราไม่จำเป็นต้องเพิ่มเงินช่วยเหลือเลย เพียงแค่ปรับการใช้เงินให้มีเป้าหมายที่เป็นประโยชน์ร่วมของเรา”
วิสุทธิ์ ตันตินันท์
3 ข้อเสนอ เปลี่ยนการ “ใส่ซอง” สู่การแก้ปัญหาเชิงระบบ
วิสุทธิ์ ชี้ให้เห็นว่า เมื่อโลกเผชิญปัญหาข้ามพรมแดนอย่างวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ประเทศผู้นำโลกจะใช้การสนับสนุนทางการเงินเบื้องต้น และส่งผู้เชี่ยวชาญผ่านตัวกลางอย่าง UN เพื่อเข้าไปวางระบบข้อมูล กฎหมาย ภาษี และกลไกภาคประชาชนในประเทศนั้นๆ เพื่อให้ระบบเดินหน้าต่อได้ ซึ่งไทยสามารถปรับใช้แนวทางนี้ได้ทันทีโดยไม่ต้องเพิ่มงบประมาณ เพียงแค่ “ปรับการใช้เงินให้มีเป้าหมาย” พร้อมเสนอ 3 ทางออกสำคัญ ได้แก่
- ก้าวข้ามการให้แบบไร้จุดหมาย เปลี่ยนบทบาทจากที่เคยให้ความช่วยเหลือแบบ เศรษฐีใหม่ ที่กระจัดกระจาย มาเป็นการให้แบบ มีเป้าหมาย โดยเจาะจงไปที่การแก้ปัญหามลพิษข้ามแดน ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทุกประเทศ
- ขยายรูปแบบความร่วมมือต้องยกระดับจากการจัดประชุม อบรม หรือให้ทุนการศึกษา ไปสู่โครงการพัฒนาเชิงระบบที่ ลงมือปฏิบัติจริง นอกประเทศ เหมือนที่ประเทศผู้นำโลกดำเนินการ
- ทำงานผ่าน “ตัวกลาง” ที่เครือข่ายแข็งแกร่ง: ก้าวข้ามความคิดที่ว่าหน่วยงานไทยต้องลุยเดี่ยว และหันมาใช้ประโยชน์จากสถานะการเป็นศูนย์กลางภูมิภาคของ UN โดยดึงองค์กรระหว่างประเทศ เช่น UNDP หรือ UNODC ซึ่งมีเครือข่ายความร่วมมือและทำงานใกล้ชิดกับหน่วยงานในเพื่อนบ้าน ทั้งเมียนมา ลาว และเวียดนาม ทุกวัน มาเป็นตัวกลางเชื่อมประสาน แทนการรอจัดประชุมร่วมกันเพียงปีละครั้งซึ่งไม่ทันการ

“อย่าลืมว่าไทย คือ ศูนย์กลางภูมิภาคของยูเอ็น และองค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง ซึ่งมีหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาให้ประเทศต่างๆ ไม่ว่า UNDP หรือ UNODC ก็มีเครือข่ายในเมียนมา ลาว เวียดนาม อยู่แล้ว ทำงานกับเครือข่ายในทุก ๆ วัน ขณะที่ไทยอาจมีประชุมกับเพื่อนบ้านได้เพียงปีละครั้ง ซึ่งไม่ทัน”
วิสุทธิ์ ตันตินันท์
เมื่อประเทศไทยก้าวข้ามความเชื่อและความคิดเดิม ๆ ไปได้ ไทยจะเปลี่ยนบทบาทจากการตั้งรับ สู่การเป็นผู้นำการแก้ปัญหาระหว่างประเทศอย่างจริงจัง โดยเริ่มจากแก้ปัญหามลพิษข้ามพรมแดน ซึ่งทุกประเทศได้ประโยชน์โดยเฉพาะไทย
