ย้ำโจทย์ใหญ่ระบบสาธารณสุขเมืองไทยเวลานี้ คือการขาดแคลน ‘หมอเวชปฏิบัติทั่วไป’ ในระดับหน้างาน เหตุหมอใช้ทุน เรียนต่อเฉพาะทางจน รพ.ชุมชน ขาดกำลังหลัก แนะปรับค่าตอบแทนเหมาะสม มีวันพักผ่อนเพียงพอ ไม่ต้องแบกภาระหนักเกินไป
วันนี้ (27 พ.ค. 69) นพ.อานนท์ กุลธรรมานุสรณ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง สุขภาวะข้างถนน และอดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านหลวง มองกรณีแพทย์โรงพยาบาลชุมชนขาดแคลน ว่าปัญหาสำคัญอาจไม่ใช่จำนวนแพทย์ในภาพรวมของประเทศ แต่คือการที่ แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป หรือ GP ค่อย ๆ หายไปจากระบบบริการ

ในหลายจังหวัดรวมถึง จ.น่าน มักเกิด วงจรเดิม คือ หมอจบใหม่เข้ามาใช้ทุน 3 ปี ก่อนจะสอบเรียนต่อเฉพาะทาง ทำให้หมอที่เพิ่มขึ้นในระบบส่วนใหญ่กลายเป็น หมอเฉพาะทาง ขณะที่ หมอทั่วไป ซึ่งเป็นกำลังหลักของโรงพยาบาลชุมชนกลับขาดแคลน
แม้โรงพยาบาลจังหวัดจะมีหมอเฉพาะทางจำนวนมาก แต่ในความเป็นจริง หมอเฉพาะทางหลายคนมีบทบาทเฉพาะด้าน ขณะที่ภาระดูแลผู้ป่วยทั่วไปยังตกอยู่กับหมอ GP โดยเฉพาะหมอรุ่นใหม่ ทำให้เกิดภาวะงานล้นและแบกรับภาระสูง
สำหรับเหตุผลที่แพทย์จำนวนมากไม่เลือกอยู่ในสาย GP ระยะยาว นพ.อานนท์ มองว่า เป็นเรื่องความก้าวหน้าในวิชาชีพ ทำงานเป็นหมอทั่วไป ไปเรื่อย ๆ บางคนอาจรู้สึกว่าไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่ม ก็อยากไปเรียนต่อเฉพาะทาง
เมื่อถามว่า หากระบบยังต้องการหมอ GP จำนวนมาก จะทำอย่างไรให้หมออยู่ในระบบนี้ได้นานขึ้น นพ.อานนท์ จึงเสนอว่า อาจต้องสร้างแรงจูงใจ ให้ชัดเจนมากขึ้น ทั้งเรื่องค่าตอบแทน คุณภาพชีวิต และภาระงาน
“ต้องมีค่าตอบแทนที่เหมาะสม มีวันพักผ่อนเพียงพอ ไม่ต้องแบกภาระหนักเกินไป”
นพ.อานนท์ กุลธรรมานุสรณ์

ขณะเดียวกัน นพ.อานนท์ มองว่า แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว หรือ หมอแฟมเมด อาจเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญ เพราะเป็นแพทย์เฉพาะทางที่ทำงานใกล้กับระบบปฐมภูมิมากที่สุด และสามารถดูแลผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนเชิงสังคมได้ ไม่ใช่เฉพาะโรคทางกาย
“ความซับซ้อนทางการแพทย์ ไม่ได้มีแค่เรื่องโรค แต่มันรวมถึงปัญหาเศรษฐกิจ สังคม หรือปัญหาในครอบครัว ซึ่งหมอแฟมจะทำงานด้านนี้ได้”
นพ.อานนท์ กุลธรรมานุสรณ์
อย่างไรก็ตาม นพ.อานนท์ ย้ำว่า แม้หมอเวชศาสตร์ครอบครัวจะช่วยได้ แต่โจทย์สำคัญของระบบสาธารณสุขไทยในเวลานี้ คือการขาดแคลน หมอ GP ในระดับหน้างาน
“สรุปคือตอนนี้เราขาดหมอ GP และขาด หมอแฟมเมด ทำให้คนที่จะดูแลผู้ป่วยทั่วไปก่อนส่งต่อเฉพาะทางมันหายไป”
นพ.อานนท์ กุลธรรมานุสรณ์
