หวังช่วยแก้ปัญหา รพ. ขาดทุน-แบกรับความเสี่ยง แนะ หนุนระบบ Palliative Care รับมือสังคมสูงวัย ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ หลังพบ ผู้สูงอายุใช้งบฯ รักษาพยาบาลสูงมากในช่วงปีสุดท้ายของชีวิต
ศ.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการวิจัยนโยบายหลักประกันทางสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยกับ The Active ถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเร่งด่วนด้านสาธารณสุข โดยระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลหลัก 3 ระบบ ได้แก่ สิทธิสวัสดิการข้าราชการ, ประกันสังคม และบัตรทอง (หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) ซึ่งมีปัญหาความเหลื่อมล้ำชัดเจนในเรื่อง อัตราการจ่ายค่ารักษาพยาบาล
ศ.วรวรรณ ชี้ให้เห็นปัญหาว่า เมื่อผู้ป่วยป่วยด้วยโรคเดียวกัน ใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเหมือนกัน แต่ทั้ง 3 กองทุนกลับจ่ายเงินให้โรงพยาบาลในอัตราที่ต่างกันมาก
- สิทธิข้าราชการ : จ่ายในอัตราสูงที่สุด มีเกณฑ์การจ่ายกว่า 20 อัตรา (มากกว่า 13,000 บาท ต่อ 1 หน่วยน้ำหนักสัมพัทธ์ หรือ AdjRW)
- สิทธิบัตรทอง : มีเกณฑ์การจ่ายประมาณ 13 อัตรา ซึ่งมักตั้งงบประมาณไว้สูง (เช่น 10,000 บาท/AdjRW) แต่เมื่อจ่ายจริงกลับได้รับน้อยกว่าที่ตั้งไว้ (บางปีเหลือเพียง 8,350 บาท) เนื่องจากงบประมาณแบบปลายปิด (Global Budget) ถูกดึงไปใช้ในส่วนอื่น

แนะศึกษาต้นทุนจริง ประกาศเรตเดียวทุกกองทุน
TDRI เสนอให้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาวิจัย ต้นทุนที่แท้จริง ในการรักษาพยาบาล ว่าโรงพยาบาลต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเท่าไหร่กันแน่ และเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขประกาศอัตราการจ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน ให้เป็นอัตราเดียวทั้ง 3 สวัสดิการ โดยอ้างอิงจากต้นทุนจริง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพื่อให้โรงพยาบาลไม่ต้องแบกรับภาระขาดทุนจากการที่กองทุนจ่ายต่ำกว่าทุน
จี้ สปสช. บริหารความเสี่ยง ไม่ใช่โยนภาระให้ รพ.
ศ.วรวรรณ ยังกล่าวถึงปัญหาการบริหารงบประมาณของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ว่า ปัจจุบันเมื่อมีนโยบายหรือสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา มักจะมีการดึงงบประมาณจากก้อนกลางไปใช้ ทำให้งบฯ สำหรับผู้ป่วยในลดลง ส่งผลให้จ่ายคืนโรงพยาบาลได้น้อยกว่าที่ตกลงไว้
“การทำแบบนี้เท่ากับโยนความเสี่ยงในการจัดการงบประมาณไปให้สถานพยาบาลรับเคราะห์ จริง ๆ แล้วคนที่จะต้องรับความเสี่ยงและบริหารจัดการ Global Budget ให้ได้ตามแผนคือ สปสช. ไม่ใช่โรงพยาบาล”
ศ.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์
เสนอโมเดล ‘ประกันสังคม’ ส่วนสมทบคือ Top-up
เมื่อถามเรื่องความกังวลของผู้ประกันตน หากปรับเรตการจ่ายเท่ากันแล้วเงินสมทบจะเสียเปล่าหรือไม่ ศ.วรวรรณ เสนอแนวคิดว่า ในระยะยาวสิทธิการรักษาพื้นฐานควรได้รับจากรัฐ (ภาษี) เหมือนกันทุกคน เพื่อความเท่าเทียม ส่วนเงินที่ผู้ประกันตนจ่ายสมทบไปนั้น ควรนำไปเป็นสิทธิประโยชน์ส่วนเพิ่ม (Top-up) เช่น การอัปเกรดห้องพักพิเศษ หรือโอนไปสมทบเพิ่มในส่วนของเงินบำนาญชราภาพ เพื่อให้ผู้จ่ายเงินสมทบรู้สึกถึงความคุ้มค่าและไม่เสียเปรียบ
หนุนระบบ Palliative Care รับมือสังคมสูงวัย
นอกจากเรื่องงบประมาณ ศ.วรวรรณ ยังทิ้งท้ายถึงการรับมือค่าใช้จ่ายในยุคสังคมสูงวัยว่า ข้อมูลบ่งชี้ว่าผู้สูงอายุใช้างบฯ รักษาพยาบาลสูงมากในช่วงปีสุดท้ายของชีวิต โดย 50% เสียชีวิตที่โรงพยาบาล
ดังนั้น รัฐควรเร่งพัฒนาระบบการดูแลระยะยาว (Long Term Care) และการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ที่บ้าน ให้เข้มแข็ง ซึ่งนอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการนอนโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็นแล้ว ยังช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและญาติดีขึ้นอีกด้วย
