‘ภาคประชาชน’ เสนอ สิทธิประโยชน์กลางเท่ากัน เกลี่ยงบฯ เป็นธรรม เพิ่มสภาพคล่องหน่วยบริการ เน้นลดช่องว่างงบฯ ต่อหัว ช่วยหน่วยบริการ ขณะที่ ‘เครือข่ายโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย’ เตือน นโยบายรักษาทุกที่ต้องไปพร้อมศักยภาพระบบ เสนอทบทวน พ.ร.บ.หลักประกันฯ มากกว่าการเพิ่มงบฯ อย่างเดียว
การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นโยบายสาธารณสุข ยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นที่ภาคประชาชนและผู้ให้บริการจับตาอย่างใกล้ชิด โดยมีข้อเสนอร่วมกันว่า พรรคการเมืองควรแสดงวิสัยทัศน์เชิงโครงสร้างเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่สมดุลของระบบหลักประกันสุขภาพไทย
สมชาย กระจ่างแสง ตัวแทนภาคประชาชน และคณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตพื้นที่ (อปสข.) เขต 13 กรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ The Active ระบุว่า นโยบายด้านสาธารณสุขที่สอดคล้องกับความคาดหวังของภาคประชาชนมากที่สุด คือ นโยบายที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำระหว่าง 3 กองทุนสุขภาพหลัก ได้แก่ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ

สมชาย ยังชี้ว่า ความเท่าเทียมของระบบสุขภาพควรเกิดขึ้นใน 2 มิติหลัก คือ การจัดบริการและงบประมาณ โดยควรมี “สิทธิประโยชน์กลาง” ที่ใช้ร่วมกันในทุกกองทุน เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะอยู่ในระบบใด พร้อมทั้งต้องเกลี่ยงบฯ ต่อหัวให้เป็นธรรมมากขึ้น เพราะปัจจุบันแต่ละกองทุนใช้งบฯ ไม่เท่ากัน ส่งผลต่อคุณภาพและการเข้าถึงบริการ
ทั้งยังระบุว่า สิทธิประโยชน์โดยรวมถือว่าเกือบสมบูรณ์แล้ว แต่โจทย์เร่งด่วนคือการช่วยให้หน่วยบริการ โดยเฉพาะโรงพยาบาลและคลินิกที่รับงบแบบปลายปิด สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง หากเงินหมดก่อนรอบงบประมาณย่อมกระทบการให้บริการโดยตรง
สมชาย ยังสะท้อนข้อจำกัดของนโยบาย “บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่” ว่า แม้เป็นแนวคิดที่ก้าวหน้า แต่ในทางปฏิบัติยังติดข้อจำกัดด้านงบประมาณ ศักยภาพหน่วยบริการ และระบบส่งต่อ ทำให้เกิดภาระต้นทุนกับโรงพยาบาล และความขัดแย้งในระบบตามมา พร้อมย้ำว่าปัญหากำลังคน ค่าตอบแทน และการกระจายบุคลากร เป็นเรื่องที่รัฐต้องเข้ามาแก้เชิงนโยบาย ไม่ควรปล่อยให้เป็นความขัดแย้งระหว่างผู้ให้บริการกับกองทุน
ในประเด็นการปฏิรูป สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สมชาย เห็นว่า ไม่ควรโฟกัสเพียงการปรับโครงสร้างบอร์ด แต่ควรเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน และหากจำเป็นรัฐบาลควรใช้งบกลางเสริม เพื่อให้ระบบเดินต่อได้อย่างยั่งยืน
ทบทวน พ.ร.บ.หลักประกันฯ มากกว่าการเพิ่มงบฯ อย่างเดียว
ด้าน ผศ.นพ.สนั่น วิสุทธิศักดิ์ชัย กรรมการเครือข่ายโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย (UHosNet) ให้ความเห็นว่า ปัญหาสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในปัจจุบัน คือความไม่สมดุลของโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง 3 ฝ่าย ได้แก่ ผู้ป่วย ผู้ให้บริการ และผู้ซื้อบริการหรือกองทุน ซึ่งควรต้องเคลื่อนไปพร้อมกัน แต่ในความเป็นจริงภาระกลับตกอยู่ที่หน่วยบริการมากเกินไป

ผศ.นพ.สนั่น ย้ำว่าจำเป็นต้องทบทวนและปรับปรุง พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อสร้างกลไกถ่วงดุล ไม่ให้การตัดสินใจเชิงนโยบายเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องรื้อกฎหมายทั้งฉบับ แต่ควรเพิ่มเติมกลไกให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า สังคมอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสิทธิบัตรทองรักษาได้ทุกที่ เพราะในทางปฏิบัติยังมีข้อจำกัดด้านระบบปฐมภูมิ การส่งต่อ และศักยภาพโรงพยาบาล รวมถึงปัญหาการจ่ายเงินไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง โดยเฉพาะการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูง ทำให้หน่วยบริการต้องแบกรับความเสี่ยง
ทั้งสองฝ่ายยังเห็นตรงกันว่า หากการเมืองยังสื่อสารนโยบายที่สร้างความคาดหวังสูง แต่ไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเรื่องงบประมาณและกลไกบริหาร อาจยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ระบบสาธารณสุขในระยะยาว ขณะที่เป้าหมายสูงสุดควรมุ่งไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างสมดุลระหว่างทั้งสามฝ่าย เพื่อให้ระบบสุขภาพไทยเดินต่อได้อย่างยั่งยืน
