ตั้งคำถาม “กม.คุมมลพิษ” PRTR ร่างแก้ พ.ร.บ.โรงงาน ทำไมไม่ได้ไปต่อ?

สส.พรรคประชาชน ตั้งคำถามกลางสภาฯ รัฐบาลไม่ยืนยัน ร่าง กม.PRTR และ ร่างแก้ พ.ร.บ.โรงงาน ให้เดินหน้าต่อ ขณะ “รัฐบาล” ชี้ ภาคประชาชนผู้เสนอไม่แสดงเจตจำนงยืนยัน PRTR แต่เตรียมนำหลักการไปไว้ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมฯ ด้าน “บูรณะนิเวศ” ยืนยัน ว่าส่งหนังสือถึงนายกฯ อนุทินแล้ว

วันนี้ (17 พ.ค.2569) ชัดเจนแล้วว่ากฎหมายที่ค้างการพิจารณาก่อนยุบสภาจะได้เดินหน้าพิจารณาต่อรวมทั้งสิ้น 34 ฉบับ ซึ่งกฎหมายที่ภาคประชาชนคาดหวังว่าจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษที่เกิดจากสารเคมีอันตรายจากโรงงาน อย่าง ร่าง พ.ร.บ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม พ.ศ. … และ ร่างแก้ พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. … ไม่ถูกยืนยันและอาจต้องกลับไปเริ่มใหม่ The Active ชวนย้อนอ่านข้อเสนอสำคัญผ่านการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เมื่อ 15 พ.ค. 2569

ดัน PRTR เข้าสภาฯ เดินหน้าแก้มลพิษ

กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สส.ระยอง เขต 1 พรรคประชาชน อภิปรายเรียกร้องให้นำร่าง พ.ร.บ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม หรือ พ.ร.บ. PRTR กลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ แม้ก่อนหน้านี้จะผ่านวาระแรก และผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญแล้ว เหลือเพียงเข้าสู่วาระ 2 และ 3 ก่อนมีการยุบสภา แต่ยืนยันว่าแม้รัฐบาลจะละทิ้งกฎหมายฉบับนี้ แต่ประชาชนจะยังเดินหน้าผลักดันต่อไป เพราะที่ผ่านมาไทยเผชิญอุบัติภัยสารเคมีและการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งเหตุระเบิดโรงงานหมิงตี้เคมิคอล ปัญหาสารพิษในพื้นที่บ้านหนองพะวา จ.ระยอง รวมถึงกรณีขนย้ายกากแคดเมียมและการลักลอบทิ้งสารเคมีในหลายพื้นที่

กมนทรรศน์ เผยว่าอุบัติภัยทางเคมีไม่เคยลดลง ในปี 2566 เพียงปีเดียว เกิดอุบัติเหตุและอุบัติภัยในโรงงานอุตสาหกรรมสูงถึง 140 ครั้ง ส่วนปี 2567 พบการลักลอบทิ้งกากของเสียอันตรายอย่างน้อย 27 ครั้ง แม้จำนวนเหตุการณ์บางส่วนจะลดลง แต่ความรุนแรงและความเสียหายกลับทวีคูณมากขึ้นโดยยกตัวอย่างเหตุการณ์สำคัญ เช่น เหตุระเบิดโรงงานหมิงตี้เคมิคอล จังหวัดสมุทรปราการ ปัญหาสารพิษสะสมในพื้นที่บ้านหนองพวา จังหวัดระยอง การขนย้ายกากตะกอนแคดเมียมจากจังหวัดตาก รวมถึงกรณีลักลอบทิ้งสารเคมีและกากอุตสาหกรรมในหลายพื้นที่ 

“แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่านั้น เลวร้ายยิ่งกว่าอุบัติภัยในอดีต เลวร้ายยิ่งกว่าการลักลอบทิ้งสารเคมี นั่นก็คือการทิ้งกฎหมาย PRTR ของรัฐบาล นั่นเท่ากับการตัดอนาคตทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียโอกาสอย่างมหาศาลในทุกมิติ ดิฉันจะขอฉายภาพให้เห็นดังนี้นะคะในมิติแรกค่ะเราสูญเสียโอกาสในเวทีโลก”
กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล

กมนทรรศน์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลทิ้งกฎหมาย PRTR จะทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในหลายด้าน ทั้งการเป็นสมาชิก OECD ซึ่งให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความโปร่งใส รวมถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนสีเขียว ท่ามกลางมาตรการสิ่งแวดล้อมใหม่ของโลก เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป ที่ต้องอาศัยฐานข้อมูลมลพิษและคาร์บอนที่โปร่งใส

“พวกท่านกำลังปกป้องประโยชน์และเอื้ออำนวยความสะดวก ให้กับกลุ่มทุนอุตสาหกรรมสีเทามากกว่าการพิทักษ์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มากกว่าการปกป้องสุขภาพปกป้องลมหายใจของประชาชนใช่หรือไม่ ถ้าคำตอบคือไม่ใช่ขอให้ท่านเลิกปิดหูปิดตาประชาชนเลิกอุ้มชูในทุนที่ก่อมลพิษแล้วหันกลับมานำร่างกฎหมาย PRTR เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรด้วย”
กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล

ขณะที่ อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพมหานคร เขต 31 พรรคประชาชน อภิปรายเรียกร้องรัฐบาลทบทวนจุดยืน ร่าง พ.ร.บ.PRTR เพราะเป็นกฎหมายสำคัญที่ภาคประชาชนผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง และรัฐสภาชุดที่ 26 เคยเห็นชอบในหลักการแล้ว ซึ่งหัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ การสร้างความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับสารพิษ สารเคมี และการเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งที่ผ่านมาประชาชนจำนวนมากที่อาศัยใกล้โรงงานกลับไม่มีสิทธิรับรู้ข้อมูลดังกล่าว

อนุสรณ์ ยกตัวอย่างโศกนาฏกรรมอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ในประเทศอินเดีย ซึ่งเกิดจากการขาดระบบกำกับดูแลสารเคมี จนนำไปสู่การเสียชีวิตและพิการจำนวนมาก ก่อนจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทั่วโลกพัฒนาระบบการเปิดเผยข้อมูลมลพิษจาก TRI มาสู่ PRTR เพื่อคุ้มครองประชาชนและสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ

“เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องโอกาสของประเทศไทย รัฐบาลต้องตระหนักว่า PRTR เป็นเกณฑ์จำเป็นพื้นฐานขั้นต้น เป็นเกณฑ์บังคับ ถ้าประเทศไทยต้องการที่จะเป็นสมาชิก OECD ซึ่งประเทศไทยควรจะเป็นเป็นสมาชิก OECD นานแล้ว ถ้าเรามีระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย”
อนุสรณ์ ธรรมใจ

อนุสรณ์ ย้ำว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเลือกอุตสาหกรรมสกปรก แต่ควรเลือกอุตสาหกรรมสีเขียว คุณภาพชีวิตประชาชน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ประชาชนไม่ควรต้องอยู่ใกล้โรงงานโดยไม่รู้ว่ามีสารพิษอะไรอยู่ภายใน หรือมีการขนย้ายกากอุตสาหกรรมไปที่ใด และ “ประเทศไทยไม่ได้เป็นถังขยะรองรับกากอุตสาหกรรมสกปรกหรืออุตสาหกรรมเป็นพิษ”

ร้องจุดยืนรัฐบาล หนุน ร่างแก้ พ.ร.บ.โรงงาน ไปต่อ

ร่างกฎหมายอีกฉบับที่มีส่วนในการแก้ปัญหามลพิษแต่รัฐบาลไม่ได้ยืนยันให้พิจารณาต่อ คือ ร่างแก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน กฤช ศิลปชัย สส.ระยอง เขต 2 พรรคประชาชน อภิปรายว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเดินหน้าแก้ไขกฎหมายโรงงาน เพื่อรับมือปัญหาโรงงานอันตราย มลพิษ และกากอุตสาหกรรม ที่กำลังคุกคามชีวิตประชาชนทั่วประเทศ โดยก่อนหน้านี้ ร่างแก้ไข พ.ร.บ.โรงงาน เคยผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรในวาระแรกมาแล้ว โดยมีสาระสำคัญคือ การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบโรงงาน ยกระดับมาตรฐานโรงงานให้เทียบเท่าสากล เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน และทำให้ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง แต่ต้องหยุดชะงักจากการยุบสภา และปัจจุบันรัฐบาลยังไม่ผลักดันกลับเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง ทั้งที่สถานการณ์ปัญหามลพิษรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง

กฤช ชี้ว่า ปัญหาสำคัญของกฎหมายโรงงานฉบับปัจจุบัน คือการที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ หากมีโรงงานหรือโรงงานอันตรายเข้ามาตั้งในพื้นที่ ชุมชนแทบไม่มีสิทธิ์ร่วมกำหนดหรือเข้าถึงข้อมูล ไม่มีระบบรับฟังความคิดเห็นที่จริงจัง และไม่มีอำนาจร่วมตรวจสอบ ส่งผลให้โรงงานอันตรายกระจายตัวอยู่ใกล้ชุมชน โรงเรียน และพื้นที่เกษตรกรรม โดยประชาชนต้องเผชิญทั้งกลิ่น สารเคมี ฝุ่นพิษ และน้ำเสีย โดยไม่สามารถปฏิเสธได้ ขณะที่ ระบบตรวจสอบโรงงานอ่อนแอลง หลังการแก้กฎหมายเมื่อปี 2562 ซึ่งยกเลิกการต่อใบอนุญาตโรงงานทุก 5 ปี ทำให้หลายโรงงานเมื่อได้รับใบอนุญาตแล้วแทบไม่ถูกตรวจสอบอีก จนกว่าความเสียหายจะเกิดขึ้น ทั้งกรณีชาวบ้านเจ็บป่วย ดินและแหล่งน้ำปนเปื้อน หรือพื้นที่กลายเป็นแหล่งสะสมมลพิษ

อีกประเด็นสำคัญ คือบทลงโทษที่ยังเบาเกินไป โดยระบุว่าผู้ประกอบการบางรายเลือกยอมจ่ายค่าปรับเพราะมีต้นทุนต่ำกว่าการลงทุนปรับปรุงระบบบำบัดหรือกำจัดของเสียอย่างถูกต้อง ส่งผลให้การทำผิดกฎหมายกลายเป็นเรื่องคุ้มทุนขณะที่ภาระการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนกลับตกอยู่กับภาครัฐและประชาชนผู้เสียภาษี

“ขอตั้งคำถามไปถึงท่านรัฐมนตรีทั้ง 2 ในรัฐบาลชุดนี้ อย่างตรงไปตรงมา ท่านแรก ท่านเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในรัฐบาลชุดที่แล้วและเป็นอดีตประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญในการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ผมยอมรับตรง ๆ ว่าผมชอบการทำงานของท่านมากในสภาชุดที่ 26 ท่านจริงจังกับการปราบปรามโรงงานเถื่อน โรงงานผิดกฎหมาย การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม แต่วันนี้อยากจะถามว่าเหตุใดท่านจึงไม่ลุกขึ้นสู้ เพื่อให้ ครม.มีมติเดินหน้ากฎหมายฉบับนี้ต่อ ทั้งที่ท่านก็เข้าใจปัญหานี้ดีที่สุดคนหนึ่ง ทั้งที่ท่านรู้ว่าประชาชนกำลังเดือดร้อน วันนี้ทำไมท่านจึงเงียบและไม่สู้เพื่อประชาชน เหมือนที่ท่านเคยทำมาในอดีต”

“อีกท่านคือ ท่านรัฐมนตรี สุชาติ ชมกลิ่น ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเป็น สส.จังหวัดชลบุรี ซึ่งในจังหวัดของท่านเองก็เต็มไปด้วยปัญหาเหล่านี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐอิสระคลองกิ่ว โรงงานรีไซเคิลทุนจีนสีเทาที่มีการลักลอบฝังขยะอิเล็กทรอนิกส์เต็มพื้นที่ไปหมดจนชาวบ้านได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า รวมไปถึงขบวนการขนกากอุตสาหกรรมไปแอบทิ้งในพื้นที่อำเภอบ้านบึง ที่เป็นข่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำไมท่านถึงไม่ช่วยผลักดันกฎหมายฉบับนี้เพื่อปกป้องพี่น้องประชาชนในจังหวัดของท่าน”
กฤช ศิลปชัย

เช่นเดียวกับ พูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่า ในฐานะหนึ่งในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.โรงงาน คาดหวังว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมและกำกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญปัญหาดินและน้ำใต้ดินปนเปื้อน การลักลอบทิ้งกากของเสีย การปล่อยมลพิษทางอากาศ ไฟไหม้กากอุตสาหกรรม การลักลอบปล่อยน้ำเสีย รวมถึงข้อร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะกรณีโรงงานรีไซเคิล โรงงานกำจัดของเสีย และหลุมฝังกลบ ที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยตรง แต่สิ่งที่ประชาชนยังรู้สึกได้ คือ ประเทศไทยยังไม่มีระบบกำกับดูแลที่เข้มแข็งและเพียงพอ ทั้งที่เป็นหน้าที่ร่วมกันของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร จากการที่รัฐบาลปัดทิ้งร่างกฎหมายฉบับนี้ เท่ากับว่ารัฐบาลยืนยันจะเก็บปัญหาเหล่านี้ไว้โดยไม่แก้ไขหรือไม่

พูนศักดิ์ แบ่งปัญหาสำคัญออกเป็น 5 ประเด็น คือ

  1. การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน หลายโครงการใช้เวลาเพียง 15 วัน ติดประกาศตามองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด หรือบริเวณสถานประกอบการ ซึ่งในความเป็นจริงประชาชนจำนวนมากอาจไม่มีโอกาสเห็นหรือรับรู้ข้อมูล หากไม่มีผู้คัดค้านก็สามารถเดินหน้าขอใบอนุญาตได้ทันที รัฐบาลควรใช้ร่างกฎหมายนี้ปรับระบบการรับฟังความคิดเห็นใหม่ให้โปร่งใส เข้าถึงง่าย ประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้จริง ไม่ว่าจะผ่านระบบออนไลน์ การแจ้งเตือนผ่านชุมชน หรือการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างเป็นทางการ
  2. สิทธิของประชาชนในการตรวจสอบโรงงาน ปัญหากลิ่นเหม็น น้ำเสีย หรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดการของโรงงานอุตสาหกรรม ประชาชนแทบไม่มีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ทั้งที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง จึงควรเปิดโอกาสให้ประชาชน ชุมชน หรือองค์กรอิสระ เข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามและตรวจสอบการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานราชการเพียงอย่างเดียว
  3. อายุใบอนุญาตของโรงงานความเสี่ยงสูง เช่น โรงงานรีไซเคิล โรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม และโรงงานฝังกลบของเสีย ไม่ควรได้รับใบอนุญาตระยะยาว เพราะไม่รู้ว่าโรงงานจะลักลอบฝังกลบหรือปล่อยของเสียตอนไหน ดังนั้นการต่อใบอนุญาตทุกปีจึงเป็นเรื่องจำเป็น
  4. การรับผิดชอบต่อพื้นที่ปนเปื้อน ปัญหาการปนเปื้อนในหลายพื้นที่ มีกระบวนการฟื้นฟูใช้เวลายาวนาน บางกรณีต้องรอ 20-30 ปี และรัฐต้องใช้งบประมาณเข้าไปจัดการแทน เสนอให้โรงงานกลุ่มเสี่ยงสูงต้องทำประกันความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมเป็นภาคบังคับ เปรียบเหมือนการทำประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ เพื่อให้เมื่อเกิดเหตุขึ้น รัฐมีงบประมาณใช้เยียวยาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมได้ทันที พร้อมลดภาระงบประมาณของรัฐ พร้อมเสนอจัดทำ “แบล็กลิสต์” ผู้ประกอบการที่สร้างปัญหาซ้ำซาก เพื่อไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ และควรมีฐานข้อมูลหรือบัญชีเฝ้าระวังเพื่อสร้างมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคม
  5. การแบ่งเงินค่าปรับให้เจ้าหน้าที่ ซึ่งปัจจุบันระเบียบเปิดช่องให้นำเงินค่าปรับจาก พ.ร.บ.โรงงาน ไปแบ่งเป็นสินบนนำจับหรือเงินรางวัลให้เจ้าหน้าที่หลายระดับ ตั้งแต่พนักงานสอบสวน หัวหน้าหน่วยงาน อุตสาหกรรมจังหวัด ไปจนถึงระดับปลัดกระทรวง คำถามคือ เงินค่าปรับเหล่านี้ควรถูกแบ่งเป็นสินบนนำจับ หรือควรนำกลับมาเป็นรายได้ของรัฐทั้งหมด เพื่อนำไปใช้แก้ไขและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

“ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องทบทวน พ.ร.บ.โรงงาน อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับสังคม แน่นอนว่าพรรคประชาชนยืนยันที่ยื่นร่าง พ.ร.บ.โรงงาน กลับขึ้นสู่สภาฯ ทันที แต่รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหาร ควรแสดงความจริงใจด้วยการสนับสนุนการแก้ไขร่างกฎหมายนี้เช่นกัน”
พูนศักดิ์ จันทร์จำปี 

ภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงเหตุผลที่รัฐบาลไม่ยืนยันร่าง พ.ร.บ. PRTR ว่า การพิจารณาร่างกฎหมายของรัฐบาลได้ผ่านการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายรอบ ทั้งในสมัยรัฐบาลชุดก่อนและรัฐบาลปัจจุบัน โดยมีการคัดเลือกเฉพาะร่างที่เห็นว่ามีความจำเป็นและพร้อมผลักดัน สำหรับร่างกฎหมายภาคประชาชน มีการเสนอเข้ามาทั้งหมด 6 ฉบับ แต่รัฐบาลยืนยันเพียง 1 ฉบับ เนื่องจากมีเพียงร่างเดียวที่ผู้เสนอแสดง “เจตจำนงชัดเจน” ต่อรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ว่ายังต้องการผลักดันกฎหมายดังกล่าวต่อไป ส่วนร่างอื่น ๆ รวมถึงร่าง PRTR นั้น รัฐบาลเห็นว่าไม่มีการยืนยันเจตจำนงจากผู้เข้าชื่อเสนอร่างโดยตรง จึงไม่สามารถตัดสินใจแทนภาคประชาชนได้ และเลือกที่จะไม่ยืนยันร่างกฎหมายดังกล่าว แต่ภาคประชาชนยังสามารถใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.เข้าชื่อเสนอกฎหมาย มาตรา 14 เพื่อยืนยันร่างกฎหมายของตนเองได้ภายใน 120 วัน นับจากนี้

ภราดร กล่าวอีกว่า ​ร่าง พ.ร.บ. PRTR ได้มีการหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันจากทุกฝ่ายในที่ประชุม โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งต่างเห็นถึงความสำคัญในการดำเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่สมาชิกได้เสนอเข้าสู่รัฐสภาและสภาผู้แทนราษฎรอย่างไรก็ตาม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ชี้แจงว่า กระทรวงตระหนักถึงความจำเป็นและความสำคัญของเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี และได้จัดเตรียมร่างกฎหมายไว้แล้ว ในชื่อ “ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ….” ซึ่งขณะนี้ได้ผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ หากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเสนอร่างดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี และยืนยันเพื่อเสนอต่อรัฐสภา เพื่อให้สมาชิกได้ร่วมกันพิจารณาในโอกาสต่อไป ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวคงใช้เวลาอีกไม่นานจากนี้ สำหรับเนื้อหาสาระของกฎหมายฉบับนี้ จะมีลักษณะครอบคลุมในภาพรวมมากยิ่งขึ้น โดยประเด็นเกี่ยวกับ PRTR จะอยู่ภายใต้กรอบของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว

ด้าน มูลนิธิบูรณะนิเวศ ระบุว่า “นั่นคือคำตอบตามแบบฉบับลูกเทพ” เพราะดูเผิน ๆ คือการตีมึน แต่ลึกกว่านั้น หากไม่ใช่การโกหกหน้าตาย ก็อาจเพราะไม่ได้ทำงานจริงจัง ไม่อ่านหนังสือมากพอ เพราะความจริงคือ มูลนิธิบูรณะนิเวศ ในฐานะที่เป็นองค์กรนำในการยื่นร่างกฎหมาย PRTR พร้อมด้วยรายชื่อประชาชนผู้สนับสนุนมากกว่า 12,000 รายชื่อ เราได้ทำหนังสือยืนยันถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่เมื่อต้นเดือนเมษายน 2569 แล้ว

โดย ประเด็นที่ยืนยันและเรียกร้องไป คือ

  1. ขอให้สนับสนุนการดำเนินงานต่อเนื่องของคณะกรรมการตรวจสอบการประกอบอุตสาหกรรมอย่างเข้มข้น หรือ”ทีมสุดซอย”
  2. โปรดสนับสนุนให้คณะรัฐมนตรีมีมติส่งร่างพระราชบัญญัติการรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม พ.ศ….. หรือร่างกฎหมาย PRTR เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อเนื่องต่อไป ภายในกรอบเวลาที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 147 วรรคสอง กำหนด

สิ่งที่สำคัญคือ สำนักงานปลัดสำนักนายกฯ ได้มีหนังสือตอบรับต่อหนังสือดังกล่าวของมูลนิธิแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569

“การพูดแบบง่าย ๆ สบาย ๆ ของรัฐมนตรี ด้วยเนื้อหากล่าวโทษประชาชนว่าไม่ยืนยันเจตจำนงของตนเอง แท้จริงก็ยืนยันให้เห็นเจตจำนงของทั้งตัวคนพูดและองค์คณะทั้งหมดว่าไม่ได้สนใจประโยชน์สาธารณะนั่นเอง และถึงที่สุดแล้วอาจมีเจตนารมณ์และนโยบายที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าจะให้ความสำคัญกับอะไรหรือปกป้องภาคส่วนใด”
มูลนิธิบูรณะนิเวศ 

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active