ชี้ กฎหมายแร่ เปิดทางสำรวจได้ แม้ชุมชนคัดค้าน ย้ำ โจทย์ยาก เหตุภาระอยู่ที่ผู้ฟ้อง ต้องแสวงหาหลักฐานเชื่อมโยงความเสียหามาจากเหมือง แนะรัฐ อย่าเน้นนโยบายเศรษฐกิจอย่างเดียว วอนพิจารณาศักยภาพพื้นที่ การใช้ประโยชน์ทรัพยากร คุณภาพสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน
สุทธิเกียรติ คชโส ทนายความ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ให้ความเห็นกับ The Active ถึงข้อพิพาทเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ใต้ดิน อย่างกรณี เหมืองแร่โปแตช โดยเฉพาะพื้นที่ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ซึ่งชาวบ้าน ชุมชนอยู่ระหว่างการต่อสู้ทางกฎหมายจากข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการทำเหมืองว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ที่ได้รับประทานบัตรสำหรับการทำเหมืองแร่ใต้ดินอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ ชัยภูมิ, นครราชสีมา และ อุดรธานี โดยพื้นที่ด่านขุนทด เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการดำเนินการทำเหมืองและมีการขุดเจาะอุโมงค์ใต้ดินแล้ว ขณะที่อุดรธานี ได้รับประทานบัตรแล้ว อยู่ระหว่างเริ่มต้นดำเนินการก่อสร้าง
ประทานบัตรด่านขุนทดได้ก่อนกฎหมายแร่ฉบับปี 2560
สุทธิเกียรติ ระบุว่า ประทานบัตรเหมืองแร่โปแตชของพื้นที่ด่านขุนทด ได้รับมาก่อนที่พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 จะมีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ตาม ภายหลังมีการแก้ไขแผนผังการทำเหมืองภายใต้กฎหมายฉบับใหม่ โดยกฎหมายแร่ มีขั้นตอนเกี่ยวกับการอนุญาตที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งเรื่องการจัดตั้งกองทุน การมีส่วนร่วมของประชาชน การรับฟังความคิดเห็น รวมถึงการวางหลักประกันเพื่อการฟื้นฟูพื้นที่และการประกันภัย
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เกิดผลกระทบต่อชุมชนหลังจากได้รับอนุญาตแล้ว ประเด็นสำคัญ คือ การพิสูจน์ให้ได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากการทำเหมืองของบริษัทหรือไม่
ไร้หน่วยงานชี้ชัด แหล่งที่มาของผลกระทบจากเหมือง
ทนายความ EnLAW ยังระบุอีกว่า ในทางหลักการ การชดเชยหรือเยียวยาความเสียหายอาจดำเนินการได้โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการฟ้องร้องเสมอไป หากมีการพิสูจน์โดยหน่วยงานรัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนโดยรอบมีสาเหตุมาจากเหมือง
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในกรณีด่านขุนทด คือที่ผ่านมา ยังไม่มีหน่วยงานใดชี้ชัดเจนว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากการทำเหมืองของบริษัทเอกชน
ชุมชนจึงใช้กลไกต่าง ๆ ทั้งการร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ องค์กรอิสระ และรัฐสภา เพื่อให้มีการตรวจสอบ แต่เมื่อยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ชุมชนจึงตัดสินใจดำเนินคดี โดยขอความช่วยเหลือทางกฎหมายจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม
สำหรับการดำเนินคดีของ EnLAW ปัจจุบันรับผิดชอบกรณีด่านขุนทดเป็นหลัก ส่วนพื้นที่อื่น เช่น อุดรธานี ก็มีการดำเนินคดีเกี่ยวกับการเพิกถอนประทานบัตรเช่นกัน แต่เป็นการดำเนินการโดยมูลนิธิอื่น

ชี้ คดีสิ่งแวดล้อม “ยาก” เพราะภาระพิสูจน์อยู่ที่ฝ่ายฟ้อง
สุทธิเกียรติ ยังย้ำว่า หากมองจากมุมกฎหมาย คดีลักษณะนี้ถือว่า ยากพอสมควร เพราะแม้กฎหมายจะกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ แต่การที่จะทำให้ข้อกล่าวอ้างเป็นผลในทางคดี จำเป็นต้องมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะชี้ให้เห็นถึงการกระทำของบริษัทและความเชื่อมโยงกับความเสียหายที่เกิดขึ้น
ท้ายที่สุดศาลจะต้องพิจารณาและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นมีความสัมพันธ์กับการดำเนินโครงการหรือไม่ ?
ทนายความ EnLAW ยังเปรียบเทียบกับแนวทางในต่างประเทศว่า ระบบกฎหมายสิ่งแวดล้อมของไทยยังมีความแตกต่างในเรื่อง ภาระการพิสูจน์ โดยในต่างประเทศบางระบบ หากเกิดความเสียหายและมีการฟ้องร้อง ผู้ถูกฟ้องคดีอาจเป็นฝ่ายที่ต้องพิสูจน์ว่าไม่ได้เป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหาย
ขณะที่ระบบของไทยยังเป็นกรณีที่ฝ่ายผู้ฟ้องต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อชี้ให้เห็นว่า ผลกระทบเกิดจากบริษัทหรือโครงการที่ถูกฟ้องจริง
ใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์หาความเชื่อมโยง “ผลกระทบจากเหมือง”
สำหรับคดีด่านขุนทด สุทธิเกียรติ ระบุว่า มีการรวบรวมหลักฐานทางวิชาการ โดยข้อมูลสำคัญส่วนหนึ่งมาจากสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ซึ่งเป็นองค์การมหาชน ข้อมูลดังกล่าวเกิดจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 11 นครราชสีมา ขอความอนุเคราะห์นำตัวอย่างที่เก็บจากพื้นที่ไปตรวจวิเคราะห์ ทั้งตัวอย่างน้ำใต้ดินและน้ำบนดิน
ผลการตรวจพบองค์ประกอบของ โพแทสเซียมคลอไรด์ ซึ่งทนายความระบุว่า เป็นสารที่เกี่ยวข้องกับแร่โปแตช และโดยปกติแร่โปแตชอยู่ใต้ดิน จึงนำไปสู่ข้อสันนิษฐานว่า การปนเปื้อนที่พบอาจมีความเชื่อมโยงกับกิจกรรมใต้ดินและการทำเหมือง
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังต้องพิจารณาร่วมกับข้อมูลด้านเทคนิคอื่น ๆ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำและความเค็ม รวมถึงทิศทางการไหลของน้ำใต้ดิน เพื่อหาสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงให้ชัดเจน

ไม่มี Baseline Data ก่อนเริ่มโครงการโดยตรง
อีกหนึ่งข้อจำกัดของการพิสูจน์ผลกระทบ คือ ข้อมูลพื้นฐานของพื้นที่ (Baseline Data) สุทธิเกียรติ ระบุว่า ในช่วงก่อนหน้านี้พื้นที่ด่านขุนทดไม่ได้มีการเก็บ Baseline Data ในรูปแบบที่กฎหมายฉบับใหม่กำหนด แต่หลังพระราชบัญญัติแร่ฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ จึงมีข้อกำหนดให้มีการจัดเก็บข้อมูลดังกล่าว
ปัญหา คือ การเก็บข้อมูลตามกฎหมายเกิดขึ้นหลังจากโครงการเริ่มดำเนินการแล้ว ทำให้ไม่สามารถถือเป็นข้อมูลพื้นฐานก่อนการดำเนินโครงการได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากสภาพพื้นที่มีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
ส่วนข้อมูลจากรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA สามารถนำมาใช้ประกอบการพิจารณาได้ เนื่องจากมีการเก็บข้อมูลเพื่อประเมินผลกระทบไว้ล่วงหน้า แต่ทนายความระบุว่า ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ครอบคลุมเท่ากับการจัดทำ Baseline Data โดยตรง เพราะมีวัตถุประสงค์และขอบเขตแตกต่างกัน
สำหรับการพิสูจน์ผลกระทบจากเหมืองใต้ดิน จึงต้องพิจารณาทั้งความเปลี่ยนแปลงของความเค็มหรือคุณภาพน้ำ การปนเปื้อน รวมถึงทิศทางการไหลของน้ำใต้ดิน โดยต้องอาศัยข้อมูลทางเทคนิคจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมทรัพยากรน้ำบาดาล มาประกอบการวิเคราะห์
“อาชญาบัตร” สำรวจแร่ ยังไม่มีสิทธิประชาชนคัดค้านตามกฎหมายทั่วไป
อีกประเด็นที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีการขอสำรวจแร่ คือการขอ อาชญาบัตร ซึ่งเป็นขั้นตอนสำรวจก่อนการขอประทานบัตรทำเหมือง สุทธิเกียรติ อธิบายว่า ภายใต้พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ขั้นตอนการขออาชญาบัตรโดยทั่วไปยังไม่ได้กำหนดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้ ยกเว้นกรณีแร่ทองคำที่มีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนกำหนดไว้ในกฎหมาย
ดังนั้น สำหรับแร่ประเภทอื่น เช่น แร่โปแตช จึงยังไม่มีบทบัญญัติที่กำหนดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในขั้นตอนการขออาชญาบัตรในลักษณะเดียวกัน
ในทางปฏิบัติ อาชญาบัตรเป็นเพียงการอนุญาตให้เข้าไปสำรวจว่า พื้นที่ดังกล่าวมีแร่ที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์หรือไม่ โดยอาจมีการขุดหลุมขนาดเล็กเพื่อเก็บตัวอย่างและตรวจสอบ
หากสำรวจแล้วพบว่าแร่ไม่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ ก็สามารถปิดหลุมและยุติการดำเนินการได้ โดยไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การขอประทานบัตร
อย่างไรก็ตาม สุทธิเกียรติ ระบุว่า หากมีการขออาชญาบัตรและดำเนินการสำรวจเพื่อประเมินศักยภาพทางพาณิชย์ โดยทั่วไปขั้นตอนดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การขอประทานบัตรในลำดับต่อไป

เสนอรัฐต้อง “หาสาเหตุผลกระทบ” ก่อนเดินหน้าเหมือง
ในมุมมองเชิงนโยบายต่อการส่งเสริมการทำเหมืองโปแตช สุทธิเกียรติ เห็นว่า นโยบายไม่ควรมุ่งเน้นด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาศักยภาพของพื้นที่ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากร และคุณภาพสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน
โดยเฉพาะพื้นที่ที่กำลังมีข้อพิพาทและยังไม่สามารถสรุปได้ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นมีสาเหตุจากการทำเหมืองหรือไม่ ทนายความ จึงเห็นว่า โครงการควรระงับไว้ก่อนจนกว่าจะมีข้อสรุปเกี่ยวกับสาเหตุของผลกระทบที่ชัดเจน
อีกประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกต คือ ความต้องการแร่โปแตชในปัจจุบัน ซึ่งทนายความ ก็ระบุว่าเกี่ยวข้องกับการนำแร่ขึ้นมาเพื่อส่งออก และไม่ได้เป็นความต้องการใช้ภายในประเทศในสัดส่วนที่มากเท่าที่ควร
เสนอ 3 ขั้นก่อนเดินหน้าโครงการ
สุทธิเกียรติ จึงเสนอว่า หากประเทศไทยจะเดินหน้าโครงการเหมืองโปแตชหรือโครงการเหมืองลักษณะเดียวกัน ควรให้ความสำคัญกับการจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับแรก โดยมีขั้นตอนสำคัญ ได้แก่
1. ค้นหาสาเหตุของผลกระทบให้ชัดเจน
ต้องตรวจสอบว่าการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมและคุณภาพน้ำเกิดจากกิจกรรมเหมือง หรือเกิดจากสาเหตุอื่น เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการจัดการได้อย่างตรงจุด
2. ประเมินความเหมาะสมของเทคโนโลยี
ต้องพิจารณาว่าเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถควบคุมและลดผลกระทบจากการทำเหมืองได้มากน้อยเพียงใด และเหมาะสมกับพื้นที่หรือไม่
3. ประเมินศักยภาพและข้อจำกัดของพื้นที่
ต้องพิจารณาว่าพื้นที่แต่ละแห่งเหมาะสมกับการดำเนินโครงการหรือไม่ รวมถึงพื้นที่ที่ควรสงวนหรือห้ามดำเนินการตามกฎหมาย
โดยเฉพาะพื้นที่ที่เข้าข่ายข้อห้ามตามกฎหมาย เช่น พื้นที่แหล่งต้นน้ำ พื้นที่ป่าที่มีความสำคัญ หรือพื้นที่ที่มีน้ำซับ น้ำผุด ซึ่งชุมชนอ้างว่าเป็นลักษณะของพื้นที่ด่านขุนทด ก็ควรนำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการประเมินก่อนตัดสินใจเดินหน้าโครงการ
สุทธิเกียรติ ทิ้งท้ายด้วยว่า หากสามารถหาข้อสรุปเรื่องผลกระทบและสาเหตุได้ จะช่วยให้การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและการกำหนดแนวทางจัดการพื้นที่ในอนาคตมีความชัดเจนมากขึ้น
