ตั้งข้อสังเกต 5 ประเด็น ‘ผู้ควบคุมระบบ’ ยังไม่ชัด ห่วงค่าตอบแทน 15,000 กระทบวิชาชีพเดิม เสี่ยงคุณภาพไม่ต่างระบบเดิม เสนอศึกษาผลกระทบนำร่อง ก่อนขยายผลทั่วประเทศ ด้าน สธ. ย้ำ นโยบายคิดรอบด้าน ทั้งสาธารณสุข-เศรษฐกิจ-สังคมสูงวัย ตั้งเป้าสร้างกำลังคนดูแลชุมชน 1 แสนคนในอนาคต
นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังการประชุม “การขับเคลื่อนนโยบายการดูแลระยะยาว (Long-Term Care) และระบบอาสาพยาบาลในประเทศไทย ครั้งที่ 2” จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) โดยยืนยันว่า นโยบายอาสาพยาบาล จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านการคิดและออกแบบร่วมกับหลายภาคส่วนมาแล้ว
โดยแนวคิดเรื่องอาสาพยาบาล ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลัน แต่มีการหารือ พัฒนา และรับฟังความคิดเห็นจากภาควิชาการ ภาคประชาชน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนสรุปออกมาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย

“เราออกแบบระบบโดยมองว่า ประเทศไทยมีโรงพยาบาล มี รพ.สต. มี อสม. อยู่แล้ว แต่ยังขาดคนที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างระบบเหล่านี้ ขาดคนที่ประสานงานระหว่างโรงพยาบาล รพ.สต. อสม. และหน่วยงานในพื้นที่ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ”
นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ
ย้ำ “ไม่ซ้ำ” อสม.-Care Giver แต่เป็น “ผู้จัดการทีม” สุขภาพชุมชน
นพ.เอกภพ ยังระบุว่า หนึ่งในข้อกังวลสำคัญของสังคม คือ บทบาทของอาสาพยาบาล จะซ้ำซ้อนกับ อสม. และ Care Giver หรือไม่ ซึ่งรัฐบาลได้ออกแบบบทบาทใหม่ให้แตกต่างชัดเจน
โดย อสม. ยังทำหน้าที่ดูแลประชาชนระดับครัวเรือน ส่วน Care Giver จะเน้นดูแลผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยติดเตียงรายบุคคล ขณะที่อาสาพยาบาล จะทำหน้าที่บริหารจัดการทีมและเชื่อมการทำงานของทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน
“อาสาพยาบาลจะไม่ใช่แค่คนไปทำแผลหรือดูแลผู้ป่วย แต่จะเป็นคนจัดการทีม เอาทุกหน่วยงานมาทำงานร่วมกัน ทั้ง อสม. Care Giver อาสาสมัคร พม. และหน่วยงานท้องถิ่น”
นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ
พร้อมอธิบายว่า ปัจจุบันระบบสุขภาพปฐมภูมิของไทยยังมีช่องว่าง ระหว่างระดับหมู่บ้านกับ รพ.สต. เช่น อสม. 1 คน ดูแลประมาณ 5 หลังคาเรือน แต่เมื่อเชื่อมต่อไปถึงระดับตำบลหรือโรงพยาบาล ยังขาดกลไกกลางที่จะประสานข้อมูลและการดูแลต่อเนื่อง
รัฐบาลจึงมองว่า อาสาพยาบาล จะเข้ามาเติมช่องว่างดังกล่าว โดยในหนึ่งหมู่บ้านอาจมี อสม. 10 คน ดูแล 100 หลังคาเรือน และมีอาสาพยาบาลเป็นผู้ประสานดูแลภาพรวมของชุมชน ก่อนเชื่อมต่อไปยัง รพ.สต. และโรงพยาบาล
อยู่ภายใต้กำกับวิชาชีพ ไม่ทำหัตถการทางการแพทย์
นพ.เอกภพ ย้ำว่า อาสาพยาบาลไม่ใช่วิชาชีพพยาบาล และจะไม่ทำงานที่อยู่ในขอบเขตวิชาชีพ เช่น การฉีดยา ใส่สายสวน หรือหัตถการทางการแพทย์
บทบาทหลักจะเป็นการดูแลเชิงองค์รวม เช่น ติดตามโภชนาการ ดูแลแผนการรักษา ประสานทีมสุขภาพ จัดกิจกรรมลดความโดดเดี่ยวในผู้สูงอายุ รวมถึงดูแลผู้สูงอายุที่ยังติดสังคม ไม่ใช่เฉพาะผู้ป่วยติดเตียง
อย่างไรก็ตาม หากผู้สมัครเป็นพยาบาลวิชาชีพที่เกษียณอายุแล้ว ก็ยังสามารถใช้ทักษะวิชาชีพภายใต้กรอบกฎหมายและมาตรฐานวิชาชีพได้
ตั้ง “สบส.” ดูแลระบบช่วงเริ่มต้น ก่อนถ่ายสู่ท้องถิ่นในอนาคต
สำหรับหน่วยงานกำกับดูแลนั้น นพ.เอกภพ ระบุว่า ในระยะเริ่มต้น รัฐบาลจะให้อาสาพยาบาลอยู่ภายใต้การดูแลของ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ซึ่งปัจจุบันดูแลระบบ อสม. อยู่แล้ว

“เราต้องการให้เกิดขึ้นจริงก่อน เพราะปัญหาหลักตอนนี้คือระบบปฐมภูมิขาดการเชื่อมต่อ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการถ่ายโอน รพ.สต. ไปยังท้องถิ่นแล้ว การเชื่อมระหว่าง รพ.สต. กับโรงพยาบาลยังมีปัญหา”
นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ
ทั้งนี้ ในระยะยาวอาจมีการถ่ายโอนกลไกไปสู่ท้องถิ่นมากขึ้น แต่กระทรวงสาธารณสุขยังคงทำหน้าที่กำกับมาตรฐานวิชาชีพและระบบบริการ
เปิดเส้นทางเติบโตสายงานสุขภาพชุมชน
นพ.เอกภพ บอกอีกว่า นโยบายนี้ยังออกแบบให้เกิด Career Path หรือเส้นทางเติบโตของคนทำงานสุขภาพในชุมชนด้วย เช่น ลูกหลาน อสม. หรือผู้สนใจงานด้านสุขภาพ สามารถเริ่มจากงานอาสาสมัคร พัฒนาไปเป็น Care Giver เป็นอาสาพยาบาล และต่อยอดไปเรียนพยาบาลหรือทำงานด้านสาธารณสุขในระบบได้
“เราไม่ได้คิดแค่เรื่องคนคนเดียว แต่คิดทั้งระบบว่าจะพัฒนาแรงงานด้านสุขภาพในชุมชนอย่างไร”
นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ
รับฟังข้อเสนอ แต่คุณสมบัติ “ปริญญาตรี” ยังยืนยันตามเดิม
แม้จะมีข้อเสนอให้เปิดกว้างกับผู้ที่ไม่มีวุฒิปริญญาตรีแต่ นพ.เอกภพ ระบุว่า ในระยะเริ่มต้น รัฐบาลยังยืนยันคุณสมบัติตามที่ประกาศไว้ คือ ต้องจบปริญญาตรี เหตุผลสำคัญ คือ ต้องการให้ผู้ปฏิบัติงานมีขีดความสามารถเพียงพอสำหรับบทบาทการจัดการระบบ และสอดคล้องกับอัตราค่าตอบแทนที่ตั้งไว้ราว 15,000 บาทต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม ในอนาคตอาจมีการพัฒนาหลักสูตรต่อยอดหรือเปิดโอกาสให้ผู้มีประสบการณ์ในระบบเดิมสามารถเรียนต่อเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งได้
ไม่ได้คิดแค่ “สุขภาพ” แต่เชื่อมเศรษฐกิจ-สังคมสูงวัย
นพ.เอกภพ ยังเปิดเผยว่า แนวคิดอาสาพยาบาลไม่ได้ถูกออกแบบเพียงเพื่อแก้ปัญหาสาธารณสุข แต่เชื่อมโยงกับปัญหาเศรษฐกิจและสังคมสูงวัยของประเทศด้วย โดยปัจจุบันมีแรงงานจำนวนมากต้องลาออกจากงานเพื่อกลับไปดูแลพ่อแม่หรือผู้สูงอายุในครอบครัว ส่งผลต่อกำลังแรงงานและเศรษฐกิจโดยรวม
รัฐบาลจึงมองว่า หากมีระบบดูแลระยะยาวในชุมชนที่เข้มแข็ง จะช่วยลดภาระครอบครัว และทำให้คนวัยแรงงานยังอยู่ในระบบเศรษฐกิจได้ พร้อมกันนี้ การจ้างงานอาสาพยาบาลในชุมชนจำนวนมาก ยังช่วยกระจายรายได้สู่ชนบท เพราะคนทำงานอยู่ในพื้นที่ ไม่ต้องเสียค่าเช่าบ้านหรือค่าเดินทาง ทำให้เงินหมุนเวียนในตำบลและอำเภอมากขึ้น
“เราไม่ได้คิดแค่เรื่องสาธารณสุข แต่คิดถึงเรื่องเศรษฐกิจ การจ้างงาน สังคมสูงวัย และคุณภาพชีวิตของครอบครัวไทยด้วย”
นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ
มองอนาคต “กองทุนปฐมภูมิ” รวมงบฯ หลายกระทรวง
นพ.เอกภพ ยังกล่าวถึงแนวคิดระยะยาวในการปรับโครงสร้างงบประมาณสุขภาพ โดยอาจมีการรวมงบด้านปฐมภูมิ และ Long-Term Care จากหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวง พม. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้าด้วยกันเป็น กองทุนปฐมภูมิระดับจังหวัด
เพื่อให้จังหวัดสามารถบริหารจัดการปัญหาสุขภาพตามบริบทพื้นที่ได้เอง เช่น ปัญหาฝุ่น PM2.5 สารพิษในแหล่งน้ำ หรือปัญหายาเสพติดในชุมชน
“คนในพื้นที่รู้ปัญหาพื้นที่ดีที่สุด ถ้ามีอาสาพยาบาลเป็นกลไกเชื่อม ก็จะสามารถออกแบบการดูแลสุขภาพที่ตรงกับปัญหาของชุมชนได้มากขึ้น”
นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ
พร้อมระบุว่า ในปีแรกจะเริ่มนำร่องประมาณ 7,000 คน เพื่อทดสอบระบบและศึกษาความซ้ำซ้อนของงบประมาณ ก่อนขยายผลในระยะต่อไป
ปชน. ชี้ “อาสาพยาบาล” ยังมีจุดเสี่ยง
ด้าน เอกภพ สิทธิวรรณธนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และรองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมประชุมขับเคลื่อนนโยบาย Long-Term Care และอาสาพยาบาล ว่า ได้รับทราบรายละเอียดเพิ่มเติมของโครงการอาสาพยาบาล ซึ่งขณะนี้มีการเสนอของบประมาณเข้าสู่กระบวนการแล้ว
โดยในระยะแรก กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ จะเป็นหน่วยงานเจ้าภาพบริหารโครงการ และมีแผนจ้าง อาสาพยาบาล หรือ อสพ. จำนวน 7,255 คนในปีแรก ก่อนขยายให้ครบ 75,668 คน ตามจำนวนหมู่บ้านทั่วประเทศในอนาคต

สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องผ่านการอบรม 40-240 ชั่วโมง ตามระดับคุณวุฒิ โดยใช้งบประมาณปีแรกประมาณ 1,600-2,200 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าจ้าง เดือนละ 15,000 บาท และงบฯ ฝึกอบรมประมาณ 40,000 บาทต่อคน
เอกภพ ระบุด้วยว่า แม้จะเห็นด้วยกับแนวคิดที่รัฐบาลลงทุนเพิ่มในระบบสุขภาพชุมชน แต่ยังมีประเด็นที่น่ากังวลอย่างน้อย 5 เรื่องสำคัญ ซึ่งควรได้รับการทบทวนระหว่างดำเนินโครงการนำร่อง
ห่วง “ผู้ควบคุมระบบ” ยังไม่ชัด ทั้งท้องถิ่น-รพ.สต.
ข้อกังวลประการแรก คือ นโยบายมุ่งเพิ่มกำลังคน อสพ. แต่ยังไม่เห็นภาพชัดเจนของหน่วยงานที่จะทำหน้าที่กำกับคุณภาพการทำงาน ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพ.สต.
รัฐยังให้ความสำคัญกับ ผู้ปฏิบัติงาน มากกว่า ผู้จัดการระบบ ทั้งที่กลไกกำกับคุณภาพจะเป็นหัวใจสำคัญของระบบดูแลระยะยาวในชุมชน
ชี้เสี่ยงซ้ำซ้อนกับ อสม.-CG-อาสา พม.
ประเด็นที่ 2 คือ ความเสี่ยงในการทับซ้อนกับกลุ่มผู้ดูแลเดิมที่มีอยู่ในระบบแล้ว ทั้ง อสม. นักบริบาลชุมชน หรือ Care Giver (CG) ผู้จัดการดูแล (CM) รวมถึงอาสาสมัครภายใต้หน่วยงานอื่น เช่น กระทรวง พม.
เอกภพ ระบุว่า การเพิ่ม อสพ. เข้าไปอีกหนึ่งกลุ่ม อาจทำให้ระบบดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยระยะยาวมีความซับซ้อนมากขึ้น และเพิ่มภาระให้ท้องถิ่นต้องบริหารจัดการบุคลากรหลายสังกัดพร้อมกัน
“ถ้าออกแบบไม่ดี อาจเกิดทั้งความซ้ำซ้อนของบทบาท และความสับสนว่าใครทำหน้าที่อะไร”
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ
ตั้งคำถามค่าตอบแทน 15,000 บาท อาจกระทบวิชาชีพเดิม
รองประธาน กมธ.สาธารณสุข ยังตั้งข้อสังเกตเรื่องค่าตอบแทนของ อสพ. ที่กำหนดไว้เดือนละ 15,000 บาท ซึ่งอาจสูงกว่าค่าตอบแทนเริ่มต้นของพยาบาลบางส่วนที่อยู่ราว 12,000 บาทต่อเดือน
โดยมองว่าหากไม่มีระบบควบคุมมาตรฐานงานที่ชัดเจน และบทบาทจริงใกล้เคียงกับ Care Giver มากเกินไป อาจนำไปสู่ความรู้สึกไม่เป็นธรรมทางวิชาชีพ และกระทบแรงจูงใจของคนทำงานดูแลชุมชนเดิม
เตือน “งานฝาก” เสี่ยงคุณภาพไม่ต่างระบบเดิม
อีกข้อกังวล คือ ระบบการจ้างงาน อสพ. ที่ยังไม่ได้ระบุชัดเจนเรื่องค่าตอบแทนของผู้ควบคุมกำกับงาน เช่น สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ หรือพยาบาลชุมชนที่ต้องทำหน้าที่ดูแลระบบ จึงมีความเสี่ยงว่า การควบคุมคุณภาพอาจกลายเป็น งานฝาก ที่เพิ่มภาระให้บุคลากรสาธารณสุขเดิม โดยไม่มีทรัพยากรสนับสนุนเพิ่มเติม
“ถ้าระบบกำกับไม่ชัด คุณภาพของ อสพ. อาจไม่ต่างจากระบบ Care Giver ที่มีอยู่แล้ว”
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ
เสนอคิดเรื่อง “อาชีพ” ระยะยาว ไม่ใช่แค่งานชั่วคราว
นอกจากนี้ยังเห็นว่า รัฐยังไม่ได้ออกแบบให้อาสาพยาบาลเป็น “อาชีพ” ที่มั่นคงในระยะยาว ทั้งเรื่องความก้าวหน้าในสายงาน ความปลอดภัยในการทำงาน สิทธิในการรวมกลุ่ม และคุณค่าของอาชีพในระบบสุขภาพ
“ถ้าจะทำให้ระบบนี้อยู่ได้จริง ต้องคิดให้ชัดว่า คนทำงานจะเติบโตอย่างไร และมีความมั่นคงแบบไหน”
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ
เสนอศึกษาผลกระทบนำร่อง ก่อนขยายเต็มประเทศ
แม้โครงการจะเริ่มเดินหน้าแล้ว และต้องเข้าสู่กระบวนการจัดสรรงบประมาณในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ในเร็ว ๆ นี้ แต่ เอกภพเสนอว่า ระหว่างดำเนินโครงการนำร่องปีแรก รัฐบาลควรจัดทีมวิจัยติดตามผลอย่างรอบด้าน
โดยเฉพาะผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ระบบสุขภาพปฐมภูมิ ภาระของท้องถิ่น และความสัมพันธ์กับบุคลากรสุขภาพเดิมในชุมชน
“ควรใช้ปีแรกเป็นช่วงเรียนรู้ระบบจริง แล้วนำข้อมูลมาปรับปรุงนโยบายในระยะต่อไป ไม่ใช่รีบขยายโดยยังไม่เห็นผลกระทบทั้งหมด พร้อมยืนยันว่า กมธ.สาธารณสุข จะติดตามนโยบายนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป”
เอกภพ สิทธิวรรณธนะ
