ยื่นกว่าหมื่นรายชื่อประชาชน คัดค้านทุกกระบวนการ นำไปสู่การขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ย้ำ การพัฒนาที่แท้จริง ต้องไม่แลกมาด้วยการสูญเสียทรัพยากร พื้นที่เกษตร สิทธิชุมชน วิถีชีวิตผู้คน เอื้อผลประโยชน์กลุ่มทุน เตรียมปักหลักศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี 17 ส.ค. นี้ จนกว่าจะได้รับคำตอบ
วันนี้ (13 ส.ค. 2569) เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ยื่นหนังสือ พร้อมรายชื่อประชาชน 11,207 รายชื่อ เสนอต่อ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อขอคัดค้านการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้ครอบคลุม จ.ปราจีนบุรี
เนื้อหาในหนังสือ เครือข่ายฯ ระบุตามที่ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นที่ปรึกษาจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกมายัง จ.ปราจีนบุรี และต่อมา เมื่อวันที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 1/2569 กพอ. ได้มีมติรับทราบ ผลการศึกษาโครงการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่ สกพอ. ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของการกำหนดให้ จ.ปราจีนบุรี เป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพิ่มเติม และ กพอ. ได้เห็นชอบในหลักการในการกำหนดให้ จ.ปราจีนบุรี เป็นพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพิ่มเติม โดยให้ สกพอ. รับความเห็นและข้อสังเกตต่าง ๆ ไปจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม และนำมาเสนอ กพอ. พิจารณาอีกครั้งเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยที่การดำเนินการดังกล่าวไม่เคยมีการเปิดเผยรายงานผลการศึกษาให้กับประชาชนผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ได้รับทราบและให้ความเห็นก่อนนำเข้าที่ประชุม กพอ. นั้น


เครือข่ายฯ ย้ำว่า ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาอุตสาหกรรม และผู้ที่แสดงเจตจำนงคัดค้านการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกมายัง จ.ปราจีนบุรีมาโดยตลอด ขอยืนยันคัดค้านการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้ครอบคลุม จ.ปราจีนบุรี โดยขอคัดค้านทั้งมติของคณะกรรมการฯ และรายงานผลการศึกษาโครงการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่จัดทำโดยสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยเหตุผลดังนี้
- รายงานการศึกษาของสถาบันวิจัยฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขาดข้อมูลที่รอบด้าน ประหนึ่งเพียงเพื่อต้องการดำเนินงานให้ครบตามขั้นตอนก่อนการประกาศผนวกรวมจังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่อีอีซีเท่านั้น รวมไปถึงความเร่งรีบเกินความจำเป็น และการไม่เปิดเผยรายงานผลการศึกษาฉบับสุดท้ายกลับมายังพื้นที่เพื่อให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียตรวจสอบความถูกต้องก่อน ทั้งที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ ใช้งบประมาณมหาศาล กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนนับแสนนับล้านคน แต่กลับดำเนินการโดยขาดความโปร่งใสตั้งแต่ขั้นตอนแรก ทั้งนี้ จากการตรวจสอบรายงานผลการศึกษาฯ
ที่พวกเราได้รับมาจากการทวงถามในวันที่ 27 พ.ค. 2569 ภายหลังจากที่คณะกรรมการฯ ได้มีการประชุมและมีมติเห็นชอบไปเรียบร้อยแล้วนั้น พวกเราตรวจพบข้อมูลที่ผิดพลาด ไม่ถูกต้อง และบิดเบือนข้อมูลข้อเท็จจริงแล้วจำนวนหลายประเด็น - ที่ผ่านมาปราจีนบุรี ตั้งแต่ปี 2560 ภายหลังคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 4/2559 เปิดทางให้โรงงานขยะ โรงหลอม และโรงไฟฟ้าเข้ามาตั้งได้ทุกสีผังเมือง ส่งผลให้เกิดโรงงาน 105 และ 106 รวมถึงโรงหลอมจำนวนมากเข้ามาทั้งผิดและถูกกฎหมาย กระจายไปทั่วโดยเฉพาะนักลงทุนจีน และเมื่อมี พ.ร.บ.EEC ในปี 2561 ปราจีนบุรีได้กลายเป็น “หลังบ้าน EEC” โดยเฉพาะในฐานะแหล่งรองรับและกำจัดของเสียจากพื้นที่อุตสาหกรรมหลักในภาคตะวันออก โดยไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม
- การบริหารเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกในพื้นที่ 3 จังหวัดเดิม คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ตั้งแต่ปี 2561 ถึงปัจจุบัน ถือเป็นความล้มเหลว โดยเฉพาะประเด็นการควบคุมและจัดการมลพิษ ขยะพิษ และกากอุตสาหกรรม โรงงานเถื่อน โรงงานศูนย์เหรียญ ปัญหาการจัดการเรื่องนอมินี ปัญหาแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมาย และปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในแรงงาน ปัญหาเหล่านี้หน่วยงานไม่สามารถกำกับควบคุมและจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- กฎหมาย EEC เป็นเครื่องมือเอื้อประโยชน์ให้เกิดธุรกิจสีเทา นำไปสู่การกระทำความผิดหรือการละเลยความรับผิดชอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านสิ่งแวดล้อม สังคมวัฒนธรรม สิทธิชุมชน จนทำให้คนท้องถิ่นดั้งเดิมกลายเป็นพลเมืองชั้นสอง
- การนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จะก่อให้เกิดการสูญเสียที่ดินของคนท้องถิ่น หลุดมือไปอยู่กับกลุ่มนายทุน เนื่องจากพื้นที่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเดิมมีราคาที่ดินสูงขึ้น แต่นักลงทุนมีความต้องการที่ดินผืนใหญ่และมีราคาถูก จึงมุ่งหน้ามายังจังหวัดปราจีนบุรี เพราะที่ดินยังมีราคาต่ำ รวมทั้งมีการดำเนินการรวบรวมที่ดินไว้เป็นแปลงใหญ่เรียบร้อยแล้วในหลายพื้นที่ โดยกลุ่มผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น นักการเมือง นายหน้าค้าที่ดิน และกลุ่มทุนระดับชาติ
- การนำจังหวัดปราจีนบุรีเข้าสู่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกจะก่อให้เกิดการสูญเสียพื้นที่ป่าอนุรักษ์เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมมีความต้องการใช้น้ำปริมาณมาก จึงมีแผนการสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำเพิ่มในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ – ทับลานอีก 7 แห่ง ทั้งที่ในปัจจุบันปราจีนบุรีมีเขื่อนอยู่แล้วทั้งหมด 11 แห่ง ซึ่งเมื่อตรวจสอบแผนที่ชลประทานของเขื่อนใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น กลับพบว่าเขื่อนไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับภาคการเกษตรแต่อย่างใด เช่น ในกรณีเขื่อนห้วยโสมงที่เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 แต่ปัจจุบันกลับพบว่าระบบชลประทานฝั่งขวายังไม่แล้วเสร็จ เกษตรกรที่อยู่ท้ายเขื่อนยังไม่เคยได้ใช้น้ำ ทั้งยังพบว่าบางชุมชนในอำเภอบ้านสร้างก็ยังต้องเผชิญปัญหาน้ำเค็มรุกทุกปี ย่อมแสดงให้เห็นว่า น้ำไม่ได้ไหลเข้าสู่ภาคการเกษตรและชุมชนดังคำกล่าวอ้าง ยิ่งไปกว่านั้น หากเขื่อนถูกสร้างในป่ามรดกโลกดงพญาเย็น – เขาใหญ่ จะส่งผลให้ป่าต้นน้ำหายไปกว่า 20,000 ไร่ ป่าก็มีความเสี่ยงต่อการถูกถอดออกจากการเป็นมรดกโลก และปัญหาที่จะตามมา คือ สัตว์ป่าจะออกมายังพื้นที่ทำกินของชาวบ้านที่อยู่โดยรอบ สร้างความเสียหายให้แก่ชุมชน เนื่องจากเมื่อป่าถูกทำลายแหล่งอาหารตามธรรมชาติของสัตว์ป่าลดลง
- จ.ปราจีนบุรี มีศักยภาพและจุดแข็งด้านเกษตรอินทรีย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พื้นที่ต้นน้ำและป่าไม้ที่สำคัญ เช่น ติดอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ น้ำตกจำนวนมาก รวมถึงอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นเศรษฐกิจฐานทรัพยากรได้ แต่การขยายพื้นที่ EEC มาจังหวัดปราจีนบุรีอ้างถึงเหตุผลทางเศรษฐกิจการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นที่ตั้ง โดยมองมิติด้านฐานทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม พื้นที่การเกษตร และมิติทางด้านสังคมวัฒนธรรมเป็นเรื่องรอง ไม่ได้ให้คุณค่าความสำคัญ โดยอธิบายว่าการพัฒนาต้องยอมเสียสละเพื่อความเจริญ ทั้งที่ความเจริญเหล่านั้นไม่ได้สร้างประโยชน์และกระจายรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่โดยตรง แต่เป็นผลประโยชน์ของทุนต่างชาติมากกว่า
“เหตุผลดังกล่าว พวกเราชาวปราจีนบุรีโดยเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง และแนวร่วมคัดค้านการเสนอ จ.ปราจีนบุรีเป็นพื้นที่ขยาย EEC โดยที่ผ่านมาได้ยื่นหนังสือคัดค้านกับทางรัฐบาล และเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก แล้ว และขอยืนยันว่าการพัฒนาที่แท้จริงต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่แลกมาด้วยการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ พื้นที่เกษตร สิทธิชุมชน และวิถีชีวิตของประชาชน เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนเพียงบางส่วน”
เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ยังเรียกร้องให้คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ต้องมีมติหยุดการขยาย EEC มายัง จ.ปราจีนบุรี โดยทางเครือข่ายฯ จะไปติดตาม และรอฟังคำตอบที่ศาลากลางจังหวัดปราจีนบุรี ในวันที่ 17 ส.ค. นี้ จนกว่าจะได้รับคำตอบ
