ชงตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาปัญหากากอุตสาหกรรม ขยะพิษปนเปื้อน หวังสภาฯ เห็นชอบ แก้โจทย์ทั้งระบบ

‘จาตุรนต์’ ย้ำ ปัญหาปนเปื้อน กระทบสุขภาพ ประชาชนไม่มั่นใจการใช้ชีวิต สะเทือนอนาคตเกษตรกร เศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นการลงทุน เชื่อ ผลพวง คำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 เปิดทางโรงงานผุดเกินควบคุม ชี้ โจทย์สำคัญต้องเร่งศึกษา เตรียมเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา 12 พ.ย.นี้ หวังสภาฯ เห็นชอบ เดินหน้าแก้ปัญหาเรื่องเร่งด่วน ที่ประชาชนเผชิญความเดือดร้อน

วันนี้ (5 พ.ย. 2569) ที่รัฐสภา จาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย สส.ของพรรค แถลงข่าวเพื่อเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาสารเคมีและกากอุตสาหกรรมตกค้างหรือปนเปื้อน ครอบคลุมผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงแนวทางป้องกัน แก้ไข ฟื้นฟู และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

จาตุรนต์ บอกว่า พรรคเพื่อไทยมีมติรับรองและสนับสนุนการเสนอญัตติดังกล่าว โดย สส.ได้ร่วมลงนามตามข้อบังคับและยื่นญัตติต่อสภาแล้ว เนื่องจากปัญหาเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง เกินขอบเขตที่กรรมาธิการสามัญคณะใดคณะหนึ่งจะพิจารณาได้อย่างครอบคลุม จึงจำเป็นต้องมีกลไกศึกษาปัญหาทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นเหตุ การสำรวจพื้นที่ที่มีการนำของเสียอันตรายมาฝังกลบหรือบำบัดอย่างผิดกฎหมาย ไปจนถึงการฟื้นฟูและสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนกลับมาประกอบอาชีพได้

จาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

โดยสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในภาคกลางและภาคตะวันออก ทำให้ความกังวลเรื่องของเสียอุตสาหกรรมในแม่น้ำปราจีนบุรีและบางปะกงรุนแรงขึ้น ทั้งปัญหาปลาในกระชังตายตามลำน้ำ และพื้นที่เพาะปลูกในปราจีนบุรี กับฉะเชิงเทรา ที่ได้รับผลกระทบประมาณ 270,000 ไร่ เกษตรกรยังต้องรอผลตรวจน้ำและดินเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถกลับมาเพาะปลูกได้อย่างปลอดภัย ขณะเดียวกันยังมีความกังวลต่อแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำดิบที่ใช้ผลิตประปา นอกจากนี้ ยังมีรายงานผลคัดกรองโลหะหนักผิดปกติในผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านที่ปราจีนบุรี ซึ่งต้องติดตามผลตรวจยืนยันต่อไป

จาตุรนต์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงผลกระทบที่ปรากฏเป็นข่าวอาจยังไม่สะท้อนขนาดปัญหาที่แท้จริง หากมีการตรวจสุขภาพประชาชนอย่างกว้างขวาง ขณะเดียวกันความไม่มั่นใจเรื่องน้ำ ดิน และความปลอดภัยในการดำรงชีวิต กำลังกระทบทั้งอนาคตของเกษตรกร เศรษฐกิจในพื้นที่ และความเชื่อมั่นในการลงทุน

สำหรับภาพรวมประเทศ จาตุรนต์ ระบุว่า มีโรงงานประเภท 105–106 ซึ่งเกี่ยวกับการคัดแยก ฝังกลบ และรีไซเคิลของเสีย จำนวน 3,049 แห่ง โดยประมาณ 1,500 แห่งกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ 5 จังหวัดที่รัฐให้ความสำคัญในการตรวจสอบ ขณะที่ จ.ชลบุรี มีความกังวลต่อจำนวนโรงงานและผลกระทบที่อาจตามมา ผลตรวจโรงงานวันแรก 80 แห่ง มีคำสั่งให้ปรับปรุง 63 แห่ง และหยุดประกอบกิจการชั่วคราว 1 แห่ง จึงต้องติดตามว่ามีการตรวจซ้ำอย่างเข้มงวดเพียงใด โรงงานปรับปรุงได้มาตรฐานจริงหรือไม่ และยังมีของเสียอันตรายถูกจัดการผิดกฎหมายอยู่ที่ใดอีกบ้าง

ส่วนการลักลอบทิ้งของเสีย มีรายงานพบ 61 จุดใน 5 จังหวัดภาคตะวันออ กเมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา ข้อมูลที่ทีมงาน สส.พรรคเพื่อไทยรวบรวมยังพบปัญหาและข้อร้องเรียนกระจายอยู่หลายพื้นที่ ทั้งสระแก้ว ราชบุรี ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา เพชรบูรณ์ นครราชสีมา สมุทรสาคร กลุ่มลำคลองในสระบุรี ปัญหามลพิษในแม่น้ำกกที่เชียงราย และข้อร้องเรียนของเกษตรกรผู้เลี้ยงหอยในสุราษฎร์ธานี สะท้อนว่าปัญหามีขอบเขตกว้างกว่าปราจีนบุรีและฉะเชิงเทรา และยังไม่ทราบว่ามีพื้นที่ได้รับผลกระทบอีกมากเพียงใด

จาตุรนต์ ระบุด้วยว่า ประชาชนได้นำปัญหานี้มาร้องเรียนต่อสภาฯ เมื่อ 2 วันก่อน โดยประเด็นสำคัญประการหนึ่งคือผลสืบเนื่องจากคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 4/2559 ซึ่งยกเว้นการใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับกิจการบางประเภท รวมถึงกิจการพลังงานและการจัดการขยะ เปิดทางให้กิจการเข้าไปตั้งในพื้นที่เกษตรกรรมหรือใกล้แหล่งน้ำได้ เมื่อประกอบกิจการไม่ได้มาตรฐานหรือฝ่าฝืนกฎหมาย ผลกระทบจึงเข้าถึงเกษตรกรและชุมชนได้ง่าย แม้คำสั่งดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้วในปี 2568 แต่กิจการและผลกระทบที่เกิดขึ้นระหว่างนั้นยังเป็นโจทย์ที่ต้องศึกษาและแก้ไข

“ผมจะเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาในวันพฤหัสบดี ที่ 12 พ.ย.นี้ และหากประธานสภาฯ บรรจุญัตติขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญแล้ว จะขอให้ยกขึ้นพิจารณาพร้อมกัน โดยหวังว่าสภาฯ จะเห็นชอบ เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องทั้งความเดือดร้อนของประชาชน ความมั่นใจในการประกอบอาชีพของเกษตรกรและผู้ประกอบการ ตลอดจนความเชื่อมั่นของนักลงทุนไทยและต่างประเทศ”

จาตุรนต์ ฉายแสง

ขณะที่ จักรภพ เพ็ญแข สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวสนับสนุนการเสนอญัตติ โดยเปรียบสถานการณ์ว่า “น้ำท่วมแล้วตอผุด” เพราะสิ่งที่ปรากฏสะท้อนปัญหาลึกกว่าขยะพิษที่มากับสายน้ำ แต่เชื่อมโยงถึงผลพวงจากการเมืองในยุคที่มองว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งส่งผลต่อกฎหมาย การบริหารจัดการ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน

“การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จะเปิดโอกาสให้ศึกษาปัญหาอย่างครบวงจรและทุกมิติ ตรวจสอบผลของกฎหมายและการบริหารจัดการในแต่ละยุค พร้อมพัฒนารูปแบบการแก้ปัญหาที่ครอบคลุม โดยย้ำว่าเรื่องนี้มีทั้งมิติสิ่งแวดล้อมและมิติทางการเมืองที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน”

จักรภาพ เพ็ญแข

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active