ชี้ ความร้อน-สูดดมควันไฟ กระทบระบบทางเดินหายใจ หัวใจ และสมอง แนะเฝ้าระวังอาการ 24-48 ชั่วโมง อาจหายใจลำบาก ไอ มีเสมหะปนเขม่า เสียงแหบ มึนงง ซึมลง ย้ำ ประเมินอาการ หากพบความผิดปกติฉุกเฉิน พบแพทย์ทันที
วันนี้ (13 ก.ค. 2569) พ.ต.นพ.ชาญฤทธิ์ ล้อทวีสวัสดิ์ อุปนายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และที่ปรึกษาเลขาธิการแพทยสภา กล่าวถึงเหตุการณ์ไฟไหม้สถานบันเทิงย่านห้าแยกลาดพร้าว โดยให้คำแนะนำว่า ผู้รอดชีวิตจากเหตุไฟไหม้ดังกล่าวควรไปตรวจสุขภาพทันที เพื่อประเมินผลที่เกิดขึ้นจากความร้อนและควันไฟ หากมีอาการข้อใดข้อหนึ่ง ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที ได้แก่ อาการทางระบบหายใจ, หายใจลำบาก, หอบเหนื่อย, ไอถี่, ไอมีเสมหะสีดำปนเขม่าเสียงผิดปกติ, เสียงแหบลง, เจ็บคอมาก, ส่วนอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท เช่น ปวดหัวรุนแรง, มึนงง, สับสน, วิงเวียนศีรษะ, ซึมลง หรือหมดสติ

ทั้งนี้เนื่องจากในควันไฟมีสาร 2 ชนิด ที่มีผลต่อสุขภาพมาก คือ ก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ และ อนุภาคขนาดเล็ก ๆ เช่น PM 2.5 หรือ อนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่า ซึ่งมองด้วยตาไม่เห็น เมื่อหายใจคาร์บอนมอนออกไซด์ร่างกายจะใช้ออกซิเจนไม่ได้ ทำให้เกิดอาการขาดออกซิเจน ได้แก่ ปวดศีรษะ ลดความตื่นตัว และทำให้เกิดอาการของหลอดเลือดหัวใจเช่น เจ็บหน้าอก นอกจากนี้ อนุภาคยังเข้าไปยังทางเดินหายใจโดยตรง ทำให้เกิดไอ หายใจลำบาก และทำให้คนที่เป็นโรคมีอาการรุนแรงขึ้น
ขณะที่การหายใจควันไฟในระยะแรกจะเกิดผลเฉียบพลัน โดยควันจะระคายเคืองตา จมูก คอ และกลิ่นจะทำให้คลื่นไส้ ปอดทำงานลดลงทำให้ออกซิเจนในร่างกายน้อยลง
สำหรับ ภาวะแผลไฟไหม้จากความร้อนและสารเคมี โดยการตรวจร่างกายภายนอก ประเมินบาดแผลไฟไหม้ตามร่างกาย ว่ามีความลึกและกินพื้นที่กี่เปอร์เซ็นต์ของร่างกาย รวมถึงหาคราบเขม่าบริเวณใบหน้า จมูก หรือขนจมูกไหม้อาการที่ต้องเฝ้าระวังและรีบกลับไปหาหมอ (Delayed Symptoms)แม้ในช่วงแรกจะรู้สึกปกติ แต่ให้สังเกตอาการเหล่านี้อย่างใกล้ชิด
“สิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ ภาวะการสูดสำลักควัน (Inhalation Injury) ซึ่งก๊าซพิษและความร้อนสามารถทำลายปอดได้ โดยอาการอาจไม่แสดงผลทันทีใน 24-48 ชั่วโมงแรก”
พ.ต.นพ.ชาญฤทธิ์ ล้อทวีสวัสดิ์
อย่างไรก็ตามการตรวจร่างกายที่แพทย์มักจะประเมินเมื่อไปถึงห้องฉุกเฉินหรือโรงพยาบาล แพทย์จะทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด ดังนี้
- ตรวจระบบทางเดินหายใจและปอด ฟังเสียงปอด เอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray) และอาจส่องกล้องตรวจทางเดินหายใจ (Bronchoscopy) เพื่อหาการบวม แผลไหม้ หรือเขม่าในหลอดลมวัดระดับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO)
- ตรวจเลือดเพื่อดูปริมาณก๊าซพิษในร่างกาย เนื่องจากก๊าซนี้แย่งจับกับออกซิเจน ทำให้หมดสติและเสียชีวิตได้ตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry) เฝ้าระวังภาวะพร่องออกซิเจน
นอกจากนี้ ผู้ที่เข้าไปช่วยในจุดเกิดเหตุ เช่น พนักงานดับเพลิง และหน่วยกู้ภัย ซึ่งต้องเข้าไปดับเพลิงบ่อย ๆ อาจทำให้หายใจเข้าไปซ้ำ ๆ กัน ทั้งนี้ควันไฟที่เห็นก็อันตราย แต่ส่วนที่อันตรายกว่า คือ อนุภาค (PM) ที่มองไม่เห็น ดังนั้นการเข้าไปดับเพลิงแม้ในระยะสั้นบ่อย ๆ ก็จะทำให้เกิดผลต่อสุขภาพระยะยาวได้ เช่น โรคปอด โรคของหัวใจ และหลอดเลือด

สำหรับแนวทางรับมือการสูดดมควันไฟเบื้องต้น พ.ต.นพ.ชาญฤทธิ์ ระบุว่า ควรรีบหนีออกจากพื้นที่โดยเร็ว ด้วยการหมอบต่ำและคลานไปที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ เนื่องจากควันและก๊าซร้อนจะลอยตัวขึ้นที่สูง หรือใช้ผ้าชุบน้ำปิดจมูก เพื่อช่วยกรองเขม่าควันระดับหนึ่งและลดการสูดดมอนุภาคพิษ
ส่วนการประเมินและดูแลผู้ประสบภัยในจุดเกิดเหตุ มีดังนี้
- การเคลื่อนย้ายและประเมินเบื้องต้นอพยพผู้ประสบภัย
– รีบพาผู้ประสบภัยไปยังพื้นที่เหนือลมหรือสถานที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์และถ่ายเทสะดวกทันที
– จัดท่าทาง: หากผู้ป่วยรู้สึกตัวดี ให้จัดนั่งในท่าที่สบายที่สุด หากผู้ป่วยหมดสติแต่ยังหายใจได้ ให้จัดนอนตะแคง (Recovery Position) เพื่อป้องกันลิ้นตกและป้องกันการสำลัก
– คลายเสื้อผ้า: ปลดกระดุมเสื้อ เข็มขัด หรือคลายเสื้อผ้าที่รัดแน่นบริเวณลำคอและหน้าอกออก เพื่อให้ปอดขยายตัวและรับออกซิเจนได้เต็มที่ - การช่วยชีวิตฉุกเฉิน (หากจำเป็น)
– ประเมินการหายใจ: สังเกตการขยับของหน้าอก และฟังเสียงการหายใจ
– ทำ CPR: หากผู้ป่วยหมดสติ ไม่ตอบสนอง และไม่หายใจ ให้ทำการกู้ชีพ (CPR) ทันที และโทรเรียกรถพยาบาล - การดูแลเฉพาะจุดเมื่อมีอาการระคายเคือง
– ระคายเคืองตา: หากมีเขม่าหรือควันเข้าตา ให้ใช้น้ำสะอาด (เช่น น้ำดื่มบรรจุขวด) ล้างตาต่อเนื่องอย่างน้อย 15 นาที โดยลืมตาในน้ำหรือเปิดให้น้ำไหลผ่าน
– ระคายเคืองคอ: หากคอแห้งหรือแสบ สามารถจิบน้ำสะอาดทีละน้อยเพื่อบรรเทาอาการได้
นอกจากนี้อาการอันตรายที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันทีแม้ผู้ป่วยจะรู้สึกตัวดีในระยะแรก แต่ควันไฟอาจทำให้ทางเดินหายใจบวมในภายหลัง ควรสังเกตอาการฉุกเฉิน ดังนี้
- มีอาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือหายใจมีเสียงหวีด
- ไออย่างรุนแรง หรือไอมีเสมหะปนเขม่าควันสีดำ
- เสียงแหบผิดปกติ หรือมีรอยไหม้บริเวณใบหน้า ขนจมูก และช่องปาก
- มีอาการมึนงง ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน หรือซึมลง
