ย้ำ คำสัมภาษณ์ ‘สุชาติ’ สะท้อนความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อ ‘กม.อากาศสะอาด’ หลังกังวลเรื่องการดูแลกลุ่มเปราะบาง-อัตราค่าปรับภาคธุรกิจ แจง การชดเชยเยียวยาไม่ใช่ภาระงบประมาณใหม่ แต่เพิ่มประสิทธิภาพในระบบสาธารณสุขตามหน้าที่รัฐ ส่วน ค่าปรับ ตั้งเป็นเพดานกระตุ้นให้ธุรกิจปรับปรุงระบบการผลิตไม่ปล่อยมลพิษ
จากกรณีที่ สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์หลังลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ร่วมกับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 โดยระบุ ว่า ไฟที่เกิดขึ้น เกิดจากประชาชนที่คิดแต่จะหาของป่า ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนตระหนักถึงโทษของการเผาป่า ว่าการเข้าไปเผาหาของป่าทำให้เกิดมลพิษต่อคนหมู่มากดังนั้นต้องระวัง
รมว.ทส. ยังยืนยันสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด แต่ต้องพิจารณาออกกฎหมายที่ไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.การลงทุน และต้องดูอีกหลายส่วน เช่นคำว่า กลุ่มเปราะบางทำงานกลางแจ้ง แบบนี้จะตีความอย่างไร และจะเยียวยาแบบใด ส่วนในเรื่องค่าปรับก็ต้องดูความเหมาะสม การออกกฎหมายต้องมีมิติทั้ง 2 ด้าน
- อ่านเนื้อหาฉบับเต็ม : ‘สุชาติ’ โบ้ย คนเผาหาของป่า ต้นตอฝุ่นเหนือ! ยันหนุน ‘กม.อากาศสะอาด’ แต่ต้องไม่ขัดการลงทุน
ล่าสุด วันนี้ (22 เม.ย. 69) สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ ระบุถึงคำให้สัมภาษณ์ของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่แสดงความกังวลต่อ ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. … (พ.ร.บ.อากาศสะอาด) ในประเด็น กลุ่มเปราะบาง และ อัตราค่าปรับภาคธุรกิจ โดยนำรายละเดียดสาระสำคัญในร่างกฎหมายมาชี้แจง ดังนี้
ประเด็นที่ 1 ความชัดเจนของ “กลุ่มเปราะบาง” และ “ผู้ทำงานกลางแจ้ง”
จากข้อกังวลของ รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง นิยามที่กว้างเกินไปนั้น เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากกลไกของกฎหมาย โดยอธิบายให้เห็น ผ่านกฎหมายแม่บท กับ กฎหมายลูก สำหรับ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด คือ “กฎหมายแม่” ที่วางหลักการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ส่วนรายละเอียดว่าใครคือกลุ่มเปราะบางจะถูกระบุชัดเจนใน “กฎหมายลูก” ซึ่งจะมีการอ้างอิงและบูรณาการเข้ากับ กฎหมายแรงงาน เพื่อระบุขอบเขต “ผู้ทำงานกลางแจ้ง” ให้ชัดเจนและปฏิบัติได้จริง

ที่สำคัญการชดเชยเยียวยาไม่ใช่ภาระงบประมาณใหม่ แต่คือการใช้อำนาจที่มีประสิทธิภาพ การระบุกลุ่มเปราะบางไม่ใช่แค่เรื่องการแจกเงิน แต่คือการให้คณะกรรมการนโยบาย มีกรอบในการใช้ดุลพินิจที่เข้มงวดขึ้น เช่น การกำหนดค่ามาตรฐานมลพิษในพื้นที่ที่มีกลุ่มเปราะบางอาศัยอยู่หนาแน่น หรือการอำนวยความสะดวกด้านสาธารณสุข ซึ่งรัฐมีหน้าที่ต้องทำอยู่แล้ว
ประเด็นที่ 2 อัตราค่าปรับ ทำไมต้องอ้างอิงสากลและสิงคโปร์
ส่วนการกำหนด ค่าปรับ ไม่ได้ดูแค่ในอาเซียนแบบผิวเผิน แต่พิจารณาจากข้อมูลทางเศรษฐศาสตร์และมาตรฐานสากล ซึ่งบทเรียนจากสิงคโปร์ ในกรณีมลพิษข้ามแดน อ้างอิงอัตราโทษจาก Transboundary Haze Pollution Act หรือ พ.ร.บ.มลพิษหมอกควันข้ามพรมแดน ของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค

นอกจากนี้ยังเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ โดยค่าปรับที่สูงมีไว้เพื่อเป็น “เพดาน” สำหรับดัดหลังบริษัทรายใหญ่ที่จงใจปล่อยมลพิษ เพื่อให้ต้นทุนในการทำผิดสูงกว่าต้นทุนในการติดตั้งเครื่องจักรป้องกันมลพิษ (Polluter Pays Principle) ขณะเดียวกันรายเล็กที่ทำผิดเล็กน้อยก็ยังได้รับโทษที่เหมาะสมตามดุลพินิจ ไม่ได้เหมาเข่งปรับหนักทุกคน
“เราต้องเน้นย้ำว่า ร่าง พ.ร.บ. นี้ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรีดภาษี หรือ จ้องจะปรับ แต่ต้องการ สร้างอากาศสะอาด ดังนั้นขั้นตอนการบังคับใช้จึงมีลำดับความสำคัญ”
สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ

สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ ยังอธิบายขั้นตอนการบังคับใช้กฎหมาย ดังนี้
- มาตรการช่วยเหลือเปลี่ยนผ่าน (SMEs Transition) : สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย รัฐจะมีมาตรการสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ การให้คำปรึกษาทางเทคนิค หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อให้ธุรกิจสามารถปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ก่อน
- ค่าธรรมเนียมไม่ใช่ภาษี แต่คือค่าเสียโอกาสทางสังคม : การเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าปรับจะไม่เกิดกับธุรกิจทุกรายแต่จะมุ่งเน้นไปที่รายใหญ่ที่ก่อมลพิษสูงซึ่งมีกำลังในการปรับปรุงเทคโนโลยีแต่ไม่ทำ ธุรกิจที่ดื้อดึง (Non-compliance) คือ กลุ่มที่ได้รับคำแนะนำและเวลาในการปรับตัวแล้ว แต่ยังคงเพิกเฉยต่อการแก้ไข
“เป้าหมาย คือ พฤติกรรม ไม่ใช่ ตัวเงิน เงินค่าปรับไม่ใช่รายได้หลักที่รัฐต้องการ แต่เป้าหมายคือการตั้งเพดานให้สูงพอที่จะทำให้การปรับปรุงโรงงานคุ้มค่ากว่าการจ่ายค่าปรับไปวัน ๆ”
สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ
ประเด็นที่ 3 มิติการลงทุน กับ มูลค่าชีวิตคนไทย
เครือข่ายอากาศสะอาดฯ ยังชี้ด้วยว่า การอ้างเรื่องการแข่งขันและการลงทุนในอาเซียนเพียงอย่างเดียว อาจเป็นการมองข้ามต้นทุนทางสุขภาพที่ประชาชนต้องแบกรับ และคำถามสำคัญที่สังคมต้องช่วยกันถาม คือ ในเมื่อสิงคโปร์ยังมีกฎหมายที่ลงโทษผู้ก่อมลพิษอย่างรุนแรงเพื่อคุ้มครองพลเมืองของเขาได้ แล้วชีวิตและลมหายใจของคนไทย มีค่าน้อยกว่าประชาชนชาวสิงคโปร์หรืออย่างไร ? ถึงต้องตั้งค่าปรับให้เกรงใจทุนใหญ่จนไม่สามารถคุ้มครองคนในชาติได้
