ฝากโจทย์ใหญ่ถึงคนทำงานด้านสุขภาพรับช่วงต่อ เดินหน้าปลุกพลัง ดึงศักยภาพองค์กร ‘ตระกูล ส.’ ปั้น ‘ระบบสุขภาพระดับพื้นที่’ ให้เกิดความเข้มแข็ง ย้ำ ส่งต่อมรดกทางความคิด วางโครงสร้าง ให้คนรุ่นหลังสานต่องานเพื่อสังคมได้อย่างยั่งยืน
การจากไปของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ในวัย 93 ปี นอกจากแนวคิด สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ที่ถูกนำมาเป็นแนวทางในการทำงานระหว่าง ภาครัฐ กับ ภาคประชาสังคม จนเกิดองค์กร ตระกูล ส. ขึ้นแล้ว ก็ยังมีสิ่งที่คุณหมอประเวศอยากจะเห็น ก่อนมาถึงวาระสุดท้ายในชีวิต โดยเฉพาะการสร้าง ระบบสุขภาพระดับพื้นที่ ตั้งแต่อำเภอ ตำบล ไปจนถึงชุมชน ซึ่งคนทำงานในแวดวงสาธารณสุข จะรับช่วงต่อไป
การจากไปของคุณหมอประเวศ แม้เต็มไปด้วยความอาลัยทั้งจากผู้ใกล้ชิด และตัวแทนจากหลายภาคส่วนที่เคยร่วมทำงานขับเคลื่อนสังคมร่วมกัน แต่คุณูปการที่คุณหมอประเวศได้ฝากเอาไว้ให้กับสังคมไทย ก็นำมาซึ่งความพยายามเดินหน้าสานต่อ

นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานกรรมการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) บอกกับ The Active ในวันที่เข้าร่วมพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ที่วัดมงกุฏกษัตริยาราม โดยย้ำว่า มรดกที่ คุณหมอประเวศ ทิ้งไว้ให้สังคมไทย ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบุคคล หรือแนวคิดเชิงอุดมการณ์ แต่คือการสร้าง กลไก และ โครงสร้างการทำงานใหม่ของรัฐ ที่ทำให้สังคมไทยสามารถจัดการปัญหาสุขภาพและนโยบายสาธารณะอย่างเป็นระบบ ยั่งยืน และมีส่วนร่วม
‘ตระกูล ส.’ ไม่ใช่ตระกูลบุคคล แต่คือกลไกการจัดการของรัฐ
นพ.สมศักดิ์ อธิบายว่า คำว่า ตระกูล ส. ที่สังคมมักเรียกกัน เป็นเพียงคำเรียกง่าย ๆ แต่แก่นแท้ของแนวคิด คุณหมอประเวศ ไม่ได้หมายถึงการสร้างเครือข่ายของคนใดคนหนึ่ง หากแต่เป็นความเชื่อว่า ประเทศต้องมีกลไกที่มี ความสามารถในการจัดการปัญหาอย่างมืออาชีพ มีอิสระในการทำงาน และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับระบบ
จุดเริ่มต้นสำคัญ คือแนวคิดการจัดตั้ง สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ซึ่งเกิดจากความเชื่อว่า การพัฒนาระบบสุขภาพไทยไม่อาจแก้ปัญหาเป็นรายโรคหรือรายประเด็น แต่ต้องมอง เชิงระบบ และมีองค์ความรู้รองรับในระยะยาว
“ถ้าจะมองระบบสุขภาพให้เห็นทั้งภาพ ต้องมีองค์กรที่ทำงานอย่างอิสระ เป็นมืออาชีพ และไม่ติดกรอบราชการแบบเดิม”
นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์
ในช่วงเวลานั้น แนวคิดการตั้งหน่วยงานใหม่ของรัฐ มักจะจบลงที่การตั้งเป็นกองหรือกรมในระบบราชการ แต่สิ่งที่คุณหมอประเวศ เลือกใช้ คือ กลไกที่รัฐไทยมีอยู่แล้ว แต่ไม่เคยถูกนำมาใช้จริง นั่นคือ องค์การมหาชนที่มีกฎหมายเฉพาะ
รูปแบบนี้ทำให้องค์กรสามารถทำงานอย่างคล่องตัว มีคณะกรรมการกำกับทิศทาง มีผู้บริหารที่ทำงานต่อเนื่องตามสัญญา มีเป้าหมายและตัวชี้วัดชัดเจน ไม่ขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระยะสั้น
กลไกดังกล่าวกลายเป็นต้นแบบของ องค์กรรัฐแนวใหม่ และนำไปสู่การเกิดขององค์กรสำคัญหลายแห่งในเวลาต่อมา
สร้าง ‘กลไกเสริมระบบ’ ไม่ใช่ราชการซ้ำซ้อน
จากความทรงจำ นพ.สมศักดิ์ ยังเล่าย้อนไปว่า หลังจากมี สวรส. คุณหมอประเวศ ยังมองเห็นความจำเป็นของกลไกอื่น ๆ ที่จะช่วยเสริมระบบสุขภาพไทยอย่างรอบด้าน เช่น สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.) เพื่อยกระดับคุณภาพโรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชน โดยใช้หลักการ “ประเมินเพื่อพัฒนา ไม่ใช่ประเมินเพื่อลงโทษ” ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากโมเดลประเทศแคนาดา และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ใช้แนวคิดการลงทุนของรัฐผ่าน ภาษีบาป จากสุราและยาสูบ เพื่อนำเงินมาใช้สร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และสร้างความตระหนักรู้ของสังคม โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณแผ่นดินโดยตรง เป็นต้น
นพ.สมศักดิ์ ยังเชื่อว่า แนวคิดเหล่านี้ไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการ ออกแบบระบบล่วงหน้า เพื่อรองรับปัญหาในระยะยาว อีกสิ่งที่เป็นมรดกสำคัญ คือ การผลักดัน คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ซึ่งมีทั้งมิติด้านนโยบายและกระบวนการมีส่วนร่วม
โดย คุณหมอประเวศ เชื่อว่า สุขภาพไม่ได้ถูกกำหนดโดยระบบบริการสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว แต่ได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านอื่น ๆ เช่น การศึกษา อุตสาหกรรม เกษตรกรรม สิ่งแวดล้อม หรือการพัฒนาเมือง
ดังนั้น จึงต้องมีกลไกที่ทำหน้าที่มองนโยบายสาธารณะในภาพรวม และเปิดพื้นที่ให้ประชาชน ภาคสังคม และหน่วยงานที่ไม่ใช่กระทรวงสาธารณสุข เข้ามามีส่วนร่วมกำหนดทิศทาง
“สช. ไม่ได้ถูกตั้งมาเพื่อแย่งบทบาทกระทรวงสาธารณสุข แต่เพื่อทำให้นโยบายสาธารณะที่อยู่นอกอำนาจกระทรวงนั้น ไม่กระทบสุขภาพคนไทยในทางลบ”
นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์

เสริมความเข้มแข็งระบบสุขภาพระดับพื้นที่ ฝันที่ยังอยากให้เป็นจริง
หากถามถึงความฝันที่คุณหมอประเวศอยากเห็นสังคมไทยเดินหน้าในช่วงเวลานับจากนี้ นพ.สมศักดิ์ ก็เชื่อว่า ในช่วงบั้นปลายชีวิต ของคุณหมอประเวศ สิ่งที่ท่านมักพูดถึงอยู่ตลอดมีอย่างน้อย 2 เรื่องสำคัญ นั่นคือ
- การใช้ศักยภาพของ ตระกูล ส. ให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กับองค์กรกลไกเหล่านี้ เพื่อเสริมพลังกัน แทนที่จะถูกมองว่าแข่งขันหรือทับซ้อนบทบาท
- การเสริมความเข้มแข็งของระบบสุขภาพระดับพื้นที่ ตั้งแต่อำเภอ ตำบล ไปจนถึงชุมชน ให้โรงพยาบาลชุมชนและหน่วยบริการปฐมภูมิ ทำงานเชื่อมโยงกับท้องถิ่น ภาคประชาชน และหน่วยงานอื่น ๆ มากขึ้น
“โรงพยาบาลไม่ควรมีหน้าที่แค่รอรักษาคนป่วย แต่ต้องเป็นแกนกลางของการสร้างสุขภาวะของพื้นที่”
นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์
ถึงตรงนี้ นพ.สมศักดิ์ ก็ยังเชื่อว่า มรดกและความฝันที่คุณหมอประเวศอยากเห็น จะไม่จบลงพร้อมการจากไป แต่ยังคงมีชีวิตอยู่ในรูปของกลไก นโยบาย และวิธีคิดที่ฝังรากอยู่ในระบบสุขภาพไทย
“สิ่งที่ท่านทำไว้ ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาในยุคของท่าน แต่เป็นการวางโครงสร้างให้คนรุ่นหลังสามารถคิด ต่อ และทำงานเพื่อสังคมได้อย่างยั่งยืน”
นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์
ครูแพทย์ในอุดมคติ “เก่งวิชาการ ทุ่มเทให้คนไข้ สร้างองค์ความรู้ใหม่ให้ประเทศ”
นพ.วิชัย โชควิวัฒน กรรมการสุขภาพแห่งชาติ ในฐานะอดีตประธานกรรมการมูลนิธิแพทย์ชนบท และอดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท เป็นอีกคนที่ชวนย้อนรำลึกถึงคุณูปการ และบทเรียนชีวิตที่คุณหมอประเวศได้ฝากเอาไว้ โดยยกย่องให้เป็นทั้ง ครูแพทย์ในอุดมคติ และ นักปฏิรูประบบ ที่ส่งผลต่อสังคมไทยอย่างลึกซึ้งยาวนาน
ในฐานะของลูกศิษย์คนหนึ่ง แม้ในช่วงแรกจะยังไม่ได้มีโอกาสเรียนรู้โดยตรง แต่ นพ.วิชัย ก็มองว่า ชื่อเสียงและคุณูปการของคุณหมอประเวศ เป็นที่รับรู้ในหมู่นักศึกษาแพทย์มาอย่างยาวนาน
“อาจารย์ประเวศเป็นครูแพทย์ในอุดมคติ เพราะครูแพทย์ต้องเก่งวิชาการ ดูแลคนไข้ด้วยหัวใจ และเอาใจใส่การสอนนักเรียนแพทย์ พร้อมกับสร้างองค์ความรู้ใหม่ ไม่ใช่แค่ถ่ายทอดความรู้เดิม”
นพ.วิชัย โชควิวัฒน
คุณหมอประเวศ ยังเป็นผู้บุกเบิกงานด้าน โลหิตวิทยา ของประเทศไทย สร้างทีมวิชาการที่เข้มแข็ง และเขียนตำรามาตรฐานด้านโลหิตวิทยาเล่มสำคัญ ซึ่งไม่ใช่เพียงการแปลตำราต่างประเทศ แต่เป็นการผสานองค์ความรู้สากลเข้ากับผลงานวิจัยในประเทศ จนกลายเป็นต้นแบบของการพัฒนาวิชาการแพทย์ไทย
จากลูกชาวบ้านสู่ ‘หมอหลวง’ ตัวอย่างชีวิตที่ฝ่าฟันความยากลำบาก
นพ.วิชัย ยังเล่าย้อนถึงชีวิตวัยเยาว์ของคุณหมอประเวศ ว่า เป็นภาพสะท้อนความมุ่งมั่นอย่างยิ่ง ท่านเกิดในครอบครัวที่ยากลำบาก บิดาเป็นชาวชนบท ต้องฝ่าฟันชีวิตตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อเข้ามาศึกษาต่อในกรุงเทพฯ ต้องอาศัยวัดและโรงเรียนเป็นที่พักพิง นอนโดยใช้โต๊ะนักเรียนเรียงกันแทนเตียง
“ชีวิตท่านลำบากมาก แต่ก็ไม่เคยยอมแพ้ และสุดท้ายได้เป็นนักเรียนทุนอานันทมหิดล เป็นหมอหลวง ได้รับมอบหมายให้ถวายปริญญาบัตรต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ถือเป็นเกียรติสูงสุดของชีวิตแพทย์”
นพ.วิชัย โชควิวัฒน
ปราบคอร์รัปชัน–ปฏิรูปศิริราช จุดเริ่มต้นนักปฏิรูประบบ
นอกจากบทบาทครูแพทย์ คุณหมอประเวศ ยังเป็น นักปฏิรูปที่ไม่เพิกเฉยต่อปัญหาเชิงระบบ โดยเฉพาะกรณี โรงพยาบาลศิริราช ในอดีตที่ประสบปัญหาทุจริตและขาดทุน ทั้งที่มีทรัพยากรจำนวนมาก
“อาจารย์กับทีมงานเข้าไปจัดการอย่างจริงจัง จนทำให้ระบบการเงินการคลังโปร่งใส และศิริราช–มหาวิทยาลัยมหิดล กลายเป็นหนึ่งในสถาบันการแพทย์ที่มั่นคงที่สุดของประเทศ”
นพ.วิชัย โชควิวัฒน
จากนั้นยังขยายบทบาทไปสู่ แพทยสภา ทำงานด้านจริยธรรมแพทย์ กล้าวิพากษ์ปัญหาในวิชาชีพอย่างตรงไปตรงมา ผ่านงานเขียนและ บันทึกพฤติกรรมที่ไม่ชอบ ซึ่งนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานจรรยาบรรณแพทย์ไทย
วางรากฐาน ‘สร้างผู้เชี่ยวชาญในประเทศ’ สู่ระบบแพทย์ที่แข็งแรง
หนึ่งในผลงานสำคัญของคุณหมอประเวศ คือ การผลักดันระบบ การผลิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในประเทศ แทนการส่งไปเรียนต่างประเทศซึ่งมีต้นทุนสูง ทำให้ประเทศไทยสามารถสร้างผู้เชี่ยวชาญได้ครอบคลุมทั่วประเทศ และยกระดับคุณภาพบริการทางการแพทย์จนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
“เหตุการณ์ตึกถล่มที่โคราช เป็นบทพิสูจน์ว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ผลิตในประเทศ มีความสามารถสูง ทำงานในสถานการณ์ยากลำบากได้อย่างมืออาชีพ”
นพ.วิชัย โชควิวัฒน

จากการแพทย์ สู่ ‘สาธารณสุขเพื่อมวลชน’
นพ.วิชัย ยังย้ำถึง จุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อคุณหมอประเวศ มองเห็นว่า “การแพทย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบสาธารณสุข” และระบบสาธารณสุขนั้นใหญ่และซับซ้อนกว่า ท่านจึงหันมาทุ่มเทงานด้านนโยบายสาธารณสุขอย่างจริงจัง
หนังสือ สาธารณสุขเพื่อมวลชน ที่เขียนตั้งแต่ปี 2518 ถูกยกให้เป็น คัมภีร์ ของการพัฒนาระบบสุขภาพไทย และเป็นจุดตั้งต้นของการปฏิรูประบบสาธารณสุขในเวลาต่อมา
โรงพยาบาลอำเภอ–หลักประกันสุขภาพ ความมั่นคงของชาติ
คุณหมอประเวศ ถือเป็นกำลังสำคัญในการผลักดัน การสร้างโรงพยาบาลอำเภอครบทุกอำเภอ และสถานีอนามัยครบทุกตำบล ซึ่งถือเป็นการสร้าง ความมั่นคงทางสุขภาพ ควบคู่กับความมั่นคงด้านความมั่นคงของรัฐ
แนวคิดนี้นำไปสู่การพัฒนาระบบ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ที่สามารถดูแลประชาชนทั้งประเทศด้วยงบประมาณต่อหัวที่ต่ำมาก แต่มีประสิทธิภาพและความเป็นธรรมสูง พร้อมกลไกเยียวยาความเสียหายโดยไม่ต้องฟ้องศาล ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างรัฐกับประชาชน
‘ตายดี’ บทเรียนสุดท้ายที่สอนด้วยชีวิตจริง
ในช่วงบั้นปลายชีวิตคุณหมอประเวศประเวศ เลือกจากไปอย่างสงบที่บ้าน สอดคล้องกับแนวคิด การตายดี ที่ท่านผลักดันมาตลอด และนำไปสู่การบรรจุใน พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12
“อาจารย์เห็นชัดว่าการยื้อชีวิตในช่วงสุดท้ายไม่จำเป็น และสิ้นเปลืองทั้งทรัพยากรและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ท่านสอนด้วยการกระทำจริง ไม่ใช่แค่คำพูด”
นพ.วิชัย โชควิวัฒน
นพ.วิชัย ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่คุณหมอประเวศ ฝากไว้ ไม่ใช่เพียงระบบหรือกฎหมาย แต่คือ วิธีคิด ที่มองสุขภาพเป็นเรื่องของสังคมทั้งหมด เป็นระบบที่ต้องยั่งยืน เป็นธรรม และเคารพศักดิ์ศรีมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย
“ชีวิตและการจากไปของอาจารย์ คือบทเรียนสุดท้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้กับสังคมไทย”
นพ.วิชัย โชควิวัฒน
มองคนทุกข์ยาก ให้ลึกกว่าที่เห็น
ไม่ต่างกับ อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา เป็นอีกคนที่ผูกพันและมีความทรงจำดี ๆ ที่มีต่อคุณหมอประเวศ โดยยอมรับว่า ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากท่านมาตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียนพยาบาลศิริราช ชั้นปีที่ 1 ขณะที่คุณหมอประเวศ เป็นอาจารย์แพทย์ และมีผลงานทางวิชาการจำนวนมากที่ใช้เป็นตำราและแนวคิดในการเรียนรู้
ภายหลังเมื่อเริ่มทำงานและเผชิญกับสถานการณ์บ้านเมืองที่ซับซ้อน คุณหมอประเวศ ยังคงมีบทบาทในสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบทบาทใน คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ในช่วงสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งตนมีโอกาสได้เข้าพบ พูดคุย และขอคำแนะนำหลายครั้ง
“อาจารย์ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์มาก และทุกครั้งที่พบกัน ท่านจะถามสารทุกข์สุขดิบ ถามถึงลูก ๆ ด้วยความห่วงใย ไม่เคยวางตัวห่างเหิน”
อังคณา นีละไพจิตร
สำหรับงานช่วงท้าย ๆ ที่ได้ร่วมกับคุณหมอประเวศ คือ การให้คำปรึกษาและสนับสนุนการจัดตั้งมูลนิธิด้านผู้หญิงและสันติภาพ ซึ่งริเริ่มโดย จิราภรณ์ บุณยาคง อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยท่านได้ให้คำแนะนำและเข้ามาช่วยเหลืออย่างเต็มใจ
“ท่านเป็นคนที่พร้อมจะช่วยทุกคนจริง ๆ ไม่ว่าคนนั้นจะอยู่ในบทบาทไหน”
อังคณา นีละไพจิตร
อังคณา ยังคงจำได้ไม่ลืมถึงคำสอนของคุณหมอประเวศ ที่ยังคงฝังอยู่ในใจ คือ
“การทำงานต้องมองไปถึง คนที่ทุกข์ยากกว่าเสมอ
และไม่มองปัญหาเพียงผิวเผิน”
เวลาที่คุณหมอประเวศ ดูแลผู้ป่วย ท่านจะไม่มองเพียงเรื่องการให้ยา หรือการรักษาทางการแพทย์เท่านั้น แต่จะถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ป่วย ว่ากินข้าวได้หรือไม่ ครอบครัวเป็นอย่างไร ญาติพี่น้องมีความกังวลหรือปัญหาอะไร ลูกหลานมีโอกาสได้เรียนหนังสือหรือไม่
“ท่านสอนให้เราไม่มองแค่คนตรงหน้า แต่ต้องมองไปถึงครอบครัวและบริบทชีวิตของเขาด้วย”
อังคณา นีละไพจิตร
หลักเมตตาที่กลายเป็นแนวทางชีวิตการทำงาน
อังคณา ยังย้ำถึงหลัก เมตตา ซึ่งกลายเป็นแนวคิดหลักที่ยึดถือมาตลอดในช่วงการงานด้านสิทธิมนุษยชนและการทำงานกับผู้คนในสถานการณ์ความขัดแย้ง เพราะช่วยให้เข้าใจปัญหาอย่างรอบด้าน และไม่ตัดสินผู้คนจากสิ่งที่เห็นเพียงชั่วขณะ
“ยิ่งมีโอกาสทำงานใกล้ชิดอาจารย์มากขึ้น ก็ยิ่งเห็นชัดว่าท่านเป็นคนที่มีเมตตาสูงมาก และมองโลกในแง่บวกเสมอ”
อังคณา นีละไพจิตร
ถึงตรงนี้ อังคณา ทิ้งท้ายว่าคุณหมอประเวศ ไม่เพียงเป็นแพทย์หรือนักคิดของสังคมไทย แต่เป็นครูทางจริยธรรม ที่สอนให้ผู้ทำงานเพื่อสังคมยืนอยู่ข้างความทุกข์ของผู้คนอย่างแท้จริง
