หวั่นขุด-ถมดิน พื้นที่สาธารณะหนองมะค่าใน ทำลายหลักฐาน คดีผลกระทบเหมืองโปแตช

‘กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด’ ย้ำชัด รองผู้ว่าฯ โคราช ใช้อำนาจโดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะตามมา ชี้ ถมดินลงน้ำที่ระดับความเค็ม 4 เท่าของน้ำทะเล หวั่นส่งผลกระทบโครงสร้างสิ่งแวดล้อมรุนแรง

ตลอดช่วงที่ผ่านมามีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นต่อเนื่อง ในพื้นที่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา โดยเพจ เหมืองแร่โปแตชแอ่งโคราช รายงานว่า ได้มีการสั่งถมดินพื้นที่สาธารณประโยชน์ หนองมะค่าใน บ้านหนองไทร หมู่ 4 ต.หนองไทร อ.ด่านขุนทด โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่โปแตชมายาวนาน และปัจจุบันอยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะทำงานตรวจสอบผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองโปแตช ระดับจังหวัดนครราชสีมา

อีกทั้งยังเป็นหลักฐานสำคัญที่ชาวบ้านได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองนครราชสีมา เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ชาวบ้านจึงกังวลว่า หากมีการนำดินไปถมอาจส่งผลให้หลักฐานสำคัญในคดีถูกทำลายหรือเปลี่ยนสภาพ รวมถึงกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม

พร้อมตั้งคำถามถึงผู้ที่ออกคำสั่ง ว่าทราบหรือไม่ว่าน้ำในหนองมะค่าใน เค็มกว่าน้ำทะเล 4 เท่า (120 ppt) และพื้นที่นี้เป็นพื้นที่พิพาท ซึ่งทางกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองนครราชสีมาให้มีการฟื้นฟูพื้นที่ดังกล่าวให้กลับมาใช้ได้อีกครั้ง หลังจากที่ได้รับผลกระทบจากโครงการเหมืองแร่โปแตช บริษัท ไทยคาลิ จำกัด โดยศาลปกครองได้มีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาแล้ว

อีกทั้งก่อนหน้านี้ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด ยื่นค้านถมดิน “หนองมะค่าใน-สระวัดหนองไทร” หวั่นทำลายหลักฐานผลกระทบเหมืองโปแตช ต่อองค์การบริหารส่วนตำบลหนองไทร (อบต.หนองไทร) เพื่อคัดค้านการนำญัตติโครงการก่อสร้างแก้มลิงหนองประดู่ พร้อมอาคารประกอบ ไปถมดินในพื้นที่สาธารณประโยชน์หนองมะค่านอก หนองมะค่าใน และสระน้ำวัดหนองไทร

เหมืองแร่โปแตชแอ่งโคราช

โดยล่าสุดมีการโพสต์เนื้อหาถึง รองผู้ว่า ฯ โดยระบุว่า 

เมื่อเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ การดำเนินการใด ๆ ต่อพื้นที่แห่งนี้ ย่อมต้องคำนึงถึงเรื่องการแพร่กระจายของผลกระทบเป็นสำคัญ ไม่ใช่พิจารณาอย่างตื้นเขิน แล้วโชว์การใช้อำนาจเอาใจประชาชนโดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะตามมา

โดยระบุว่าการถมดินลงในน้ำที่ระดับความเค็มเป็น 4 เท่าของน้ำทะเล (มีความเข้มข้นของเกลือสูงถึงประมาณ 120-140 ppt ซึ่งใกล้เคียงกับความเข้มข้นของทะเลสาบเดดซี) ย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและรวดเร็ว การถมดินลงไปตรง ๆ ในบ่อที่มีความเค็มวิกฤตขนาดนี้ จะเกิดผลกระทบเชิงโครงสร้างและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ดังนี้

1. แรงดันเบียดขับน้ำเค็มเข้าสู่ชั้นน้ำใต้ดินแบบเฉียบพลัน (Hydrogeologic Displacement) เมื่อเทมวลดินจำนวนมากลงไป ดินจะทำหน้าที่เหมือนลูกสูบที่กดทับและแทนที่น้ำ

  • น้ำเค็มจัดทะลักออกด้านข้างและดิ่งลงลึก : น้ำที่มีความเข้มข้นของเกลือสูงมากจะมีมวลหนาแน่นและมีแรงดันสูง เมื่อถูกดินเบียด มันจะพยายามแทรกซึมผ่านรอยแตก รูพรุนของดิน หรือชั้นทรายใต้ดิน ออกไปรอบทิศทาง

  • ทำลายชั้นน้ำบาดาลจืด : หากบริเวณนั้นไม่มีชั้นดินเหนียวหนาแน่น (Impermeable Clay Layer) คอยบล็อกไว้ น้ำเค็มจัดนี้จะเข้าปนเปื้อนในระบบน้ำใต้ดินและน้ำบาดาลที่ชุมชนใช้ทันที ซึ่งการปนเปื้อนระดับ 4 เท่าของน้ำทะเลจะแก้ไขให้กลับมาจืดดังเดิมได้ยากมากหรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย

2. ปรากฏการณ์ “ดินตื่นเกลือ” และการแพร่กระจายแนวราบ (Severe Soil Salinity) ดินใหม่ที่นำมาถมจะทำหน้าที่เหมือน “ผ้าซับน้ำ” ที่จะดูดซับน้ำเกลือเข้มข้นขึ้นมาสู่ด้านบนด้วยแรงดึงดูดระหว่างผิวสัมผัส (Capillary Action)

  • คราบเกลือหนาทึบและแผ่นคราบเกลือ (Salt Crust) : เมื่อแดดเผาและน้ำระเหยออกไป สิ่งที่เหลืออยู่คือผลึกเกลือมหาศาลที่จะเคลือบอยู่บนผิวดินจนขาวโพลน พื้นที่ตรงนั้นจะกลายเป็นดินเค็มจัดในระดับวิกฤต

  • รัศมีทำลายล้างรอบบ่อ : ความเค็มไม่ได้หยุดอยู่แค่ในบ่อที่ถม แต่จะแพร่กระจายออกไปทางด้านข้างตามแนวราบ ทำให้ดินของพื้นที่รอบๆ บ่อเสื่อมสภาพ พืชไร่ ต้นไม้ หรือพืชท้องถิ่นในรัศมีใกล้เคียงจะเกิดอาการ “ช็อกเกลือ” รากไม่สามารถดูดน้ำได้และยืนต้นตายอย่างรวดเร็ว

3. มลพิษน้ำผิวดินไหลบ่าเมื่อฝนตก (Salty Runoff Environment)

  • ชะล้างเกลือลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ : เมื่อฝนตก น้ำฝนจะละลายผลึกเกลือเข้มข้นที่สะสมอยู่บนผิวดินถมใหม่กลายเป็นน้ำไหลบ่า (Runoff) ที่มีความเค็มสูงมาก ไหลกระจายลงสู่ที่นา ทางระบายน้ำ หรือลำห้วยสาธารณะประโยชน์ของชุมชน

  • ผลกระทบต่อเกษตรกรรมและสัตว์น้ำ : น้ำเค็มจัดที่ไหลไปสมทบจะทำให้สัตว์น้ำจืดในธรรมชาติประมงพื้นบ้านตาย และทำให้น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติไม่สามารถนำมาใช้รดน้ำพืชผักหรือทำนาได้อีกเลย

4. ดินถมสูญเสียการทรงตัวทางวิศวกรรม (Soil Instability)

  • ดินเหลว ไม่จับตัว : ในทางปฐพีกลศาสตร์ เกลือที่เข้มข้นขนาดนี้จะเข้าไปขัดขวางกระบวนการยึดเกาะของโมเลกุลดินเหนียว ดินที่ถมลงไปจะไม่สามารถบดอัดให้แน่นได้ตามมาตรฐาน มันจะกลายสภาพเป็นดินเลนเหลวที่มีความเสถียรต่ำ เสี่ยงต่อการสไลด์ ทรุดตัวตัวอย่างรุนแรง และไม่สามารถรองรับสิ่งปลูกสร้างหรือเครื่องจักรใด ๆ ได้เลยในอนาคต

โดยชาวบ้านมีเสียงสะท้อน พร้อมข้อกังวลต่อกรณีที่เกิดขึ้น เช่น

“บอกว่าต้องการแหล่งน้ำใช้ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร แต่ไม่ยอมฟื้นฟูบ่อน้ำเดิมให้กลับมาใช้ได้ กลับเลือกที่จะถมบ่อน้ำสาธารณะที่มีอยู่เดิม แล้วทำเป็นลานตากข้าว ทำสวนสาธารณะ แล้วแบบนี้อยากได้น้ำใช้จริงหรือไม่ ?”

“บอกว่าต้องการใช้น้ำจากหนองประดู่ แต่หนองประดู่อยู่ห่างจากบ้านหนองไทรและบ้านไทรงาม 5 กิโล พื้นที่รอบโครงการเป็นพื้นที่เกษตรกรรมของบ้านหนองสะแก และโคกสามัคคี ใครจะต่อท่อน้ำไปให้ บ้านหนองไทรกับบ้านไทรงาม จะได้ใช้น้ำจากหนองประดู่กี่โมง ?”

“พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้อยากได้น้ำ เขาแค่ต้องการทำอย่างไรก็ได้เพื่อถมทำลายบ่อน้ำสาธารณะที่ได้รับผลกระทบจากโครงการเหมืองแร่โปแตชตามใบสั่งของเจ้าของเหมือง โดยไม่รู้เลยว่าการกระทำนี้ จะไม่ต่างกับการนำดินมาฝังกลบหมู่บ้านของตัวเอง”

“เป็นรองผู้ว่าฯ แต่เลือกที่ไม่ทำตามระเบียบข้อกฎหมาย ให้ท้ายคนกระทำความผิดไม่ศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนรอบด้านก่อนการตัดสินใจ เป็นการบริหารราชการแผ่นดินที่ดีแบบใด ?”

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active