มองบทเรียน EEC Model Type A: ระบบทวีภาคีเชื่อมอาชีวะ-อุตสาหกรรม ลดปัญหาเด็กตกงาน หลังประเมิน ตลาดงานเขต EEC ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 5 คลัสเตอร์ ปี 68-72 ไม่น้อยกว่า 1.5 แสนอัตรา ท่ามกลางข้อจำกัด จ้างงานแรงงานไทยยังมีปัญหา ผู้เชี่ยวชาญ ย้ำ ไทยจำเป็นต้องเดินหน้าพัฒนาทุนมนุษย์ มองคนรุ่นใหม่เป็น ‘สินทรัพย์’ ที่ต้องสร้างอย่างตั้งใจ เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงโลกยุคใหม่ แนะ ระบบการศึกษา ต้องปรับตัว เร่งสร้างคนที่ เรียนรู้เป็น-ใช้ AI เป็น-สร้างคุณค่าเป็น
หากประเทศไทยไม่ได้เป็น ผู้สร้าง แต่เป็น ผู้ใช้เทคโนโลยี แล้วมนุษย์ที่โลกอนาคตอยากเห็น ควรมีลักษณะอย่างไร ? คือ หนึ่งในคำถามสำคัญจากเวทีเสวนา “Human Capital to Life Capital จากทุนมนุษย์สู่ทุนชีวิต” โดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ชวนผู้ร่วมเสวนาทั้งจากฝ่ายนโยบาย ภาคธุรกิจ การศึกษา และการเมือง ซึ่งทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า การผลิตแค่คนออกมาทำงานไม่เพียงพอแต่ต้อง “สร้างคนที่ยกระดับขีดความสามารถประเทศ”
และระบบการศึกษาจำเป็นต้องปรับตัว ไม่ใช่แค่การจบไป “มีงานทำ” แต่คือการเตรียมคนให้พร้อมใช้งานและพร้อมใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่ามีความสุขและเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต (lifelong learning)

ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนเร็ว ไทยต้องสร้างคนแบบไหน ?
รศ.ชิต เหล่าวัฒนา อนุกรรมการการพัฒนาทุนมนุษย์ ด้านการวิจัย และพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เปิดเผยกับ The Active ว่า ความน่ากลัวของในอนาคต คือ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Exponential) ทั้งในทางการเมือง Geopolitical และ เทคโนโลยี สิ่งที่เราเจอวันนี้ อาจไม่ใช่สิ่งที่เราเคยเจอเมื่อวาน…สถานการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเกิดแบบเพิ่มขึ้นแบบเท่าทวีคูณ
ขณะที่ กระแสการเปลี่ยนแปลง แม้ไทยจะไม่ได้ก่อ แต่ก็เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง วัฏจักรแบบนี้ทำให้ เราจำเป็นต้องมองคนรุ่นใหม่เป็นสินทรัพย์ที่ต้องสร้างขึ้นมาอย่างตั้งใจ และตั้งคำถามว่า จะทำอย่างไร ? ให้พวกเขาสามารถรับมือกับสถานการณ์ใหม่ ๆ ได้
“ทุนมนุษย์ คือ สินทรัพย์ ที่สำคัญ และเราจำเป็นจะต้องลงทุน เพราะอาจจะเป็นสินทรัพย์เดียวที่ประเทศไทยเราต้องพึ่งพาในอนาคตอันใกล้“
รศ.ชิต เหล่าวัฒนา

เราต้องการคนแบบไหน ? จะทำอย่างไร ? เมื่อระบบการศึกษาตามไม่ทัน
รศ.ชิต ยอมรับว่า หลักสูตร และ ระบบการศึกษาไทยตามไม่ทันโลก พร้อมแนะให้ ระบบการศึกษาต้องปรับตัวเร่งสร้างคนที่ “เรียนรู้เป็น, ใช้ AI เป็น, สร้างคุณค่าเป็น” โดยไทยต้องเปลี่ยน 4 ประเด็น ประกอบด้วย
- LEARN : เปลี่ยนวิธีคิดจาก เรียนให้รู้ สู่ เรียนรู้ให้เป็น (Learning Agility) ต้องตั้งคำถาม ทดลอง แก้ปัญหา ปรับตัว และต้องเริ่มตั้งแต่ระดับปฐมวัย ไม่รอถึงมหาวิทยาลัย
- CREATE : เปลี่ยนจาก “ผู้เรียน สู่ ผู้สร้าง”
- AUGMENT : ไม่สร้างคนเพื่อแข่งกับ AI แต่ สร้างคนให้ ทำงานร่วมกับ AI
- TRANSFORM : เปลี่ยนจาก Supply driven สู่ Demand driven Human Capital เปลี่ยนจากการคิดว่า เราจะเปิดหลักสูตรอะไร ผลิตบัณฑิตกี่คน ? เป็นการตั้งคำถามว่า อีก 5-10 เราต้องการประเทศแบบไหนแล้วค่อยย้อนกลับสร้างทุนมนุษย์แบบนั้น
และวัดผลลัพธ์จาก Productivity (ความสามารถในการผลิต) , Income (รายได้), AI Adoption (การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์), Innovation (นวัตกรรม), Competitiveness (ความสามารถในการแข่งขัน)

สมการการลงทุนในทุนมนุษย์ คือ ทุนมนุษย์ x โครงสร้างพื้นฐาน AI = ขีดความสามารถของประเทศ
เป้าหมายไทย ไม่ใช่แค่การมี AI ที่เก่งขึ้น แต่คือการทำให้คนไทย “สร้างคุณค่าได้มากขึ้นจาก AI”
ส่องโมเดล EEC Model Type A: ระบบทวีภาคีเชื่อมอาชีวะกับอุตสาหกรรมลดปัญหาเด็กตกงาน
“เพราะ ทุนมนุษย์ที่ดี จะดึงดูดนักลงทุนเข้ามาเอง EEC จึงไม่ใช่แค่โมเดลยกระดับเศรษฐกิจ แต่คือโมเดลพัฒนาทุนมนุษย์”
อภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนากำลังคนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และที่ปรึกษาเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก มองว่า ระบบการศึกษาไทย ยังอยู่ในยุค 1.0-2.0 ขณะที่อุตสาหกรรมต้องการยุค 4.0 เราเริ่มมาจากการใช้แรงงานคนเป็นหลัก สู่ การใช้สมรรถนะฐานคอมพิวเตอร์ สู่ กระบวนการดิจิทัล และกำลังเป็น การใช้ “ความรู้ ทักษะ สมรรถนะ บนฐานการจัดการปัญญาประดิษฐ์” (AI Driven)
ขณะที่ ระบบการศึกษาไทยเรายังเหมือนเดิม ใช้ระบบ supply push (โรงเรียน/ครูเก่งอะไรก็สอนแบบนั้น) แต่ผลลัพธ์ คือ ทำให้บัณฑิตตกงานปีละกว่า 500,000 คน ซึ่งถือเป็นความสูญเปล่าในการลงทุน แต่การศึกษายุคศควรรษที่ 21 จำเป็นต้องปรับภูมิทัศน์ใหม่ให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนไป โลกยุคใหม่ ไม่ต้องการปริญญาบัตร แต่ต้องการทักษะที่มีความชัดเจน ในแต่ละสาขา ไม่ว่าจะเป็น AI ดิจิทัล, เซมิคอนดักเตอร์, การแพทย์แผนใหม่ หรือ สาขาต่างๆ ที่อยู่ในคลัสเตอร์ของอุตสาหกรรม โดยการพัฒนาคนในพื้นที่ EEC แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ สร้างกำลังคนรองรับอุตสาหกรรมใหม่ ที่จะเข้ามาลงทุน และ ยกระดับศักยภาพแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมท้องถิ่นเดิม
- สร้างกำลังคนรองรับอุตสาหกรรมใหม่ เติมทักษะพื้นฐาน 3 ด้านตั้งแต่การเรียนในระดับประถม-มัธยมศึกษา ตั้งแต่ปี 2562-2563 โมเดลการพัฒนาคน EEC เสริมหลักสูตร Coding, STEM และภาษาที่ 3 (นอกจากไทย-อังกฤษ อาจเป็นญี่ปุ่น จีน เยอรมัน หรือฝรั่งเศส ตามบริบทอุตสาหกรรมในพื้นที่) ในโรงเรียนกว่า 800 แห่ง เนื่องจากทักษะที่จำเป็นในโลกยุคใหม่ มี 3 ด้าน คือ ทักษะเทคโนโลยี (AI ดิจิทัล), ทักษะด้านมนุษย์ (Creative Thinking, การคิดวิเคราะห์, การทำงานเป็นทีม, วินัยทางอุตสาหกรรม) และ ทักษะระดับโลก (การใช้ภาษาในการสื่อสาร เพื่อความเข้าใจวัฒนธรรมข้ามชาติ)
อภิชาต ย้ำว่า การปรับตัว หรือ สร้างศักยภาพทุนมนุษย์ มีความจำเป็น เพราะหากขาดเรื่องนี้ การลงทุนจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน - อุตสาหกรรมเดิม ก็ต้องยกระดับ อุตสาหกรรมเก่า ต้องปรับรูปแบบการผลิตใหม่ ต้องพัฒนาคนคู่ขนานไปกับอุตสาหกรรมยุคใหม่

EEC Model Type A: ระบบทวีภาคี เชื่อมอาชีวะกับอุตสาหกรรม
“การสร้างคนเก่ง คือ สิ่งที่ต้องทำ ก่อนหน้านี้มีการจับคู่ระหว่าง ภาคอุตสาหกรรม กับ ภาคการศึกษา ให้มาร่วมกันออกแบบหลักสูตร และผลิตคนร่วมกัน โดยมีการเรียนแบบ โรงเรียนในโรงงาน โรงงานในโรงเรียน เพื่อให้เด็กมีประสบการณ์ทันที เราเรียกว่า EEC Model Type A”
EEC Model ส่วนใหญ่ทำกับเด็กนักเรียน สายอาชีวะ ในรูปแบบทวิภาคี โดยในแต่ละปี การันตีจบแล้วมีงานทำทันที่ 100% มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้ดี โดยยกตัวอย่างกรณี
- วิทยาลัยเทคนิตบ้านค่าย มีนักเรียนกว่า 3,000 คนต่อปี ที่จบออกมาแล้วมีงานทำทันที 100%
- มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก สาขาแมคคาทรอนิกส์ : จบแล้วมีอุตสาหกรรมรองรับรายได้สูง
พบว่า โดรงสร้างเงินเดือนระดับปริญญาตรีทั่วไป (เงินเดือนประมาณ 15,000 บาท) แต่ นักเรียนทวิภาคี ใน EEC Model เงินเดือนสูงกว่า
- ระดับอาชีวะ จบ ปวช. ได้เงินเดือนอยู่ที่ 20,000 บาท
- ปวส. 25,000 บาท
- ปริญญาตรี 30,000 บาท
ลักษณะแบบนี้ จึงเป็นการทำงาน สร้างทุนมนุษย์ไปใน (Pipeline) หรือ กระบวนการทำงานที่ต่อเนื่อง เป็นเส้นทางเดียวกัน ในระบบงานก็จะเรียกว่ามี (Career Path) หรือเส้นทางความก้าวหน้าในสายงานที่ชัดเจน รายได้สูง และมีคุณภาพชีวิตดี ที่สำคัญคือ เด็ก และเยาวชน ยังสามารถต่อยอด พัฒนาทักษะตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นทุนมนุษย์ที่สามารถ Upskill Reskill ได้อยู่ตลอดเวลา
เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว การพัฒนาทุนมนุษย์จึงไม่จบแค่ตอนจบการศึกษา แต่ต้องมีเส้นทางพัฒนาทักษะต่อเนื่องตลอดชีวิตการทำงาน (Lifelong Learning) ควบคู่กับคุณภาพชีวิตที่ดี (การเติบโต และรายได้) นี่จึงถือเป็น รากฐานของโมเดล EEC ในฐานะ “sandbox” การจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนไป เพื่อยกระดับไทยสู่โลกยุคใหม่
อภิชาต ทิ้งท้ายว่า ระบบอาชีวศึกษาปรับตัวไปไกลแล้ว ผ่านระบบทวีภาคี แต่ปัญหาหลักอยู่ที่ระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งมีความเป็นอิสระสูง แม้บางแห่งจะมีอันดับดี แต่จำนวนมากยังผลิตบัณฑิตเพื่อ ปริญญา มากกว่าเพื่อ การมีงานทำ แม้จะมีความพยายาม เชื่อมผ่านนโยบายอย่าง “บัณฑิตพันธุ์ใหม่” และ โครงการการเรียนรู้ร่วมกับการทำงาน (WIL) / สหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (CWIE) ของกระทรวง อว.
แต่ทิศทางสำคัญที่ต้องผลักดันต่อ คือ จะทำอย่างไร ? ให้มหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ (pipeline) เดียวกับ ระบบอาชีวะ ที่สามารถส่ง นักศึกษา เข้าสู่ระบบงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ EEC Model ยังมีกลไกของศูนย์เชี่ยวชาญทั้ง 3 ด้าน คือ
- AX Automation Tranformation
การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ อัตโนมัติและหุ่นยนต์ - DX Digital Tranformation
การเปลี่ยนผ่านด้วย เทคโนโลยีดิจิทัล - GX Green Tranformation
การเปลี่ยนผ่านสู่ เศรษฐกิจสีเขียวและการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ตัวเลขประเมินการจ้างงาน EEC ปี 68-72 แตะแสนคน
การผลิตคนจำเป็นต้องเร่งทำ เห็นได้จากปัญหาปัจจุบันที่ไทยไม่สามารถผลิตแรงงานตอบโจทย์ตลาดได้ จึงเห็นการจ้างงานของแรงงานข้ามชาติ ยกตัวอย่างเช่น แรงงานจีน ถือเป็นช่องว่างทางภาษาวัฒธรรมที่สำคัญ จำเป็นต้องใช้เวลา ปัจจุบันพบว่า ยังมีปัญหาแรงงานอาชีวะขาดเยอะ ยิ่งมี DATA Center เข้ามายิ่งต้องการกำลังแรงงานมากขึ้น แต่หากปรับโครงสร้างทางการศึกษาได้ทันจะช่วยลดปัญหาเรื่องนี้ได้
ข้อมูลจาก MDD และ EEC ประเมินการความต้องการกำลังคนในเขต EEC สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย 5 คลัสเตอร์ ในปี 2568-2572 ไว้ที่ 156,879 อัตรา แบ่งเป็น อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่, อุตสาหกรรมการแพทย์ และสุขภาพ, อุตสาหกรรม BCG, อุตสาหกรรมบริการ, อุตสาหกรรมดิจิทัล

ข้อกังวลในพื้นที่ และข้อจำกัด การพัฒนาแรงงานในพื้นที่ EEC
แม้จังหวัดชลบุรีจะเป็นหนึ่งในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของ EEC ด้วย GDP กว่า 1.2 ล้านล้านบาทต่อปี แต่เบื้องหลังความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ กลับมีปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก ทั้งเรื่องทุนจีนสีเทา และข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ฉุดรั้งการพัฒนาคน
อดิเรก อุ่นโอสถ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ระบุว่า ชลบุรีกำลังเผชิญปัญหาการใช้นอมินีของทุนจีนในพื้นที่ โดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนในการซื้อขายที่ดิน ซึ่งสร้างปัญหาให้กับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
เศรษฐกิจของชลบุรีในปี 2567 มีมูลค่ารวมกว่า 1.2 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นภาคอุตสาหกรรมประมาณ 600,000 ล้านบาท จากโรงงานกว่า 6,000 แห่งใน 18 นิคมอุตสาหกรรม ภาคการท่องเที่ยว 400,000 ล้านบาท และภาคเกษตร 200,000 ล้านบาท แต่ท่ามกลางตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เติบโต กลับมีบางกลุ่มที่มองเห็นเพียงผลประโยชน์ทางการเงิน จนเปิดช่องให้ทุนต่างชาติเข้ามาแสวงหาประโยชน์ผ่านการใช้นอมินี
นอกจากนี้ รองผู้ว่าฯ ชลบุรี ยังยกตัวอย่างข้อจำกัดในการพัฒนาทุนมนุษย์ในพื้นที่ โดยระบุว่า ที่ผ่านมาจังหวัดเคยร่วมกับสถาบันพัฒนาแรงงานและอาชีพ ยื่นของบประมาณสำหรับการเรียนการสอนภาษา ให้กับแรงงานในพื้นที่ EEC แต่กลับถูกสำนักงบประมาณปฏิเสธ เนื่องจากไม่เข้าเกณฑ์ที่กำหนดว่าต้องเป็น งบฯ ฟังก์ชัน ตามระเบียบราชการทั่วไป ทำให้โครงการหลายส่วนไม่ได้รับการอนุมัติ

อดิเรก จึงเสนอว่า หาก EEC ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ทดลองเชิงนโยบาย หรือ Sandbox อย่างแท้จริง ควรได้รับการพิจารณายกเว้นระเบียบบางประการที่ใช้บังคับทั่วประเทศ เพื่อให้การพัฒนาทุนมนุษย์ในพื้นที่สามารถเดินหน้าได้คล่องตัวและทันต่อสถานการณ์มากขึ้น
รองผู้ว่าฯ ชลบุรี ยังย้ำหลักการ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” โดยมองว่า EEC ไม่ใช่คำตอบเดียวที่จะทำให้ประเทศไทยพัฒนาได้ทั้งหมด เพราะยังมีอีก 75 จังหวัดที่ไม่ได้รับโอกาสเท่าเทียมกับพื้นที่ EEC สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้การพัฒนาเทคโนโลยีและเศรษฐกิจในพื้นที่นี้ ไม่ทิ้งพื้นที่อื่นของประเทศไว้ข้างหลัง
เมื่ออัตราจ้างงานแรงงานไทยใน EEC ยังมีปัญหา ?
จากการลงพื้นที่ทำงานด้านสิทธิแรงงานในพื้นที่ EEC ของ บุญยืน สุขใหม่ นักจัดตั้งสหภาพเเรงงานและที่ปรึกษากฎหมายให้เเรงงาน ก็มองว่า แม้การศึกษาในพื้นที่ปรับตัวให้สอดคล้องบริบทและความต้องการของอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC แต่อัตราการจ้างงานแรงงานไทยในพื้นที่นี้ยังคงมีปัญหา
เนื่องจาก แรงงานที่ใช้ทักษะสูงหรือความเชี่ยวชาญเฉพาะยังคงปฏิบัติการและสั่งการจากประเทศต้นทาง หรือใช้หุ่นยนต์แทนแรงงานคน ขณะเดียวกันเครื่องจักรที่ใช้ใน EEC ก็ไม่ใช่เครื่องจักรทันสมัย แรงงานไทยในนั้นจึงไม่ได้ upskill reskill ใด ๆ จึงไม่มีระบบถ่ายทอดความรู้ทักษะใด ๆ จากนักลงทุนต่างชาติ ตามที่รัฐบาลคาดหวังว่า EEC จะนำไปสู่การถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยีขั้นสูงและทันสมัย ให้กับชาวไทย
อีกทั้งระบบแบ่งงานกันทำแบบแยกส่วนแบบระบบฟอร์ดดิสม์ (Fordism) คนงาน 1 คน ไม่ต้องทำงานทุกขั้นตอนในกระบวนการผลิต แค่ทำหน้าที่ซ้ำ ๆ อย่างเดียวไปเรื่อย ๆ เช่นงานประกอบ งานบรรจุผลิตภัณฑ์ ที่แยกย่อยขั้นตอน ทำให้แรงงานไม่ได้พัฒนาทักษะอะไร นอกจากงานที่ทำซ้ำในแต่ละวัน และส่วนใหญ่ก็มักจ้างงานจากแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านของไทยมากกว่าชาวไทย
บุญยืน จึงเสนอว่า รัฐต้องกำหนดโควตาการจ้างงานและตำแหน่งสำหรับคนไทยใน EEC ให้ชัดเจน เพื่อที่จะประกันได้ว่า การลงทุนใน EEC จะนำไปสู่การจ้างงานแรงงานไทย และควรมีข้อกำหนดในรายละเอียด ประเภทของอุตสาหกรรมด้วย เพราะส่วนมากในพื้นที่เป็นโรงงานประกอบอะไหล่ยนต์เป็นหลัก ไม่ได้เป็นผลิตภัณฑ์ทั้งชิ้น
รวมทั้งระบุถึงคุณภาพของเครื่องจักรที่ใช้ เช่น ในกรณีของเวียดนาม กฎหมายได้เขียนไว้ชัดเจนว่าถ้าลงทุนในเวียดนาม ต้องเป็นเครื่องจักรใหม่เท่านั้น ขณะที่เครื่องจักรที่มาลงทุนในไทยไม่มีระบบเซฟตี้ เป็นเครื่องจักรเก่าที่ย้ายมาจากประเทศต้นทาง
สำหรับการออกแบบหลักสูตร EEC สถานสถานศึกษาออกแบบหลักสูตร EEC ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม หลักสูตรของการฝึกงานต้องมีการกำหนดตารางการฝึกงานให้เรียนรู้องค์ความรู้ครอบคลุมในการผลิตทั้งหมด เพราะที่ผ่านมายังคงเป็นการส่งเด็กฝึกงานไปเป็นแรงงานทดแทนในระบบใดระบบหนึ่ง ซึ่งไม่สามารถเรียนรู้อะไรได้ ไม่ทำให้เกิดการพัฒนาด้านทักษะใด ๆ
นอกจากนี้ บุญยืน ยังเสนอว่า ควรเพิ่มวิชาสิทธิแรงงาน เช่นให้รู้เรื่องประกันสังคม การจัดตั้งสหภาพแรงงาน รวมถึงสิ่งแวดล้อม เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงมิติที่รอบด้านในพื้นที่ EEC
ศธ. เผย 5 มิติพัฒนากำลังสร้างคน ตอบโจทย์อนาคต
“ทักษะที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็กไทยในวันนี้ ไม่ใช่ใบปริญญา หรือ ทักษะเฉพาะทางอย่างเดียว แต่คือ Resilience หรือ ความสามารถในการ ล้มแล้วลุกขึ้นเรียนรู้ใหม่ได้เสมอ ควบคู่ไปกับ Well-being การมีคุณภาพชีวิตที่ดี”
ธีราภา ไพโรหกุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่า กระทรวงศึกษาธิการ ยึดแนวคิด “All for Education” เชื่อว่า การพัฒนาทุนมนุษย์ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

โดยเฉพาะภาคเอกชน ที่มีบทบาทสำคัญในการสะท้อนความต้องการแรงงานที่แท้จริง เพื่อให้การผลิตกำลังคนตรงกับความต้องการของตลาดมากขึ้น ขณะที่ กระทรวงวางทิศทางนโยบายไว้ 5 มิติหลัก เพื่อรับมือกับโลกที่เปลี่ยนเร็วจนอาชีพในปัจจุบันอาจไม่มีอยู่แล้วในอีก 10 ปีข้างหน้า
- มิติแรก คือ การปรับหลักสูตร โดยเปลี่ยนจาก การเน้น “เนื้อหา” มาเป็นเน้น “สมรรถนะ” สอนให้เด็กคิดเป็น สื่อสารเป็น และ ปฏิบัติได้จริง พร้อมกระจายอำนาจให้แต่ละพื้นที่มีส่วนร่วมออกแบบหลักสูตรผ่านกลไก “พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา”
- มิติที่สอง คือ การเรียนรู้เฉพาะบุคคล โดยกระทรวงเริ่มพัฒนาระบบ Learner ID เพื่อติดตามเส้นทางการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนเป็นรายบุคคล
- มิติที่สาม คือ การแนะแนวอาชีพที่ต้องเริ่มเร็วขึ้น และต่อเนื่องมากขึ้น จากเดิมที่เริ่มเพียงช่วงมัธยมปลาย ซึ่งดร.ธีราภา ระบุว่า ช้าเกินไป ควรเริ่มตั้งแต่ระดับปฐมวัย และต้องเชื่อมโยงกับความต้องการตลาดแรงงานแบบเรียลไทม์
- มิติที่สี่ คือ การปรับวิธีเรียนให้เป็น Active Learning เน้นให้เด็กลงมือทำ แก้ปัญหาจริง และทำงานเป็นทีม แทนการนั่งฟังบรรยายเพียงอย่างเดียว
- มิติที่ห้า คือการสร้างพื้นฐานความมั่นคงทั้งทางกายและใจให้กับเด็ก ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้อีก 4 มิติเกิดขึ้นได้จริง
สำหรับประเด็นร่วมที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องกันคือ ต้องเปลี่ยนจาก “ผลิตคนตามปริญญา” เป็น “สร้างทักษะที่ตลาดต้องการจริง” ผ่านความร่วมมือ School-University-Industry-Government และย้ำว่า เป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่แค่มีงานทำ แต่คือคุณภาพชีวิตของเด็กในระยะยาว
