เมื่อความตายเป็นหน้าที่สุดท้าย ถอดบทเรียน วิชามะเร็ง การเตรียมตัวตายอย่างสงบของ ‘ออย ไอรีลมา ครอบครัวใช้หลักคิด ไม่เร่ง ไม่ยื้อ ด้าน คกก.นโยบายด้านโรคมะเร็งเร่งขับเคลื่อน แผน NCCP ลดภาระโรคมะเร็งในประเทศ หลังพบผู้ป่วยใหม่ปีละ 1.4 แสนราย
วันที่ 15 มี.ค. ในงาน ‘Death Fest 2026’ งานแฟร์ที่กล้าชวนคนไทยคุยเรื่อง ‘ตายดี’ อย่างตรงไปตรงมา ตั้งแต่สุขภาพ การดูแล การเงิน ความเชื่อ และโดยเฉพาะความสัมพันธ์ โดยในวันนี้มีการสนทนาเรื่อง “วิชามะเร็ง” ปัจฉิมนิเทศ จบการศึกษา 14 ปี ที่ออย ไอรีล ผู้ป่วยมะเร็ง 14 ปี
และผู้ก่อตั้งโครงการ Art for Cancer ..ได้เขียนเอาไว้ ก่อนที่เธอจากเราไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยถ่ายทอดวิชามะเร็งบทสุดท้ายนี้ในงานให้ผู้เข้าร่วมได้ร่วมถอดบทเรียน ผ่านเสียงก่อนจากลาของเธอกับพระไพศาล วิสาโล
ซึ่ง ดวงพร รักษาสิริกุล แม่ของไอรีล ไตรสารศรี ผู้ก่อตั้ง ART for Cancer มองความตายเป็นเรื่องปกติ โดยเน้นว่าควรพูดคุยเรื่องความตายให้เป็นเรื่องธรรมดาเหมือนการเตรียมงานแต่งงานหรือเตรียมตัวตอนเกิด เพราะเป็นหน้าที่สุดท้ายของมนุษย์ทุกคน โดยครอบครัวของ ออย ไอรีล มีการพูดคุยเรื่องนี้กันมานานถึง 14 ปี ตั้งแต่ ออย ไอรีล เริ่มป่วยเป็นมะเร็งเต้านม

คุณแม่บอกว่า การรักษาทั้งกายและใจ ในขณะที่รักษาโรคมะเร็งตามกระบวนการแพทย์ ก็ต้องเน้นการรักษาใจควบคู่ไปด้วย โดยใช้ธรรมะเป็นที่พึ่งและใช้เวลาที่เหลืออยู่อย่างใกล้ชิดและมีค่าที่สุด “วิชามะเร็ง” ของ ออย ไอรีล ได้ทำในสิ่งที่อยากทำทุกอย่างก่อนจากไป เช่น การขออโหสิกรรม การพบครูบาอาจารย์ และการบอกรักครอบครัว ซึ่งเปรียบเสมือนการเรียน “วิชามะเร็ง” จนจบ
หลักการดูแลในช่วงท้าย ครอบครัวตกลงกันว่าจะ “ไม่เร่ง และ ไม่ยื้อ” แต่จะปล่อยให้ร่างกายและธรรมชาติเป็นตัวตัดสินใจ ซึ่งประสบการณ์ในวันสุดท้ายของลูก คุณแม่และครอบครัวอยู่เคียงข้าง และบอกลากันอย่างสงบ การเห็นลูกจากไปโดยไม่กลัวความตายและมีสติ ทำให้คุณแม่ยอมรับความจริงและเกิดความเบาใจ

การออกบูธ งาน Death Fest 2026 เป็นเหมือน “ปัจฉิมนิเทศ” หรือการจบการศึกษาใน “วิชามะเร็ง” ของ ออย ไอรีล โดยก่อนจากไปเธอได้ทำภารกิจที่ตั้งใจไว้ครบถ้วน ทั้งการขออโหสิกรรม การพบครูบาอาจารย์ และการบอกรักครอบครัวอย่างสุดซึ้ง นอกจากนี้ รายได้จากโครงการจะถูกนำไปส่งต่อเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งยากไร้ ซึ่งถือเป็นเจตนารมณ์สุดท้ายที่เธอทิ้งไว้ แม้ความตั้งใจแรกของ ออย ไอรีล ในงานปีนี้จะต้องมาร่วมงานในฐานะคนเปิดงาน แต่ก็ไม่ทัน เพราะเธอได้จากไปในวันที่ 24 ม.ค. ที่ผ่านมา

คุณแม่ของเปิดเผยว่า ครอบครัวมีการสื่อสารเรื่องความตายร่วมกันมานานถึง 15 ปี โดยยึดหลักการว่าความตายคือ “หน้าที่สุดท้าย” ของมนุษย์ที่ต้องเดินทางจากโลกนี้ไป เตรียมตัวเหมือนงานมงคล คุณแม่เปรียบเทียบว่าคนเรายังเตรียมงานแต่งงานหรือเตรียมตัวเกิด ดังนั้น การเตรียมตัวตายจึงควรเป็นเรื่องปกติธรรมดา
หลักการ “ไม่เร่ง ไม่ยื้อ ไม่ฉุด” เพื่อความเบาใจของคนข้างหลัง หัวใจสำคัญที่ครอบครัวยึดถือร่วมกันคือข้อตกลงที่ว่า “ไม่เร่งชีวิตให้จบเร็ว แต่ก็ไม่ยื้อ ไม่ฉุด”โดยปล่อยให้ร่างกายและธรรมชาติเป็นผู้ตัดสินใจเอง คุณแม่เน้นย้ำว่า “การเตรียมตัวตายเตรียมคนเดียวไม่ได้” ครอบครัวต้องสนับสนุนและมีความเห็นพ้องต้องกันเพื่อลดความขัดแย้งในช่วงเวลาวิกฤต
คุณแม่แชร์ประสบการณ์วันสุดท้ายว่า การได้จับมือ สวดมนต์ และบอกลากันอย่างใกล้ชิด ทำให้ความทุกข์ทรมานเปลี่ยนเป็นการยอมรับความจริงด้วยสติ การจากไปอย่างสงบของผู้ป่วยถือเป็นการแสดงธรรมให้คนข้างหลังได้เห็นเป็นตัวอย่าง และทำให้ครอบครัวเกิดความเบาใจ ในการดำเนินชีวิตต่อไป การจากไปครั้งนี้ได้ทำทุกอย่าง จากไปอย่างสงบ ความตายไม่เป็นสิ่งที่น่ากลัว ถ้าเราได้เตรียมตัว

“การเตรียมตัวตายของออย เป็นสิ่งที่ดี ยิ่งกว่าดี การที่เราเป็นแม่ได้เห็นลูกจากไปอย่างมีสติ ไม่ทุรนทุราย มันทำให้เราเบนใจการเตรียมตัวตาย เป็นมรดกทางปัญญาที่ลูกทิ้งไว้ให้ ทำให้คิดว่าถ้าถึงเวลาของเรา เราจะทำได้อย่างเขาไหม”
ในช่วงหลายปีมานี้ จะเห็นว่าคนไทยสูญเสียด้วยโรคมะเร็งจำนวนไม่น้อย ซึ่งก็มีมะเร็งหลายประเภทที่พรากชีวิตคนไทยไป ด้านคณะกรรมการนโยบายด้านโรคมะเร็งระดับชาติ เห็นชอบขับเคลื่อนแผนการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งแห่งชาติ (NCCP) มุ่งลดภาระโรคมะเร็งของประเทศ ที่มีผู้ป่วยใหม่ปีละกว่า 1.4 แสนราย ทั้งยกระดับการป้องกัน การคัดกรอง และการรักษาอย่างเป็นระบบ
พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลดภาระโรคมะเร็งของประเทศในทุกมิติ ตั้งแต่การป้องกัน การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ไปจนถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนไทยได้รับโอกาสในการรักษาที่ดีที่สุด ซึ่งปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ มากกว่า 140,000 รายต่อปี และมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง มากกว่า 86,000 รายต่อปี
ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 111,166 ล้านบาท ในปี 2537 เป็น 834,259 ล้านบาท ในปี 2564 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 7 เท่า สะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรการป้องกันและควบคุมโรคอย่างเป็นระบบ
โดยมะเร็งที่พบมากในคนไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งปอดและมะเร็งปากมดลูก ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายด้านโรคมะเร็งระดับชาติ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ที่ผ่านมา จึงมีมติเห็นชอบการขับเคลื่อนแผนการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งแห่งชาติ (National Cancer Control Program: NCCP) ที่จะช่วยยกระดับการป้องกัน คัดกรอง และการรักษาอย่างเป็นระบบ ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านมะเร็งที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
โดยเห็นชอบการพัฒนาระบบควบคุมโรคมะเร็งของประเทศผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านบริการ การพัฒนาบุคลากร และการป้องกันและคัดกรองโรค เพื่อเพิ่มศักยภาพระบบบริการ ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษา และเพิ่มโอกาสการตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้น โดยมาตรการสำคัญของแผน NCCP จะมุ่งเน้นการควบคุมโรคมะเร็งที่มีภาระโรคสูง ได้แก่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับและท่อน้ำดี และมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญ เช่น การฉีดวัคซีน HPV ให้ครอบคลุมร้อยละ 100 การลดการติดพยาธิใบไม้ตับให้ต่ำกว่าร้อยละ 1 ภายใน 5 ปี และการเพิ่มการเข้าถึงการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยการส่องกล้อง (Colonoscopy) ให้ครอบคลุมร้อยละ 80 ของกลุ่มเป้าหมาย
นอกจากนี้ ยังดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของเทคโนโลยีรังสีรักษาขั้นสูงของประเทศ รวมถึงการวิเคราะห์การกระจายตัวของระบบบริการ เพื่อใช้ประกอบการวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการรักษามะเร็งให้มีความสมดุล ครอบคลุมทุกภูมิภาค และรองรับความต้องการของผู้ป่วยในอนาคต ตลอดจนเห็นชอบในหลักการผลักดันพระราชบัญญัติโรคมะเร็งแห่งชาติ
“โรคมะเร็งยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย การดำเนินงานตามแผน NCCP จะเป็นกลไกสำคัญในการลดภาระโรคมะเร็งของประเทศ ยกระดับระบบบริการด้านมะเร็งของไทย และวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น ศูนย์กลางการดูแลและวิจัยโรคมะเร็งของภูมิภาคในอนาคต”
