Death Fest 2026 ชวนสังคมไทย เชื่อมต่อความสัมพันธ์ก่อนวาระสุดท้าย สร้างระบบ ‘ตายดี’

เมื่อตลอดเส้นทางของชีวิต สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับผู้คนรอบตัวเสมอ ระหว่างทางจนกระทั่งตาย จึงต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกันทั้งระบบ เดินหน้าสร้างสังคมแห่งการตายดี ย้ำ ‘Death Fest’ ก้าวแรกของการเปิดใจยอมรับความไม่แน่นอนของชีวิต สู่ มิตรภาพ กำลังใจ เผชิญหน้าความจริง ที่เรียกว่า ‘ความตาย’ ไปด้วยกัน

เมื่อวันที่ 4 มี.ค. 69 Peaceful Death, The Cloud และ ชูใจ กะ กัลยาณมิตร ร่วมกับเครือข่ายองค์กรด้านสุขภาพและสังคม แถลงข่าวเปิดงาน Death Fest 2026 : re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย งานแฟร์ที่ชวนผู้คนในสังคมไทย ให้รู้เรื่องการเป็นอยู่ที่ดีและการเตรียมตัวตายอย่างเข้าใจ 

Death Fest 2026 ในปีนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ต่อเนื่องมาจากปีที่แล้วโดยมีแนวคิดว่า คุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ยังแข็งแรง เจ็บป่วย หรือวาระสุดท้ายของชีวิต ทุกช่วงเวลาไม่เคยเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่เป็นเรื่องของทั้งสังคมทั้งระบบ

เพราะตลอดเส้นทางของชีวิตต้องสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับผู้คนรอบตัวเสมอ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ชุมชน หรือสังคม ระหว่างทางของการดำรงชีวิตจนกระทั่งตายนั้นจึงไม่สามารถดูแล หรือโฟกัสที่ส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกันทั้งระบบ หรือที่เรียกว่า ระบบความตาย (Death System) 

ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง ชูใจ กะ กัลยาณมิตร ผู้ดูแลประสบการณ์ภายในงาน Death Fest 2026 อธิบายที่มาแนวคิดนี้ ว่าเห็นถึงสถานการณ์ที่ครอบครัวไทยมีขนาดเล็กลง ประชากรเต็มไปด้วยผู้สูงอายุ และคนโสด ทำให้วงล้อมแห่งการดูแลที่ไม่สมบูรณ์ งานในปีนี้ จึงอยากออกแบบเพื่อให้ผู้คนกลับไปเชื่อมโยงกับครอบครัวและคนรอบข้าง

ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง ชูใจ กะ กัลยาณมิตร
ผู้ดูแลประสบการณ์ภายในงาน Death Fest 2026

“เราให้งานนี้เป็นเส้นทางสำรวจจิตใจของตนเองและคนรอบข้าง จึงออกแบบกิจกรรมภายในงานให้มีความหมายอันลึกซึ้ง เช่น การใช้โลงศพเป็นสัญลักษณ์” 

“เราไม่ได้มองว่าโลงเป็นเพียงที่บรรจุศพ แต่มันคือสิ่งที่ช่วยให้ตระหนักถึงคุณค่าของลมหายใจที่เรายังมีอยู่ในวันนี้ ทุกรายละเอียดตั้งใจให้คนมางานได้ฉุกคิด และตระหนักถึงสัจธรรมของชีวิตในแบบที่เข้าถึงง่าย”

ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์

จากความตายพูดได้ สู่ การสร้างสังคมแห่งการตายดี

สำหรับงาน Death Fest 2026 นี้ มีธีมที่แตกต่างจากปีที่แล้ว โดยปีก่อนหน้าเป็นการให้ผู้คนตระหนักว่า ความตายเป็นเรื่องพูดได้ และทำให้คนเข้าถึงความรู้ในการวางแผนดูแลสุขภาพล่วงหน้า และสามารถเห็นว่าตนเองมีทางเลือก

ในปีที่ผ่านมา คนไทยผ่านเรื่องหนัก ๆ มามาก จึงตั้งใจให้งานในปีนี้เป็นพื้นที่พูดคุย แลกเปลี่ยน และรับฟังเสียงที่หลากหลาย แตกต่างไปจากที่เคยได้ยิน

วรรณา จารุสมบูรณ์ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Peaceful Death ยอมรับว่า ที่ผ่านมาสังคมไทยยังมีคนอีกหลายกลุ่มที่เข้าถึงการอยู่ดี-ตายดีได้อย่างยากลำบาก ทั้งจากอคติ ความยากจน และความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยทำให้หลายเสียงไม่เคยถูกบอกเล่าหรือรับฟัง

วรรณา จารุสมบูรณ์ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Peaceful Death

“ตอนนี้ความสัมพันธ์ของคนเมืองเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา เราอยากให้ที่แห่งนี้ เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยน ที่ผ่านมาแต่ละคนหนักมาแค่ไหน เจอประสบการณ์อะไรก็นำมาแชร์กัน นำไปสู่การหาทางออกว่าจะอยู่กันอย่างเอื้อเฟื้ออย่างไร และออกแบบเมืองอย่างไรให้เหมาะสม”

“เพราะการคุยเรื่องความตายไม่ใช่การสาปแช่ง แต่เป็นการแสดงความรักอันยิ่งใหญ่ที่ช่วยลดภาระทางใจ ไม่ให้คนข้างหลังต้องแบกรับการตัดสินใจที่ยากลำบากยามวิกฤต”

วรรณา จารุสมบูรณ์

วรรณา ยังย้ำว่า การฟังเสียงของคนที่ไม่เคยถูกได้ยินสำคัญมาก เป็นการอุดช่องว่างและนำไปสู่การแก้ปัญหาเพื่อให้ระบบการตายดีเกิดขึ้นในระยะยาว

เมื่อ ‘ความตาย’ ถูกพูดถึงได้ง่ายดายและจริงใจ

หากย้อนไปปีที่แล้ว มี speech ที่ทรงพลังของเด็กสาวคนหนึ่งที่บอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้กับมะเร็งระยะสุดท้าย และหมอวินิจฉัยว่าเธออาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 1 ปี 

ในช่วงเวลานั้น เธอตบปากรับคำทำหน้าที่เป็นประธานกล่าวเปิดงาน Death Fest 2025 เรื่องราวสั้น ๆ เพียงไม่กี่นาที กลับส่งต่อพลังและแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วประเทศ

วันนี้ วิภาวี ภู่ทิม วัย 29 ปี ปรากฏตัวอีกครั้งด้วยสีหน้าสดใสและดูแข็งแรง

“เราไม่เคยคิดว่าเรื่องราวที่เป็นฝันร้ายที่สุดของเรา จะสามารถหยิบยกมาเล่าได้อย่างง่ายดายและจริงใจได้ขนาดนี้มาก่อน”

วิภาวี ภู่ทิม

Death Fest : ก้าวแรกการเปิดใจยอมรับความไม่แน่นอนของชีวิต

วิภาวี เล่าว่า เธอเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นได้ในงาน Death Fest ปีที่ผ่านมา จากที่เคยคิดว่าความตายเป็นเรื่องหดหู่และสื่อสารได้ยากลำบาก แต่งานนี้ทำให้เห็นว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

วิภาวี ภู่ทิม

“เราไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นมะเร็งหรือจะตาย แต่อยู่มาวันหนึ่ง เราก็ต้องมาเจอเรื่องนี้ มันหดหู่จนไม่อยากพูดถึง เราไม่คิดว่าเรื่องของเราจะเป็นประโยชน์กับใครเลย”

วิภาวี ภู่ทิม

เธอยังเล่าต่อถึงมุมมองต่อความเจ็บป่วยและความตายที่เธอต้องเผชิญตั้งแต่อายุยังน้อย แต่การแชร์ประสบการณ์ในงาน Death Fest ในปีที่ผ่านมา เรื่องราวของเธอกลับเป็นการส่งต่อแรงบันดาลใจ และช่วยให้ใครบางคนได้มีแรงใช้ชีวิตต่อ

“เราไม่เคยคิดว่าเรื่องราวของตัวเองจะมีประโยชน์หรือสร้างแรงบันดาลใจให้กับใคร แต่ในงานนั้นทำให้เราพบว่ามีคนไม่น้อยที่เดินอยู่บนเส้นทางเดียวกับเรา พร้อมจะให้กำลังใจ และเดินไปด้วยกัน”

วิภาวี ภู่ทิม

ในมุมมองของ วิภาวี มองว่า Death Fest คือ ก้าวแรกที่ทำให้คนเปิดใจยอมรับความไม่แน่นอนของชีวิต และเปลี่ยนมุมมองต่อความตาย งานนี้ไม่ใช่เพียงงานของผู้ป่วยระยะท้าย หรือผู้ดูแลที่กำลังเผชิญกับปัญหาเท่านั้น แต่เป็นงานงานของทุกคนในสังคมอย่างแท้จริง

“นับจากวันนั้น Death Fest ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่เข้ามาในชีวิต ผ่านมาแล้วผ่านไปเท่านั้น แต่ทำให้เราพบกับมิตรภาพ เพื่อนฝูงที่คอยห่วงใย ให้กำลังใจ และพร้อมจะเผชิญหน้าความจริง ที่เรียกว่าความตายไปด้วยกัน”

วิภาวี ภู่ทิม

Death Fest 2026 : re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย 

Death Fest 2026 มีกิจกรรมเสวนา เวิร์กช็อป บูทที่รวบรวมบริการตามเส้นทางชีวิต และกิจกรรมอื่น ๆ  5 โซน ประกอบด้วย

  1. Old School ห้องเรียนทฤษฎีและปฏิบัติ รวบรวมวิชาสำหรับการดูแลตัวเองและคนรอบข้าง จะเรียนรู้คนเดียวก็ได้ หรือเรียนรู้ไปกับคนใกล้ชิดเพื่อสร้างความเข้าใจและนำไปใช้ได้จริง

  2. Before I Die นิทรรศการและกิจกรรมที่อยากให้คุณชวนคนที่รักมาทำก่อนวันสุดท้ายจะมาถึง เพื่อคลี่คลายทุก (ข์) เรื่องราวทางกายและใจ ไม่เพียงแค่เพื่อตัวเราเอง แต่เพื่อคนรอบตัวด้วย

  3. Human Life-brary Cafe ห้องสมุดมนุษย์ ตั้งวงคุยถึงการใช้ชีวิตเพื่อการ อยู่ดี-ตายดี กับผู้คนจากแวดวงต่าง ๆ

  4. Life Journey บูทให้บริการตามเส้นทางชีวิต แก่ เจ็บ ระยะท้าย และตายดี

  5. Friends Eat รวบรวมร้านอาหารที่อยากให้คุณชวนเพื่อน คนรัก หรือญาติสนิทมากินก่อนตาย

เตรียมจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 13 – 15 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 – 19.00 น. ณ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 6 เมืองทองธานี (เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย)

สำหรับผู้ที่สนใจกิจกรรมเวิร์กช็อปและข้อมูลด้านอื่น ๆ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Death Fest

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active