2 ปี ‘วินโพรเสส’ มลพิษหนองพะวาไม่ไปไหน ยังไร้เยียวยา ตั้งคำถามงบฯ กำจัด-ฟื้นฟู หวั่นปนเปื้อนไม่จบ

ชาวหนองพะวา เดินหน้าสู้ต่อ หลังผ่าน 2 ปี ปัญหามลพิษจากไฟไหม้โรงงานวินโพรเสส ยังไม่หมดไป ชี้ งบฯ กลาง อาจไม่เพียงพอต่อการขนย้ายกำจัดซากกากอุตสาหกรรมที่คงค้าง ทนายความ ระบุ งบฯ ฟื้นฟูควรนำมาใช้กับพื้นที่ชาวบ้านด้วย

ในวาระครบรอบ 2 ปี ของเหตุการณ์เพลิงไหม้ โกดังของ บริษัท วิน โพรเสส ในพื้นที่บ้านหนองพะวา อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ชาวบ้าน และมูลนิธิบูรณะนิเวศ ร่วมกับ Thai PBS Local และ EPIGRAM จัดงาน Movie & Talk “2 ปีเหตุเพลิงไหม้วินโพรเสส : หยุดเพิ่มพื้นที่มลพิษ และเร่งฟื้นฟู” พร้อมฉายสารคดี “แดนมลพิษ” ย้อนเรื่องราว 2 ปีที่ชาวบ้านหนองพะวา ต้องเผชิญปัญหามลพิษจากโรงงานวินโพรเสส ปนเปื้อนกระจายเต็มทุกพื้นที่ จนชาวบ้านต้องอพยพหนีภัย แม้เพลิงจะสงบลง แต่ยังทิ้งซากกากอุตสาหกรรมอีกจำนวนไม่น้อย คงอยู่ในพื้นที่โรงงาน

สนิท มณีศรี ชาวบ้านหนองพะวา บอกว่า วินโพรเสส สร้างความเสียหาย สร้างผลกระทบกับชาวหนองพะวาอย่างมาก ตอนไฟไหม้ทุกคนต้องทิ้งบ้านไปอยู่ที่อื่น และเผชิญผลกระทบมาจนถึงทุกวันนี้ สำหรับกิจกรรมที่จัดขึ้นทำให้ชาวบ้านมีกำลังใจในการขับเคลื่อนต่อ

“เรายังต้องสู้กันอีกนานเพราะในช่วงชีวิตนี้พื้นที่ตรงนี้ยังไม่มีการฟื้นฟูที่สำเร็จ อยากให้รุ่นหลัง ๆ มาร่วม เพราะพื้นที่ WHA น่าจะสร้างผลกระทบอีก อยากให้ร่วมเสียสละ มาร่วมกินกรรมจะเป็นแรงใจให้คนที่อยู่เบื้องหลังในการช่วยหนองพะวา แม้อย่างน้อยเราจะทำให้โรงงานถูกปิดได้ แต่ปัญหายังไม่จบ ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องดำเนินการ เราทำอะไรไม่ได้ ต้องรองบประมาณจากรัฐ ข้าราชการหลายคนอยากช่วย แต่อำนาจหน้าที่งบประมาณไม่มี”

สนิท มณีศรี

นราธิป ทองถนอม ผู้กำกับสารคดี “แดนมลพิษ” ระบุว่า การนำเสนอเรื่องราวของผู้ที่ได้รับผลกระทบ หนองพะวา และหนองหอย สะท้อนให้เห็นว่าโรงงานที่ตั้งขึ้นที่เดียว ส่งผลกระทบหลายพื้นที่ และที่สำคัญไทยกับลังเผชิญกับทุนต่างชาติ เข้ามาประกอบกิจการที่ย้ายที่ไปเรื่อย ๆ

“ตอนที่ทำในตอนแรกคือการช่วยสื่อสารจากผู้รับผลกระทบ แต่พอทำไปเรื่อย ๆ พบว่าเรากำลังปกป้องตัวเอง เพราะกลไกในการประกอบกิจการ กฎหมายที่เอื้อให้เกิดโรงงาน นั้นอาจทำให้วันหนึ่งเราอาจกลายเป็นคนที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับพวกเขา” 

นราธิป ทองถนอม

น้ำใต้ผิวดิน ปนเปื้อนหนัก

ขณะที่ มนัสวี เฮงสุวรรณ ตัวแทนจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล บอกว่า จากการลงมาทำงานนี้ช่วงปี 2567 หลังจากไฟไหม้ มีการเจาะบ่อสังเกตการณ์ในชุมชน ซึ่งมีความสำคัญ คือ นอกจากการสังเกตการปนเปื้อนจากผิวดินที่เป็นสีแดง จากตะกอนในบ่อน้ำ แต่กลับไม่มีทางรู้เลยว่า “น้ำใต้ผิวดิน” เป็นอย่างไร

ดังนั้นการเจาะบ่อสังเกตการณ์ เพื่อดูทิศทางการไหลของน้ำใต้ดิน เพื่อดูคุณภาพน้ำใต้ดินว่าหากมีการปนเปื้อนเกิดขึ้นน้ำจะไหลไปไหน บ้านใครจะได้รับผลกระทบบ้าง โดยเฉพาะครัวเรือนที่ใช้น้ำบาดาล ช่วงที่ผ่านมาได้มีการติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำบาดาลต่อเนื่องทุกปี ผลที่พอจะวางใจได้ คือ ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำบาดาล บ้านที่มีบ่อน้ำตื้น พบว่า คุณภาพน้ำบางบ้านไม่สามารถใช้อุปโภคบริโภคได้ ซึ่งได้แจ้งให้ทราบไปแล้ว และหนึ่งในนั้นคือบ้านของ ลุงเทียบ สมานมิตร ส่วนบางจุดก็สามารถใช้น้ำบาดาลได้ตามปกติ 

มนัสวี มีคำแนะนำว่า หากชาวบ้านต้องการใช้น้ำบาดาลอาจจะต้องเพิ่มระดับความลึกในการเจาะ เนื่องจากสภาพแวดล้อมปัจจุบันไม่เหมือนในอดีต เมื่อก่อนชาวบ้านใช้บ่อบาดาล หรือบ่อวงในการดื่ม แต่ปัจจุบันมีความเสี่ยงปนเปื้อนได้ง่าย ดังนั้นบ้านไหนที่มีบ่อน้ำตื้นแนะนำให้ใช้เพื่อการเกษตรแทนการดื่ม หากจะดื่มนำไปส่งตรวจ หรือ ผ่านระบบการกรองก่อน ที่สำคัญเวลานี้ระดับการปนเปื้อน อยู่ที่ระดับลึกลงไป 20 เมตร รอบพื้นที่ใกล้โซนโรงงานตั้งอยู่ หากในอนาคตชาวบ้านต้องการใช้น้ำบาดาลให้เจาะลึกลงไปกว่า 20 เมตร แต่สิ่งที่ต้องระวัง คือ การเจาะลงไปถึงชั้นหินแล้ว

“การวางท่อลงไปบางรายอาจจะกลัวได้น้ำน้อย จะวางท่อเซาะร่อง เพื่อให้น้ำเข้าบ่อมากที่สุด แต่พื้นที่เรามีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน ต้องให้ช่างติดตั้งท่อรับน้ำจากเฉพาะชั้นหินแกรนิต ส่วนชั้นบนให้ซีล หรืออุดด้วยวัสดุด้วยซีเมนต์เพื่อป้องกันการปนเปื้อน หลังเจาะเสร็จ อยากให้ส่งน้ำไปตรวจสอบว่าสามารถใช้อุปโภคบริโภคได้หรือไม่”

มนัสวี เฮงสุวรรณ

หวังงบฯ เคลื่อนย้ายกากพิษ นำมาช่วยฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน

สำหรับ เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ย้ำว่า แม้จะมีการนำงบประมาณ 27 ล้านบาท มาใช้ในการขนย้ายกากซากอุตสาหกรรมไปกำจัด 4,000 ตัน นอกจากไม่เพียงพอในการขนย้ายในโรงงานที่มีถึง 30,000 ตัน รวมถึงยังมีการฝังใต้ดินที่ยังไม่รู้ปริมาณยังเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งต้องทำการประเมินที่ใช้งบประมาณ ต้องติดตามให้ดำเนินการต่อ เพราะหากยังไม่ศึกษาต่อไม่รู้ว่าในวันข้างหน้า การปนเปื้อนจะไปถึงตรงไหน 

เช่นเดียวกับ ชํานัญ ศิริรักษ์ ทนายความด้านสิ่งแวดล้อม ก็มองว่า การเดินหน้าหลังจากนี้เนื่องจากกรณีของวินโพรเสส ที่อยู่ในสภาพล้มละลาย กรรมการเสียชีวิต ทรัพย์สินไม่ปรากฏ แนวทางสามารถทำได้ในมุมของกฎหมาย เนื่องจากกรมโรงงานฯ เป็นผู้ฟื้นฟูความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม ชาวบ้านจะยังคงมีความหวังที่จะไปต่อ สามารถฟ้องคดีปกครองเพื่อให้ภาครัฐนำงบประมาณ แทนที่จะใช้แค่สำหรับเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรม แต่นำมาฟื้นฟูพื้นที่ของประชาชนได้

เพ็ญโฉม ยังย้ำว่า ทุกวันนี้เราต่างเป็นเหยื่อจากภัยปัญหามลพิษ และประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่จะช่วยเหลือเยียวยา ในขณะที่ผู้ที่สร้างปัญหาผู้ก่อกำเนิด หรือว่า อาชญากรทางสิ่งแวดล้อมยังเอาผิดไม่ได้ ซึ่งกรณีของที่นี่ และอีกหลายกรณีที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการทุจริตของข้าราชการที่เกี่ยวข้อง หากไม่มีการทุจริตปัญหามันจะไม่เลวร้ายหรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลย

“วันนี้เราต้องการหลายอย่างที่จะทำให้ประเทศไทยสร้างความโปร่งใส และอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมมันหมายถึง ความมั่นคงของชีวิตความของเศรษฐกิจและสุขภาพที่ดี”

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง


Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active