รอคิวพัก ‘บ้านบางแค’ ทะลุ 6,000 คน ความจริงที่ท้าทายระบบดูแลสังคมสูงวัยเมืองไทย

‘ผอ.บ้านบางแค’ เผย การดูแลทั้งผู้สูงอายุกลุ่มยากไร้ และจ่ายค่าบริการ ทำได้เพียง 250 คน ยอมรับ การหมุนเวียนเตียงค่อนข้างต่ำ ทำเกิดข้อจำกัดการรับผู้สูงอายุรายใหม่เข้าพัก ระบุ อนาคตแค่สร้างสถานสงเคราะห์เพิ่มยังไม่พอ จำเป็นต้องพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุในชุมชนรองรับ ขณะที่ อดีตพยาบาล วัย 75 ปี รอคิวนานกว่า 15 ปี เพิ่งได้เข้ามาอยู่ปีแรก ย้ำความจริงสังคมสูงวัยไทย ต้องเตรียมตัวเอง รู้จักเก็บออม ดูแลสุขภาพตั้งแต่ยังไม่แก่

ท่ามกลางการเข้าสู่ “สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์” ของประเทศไทย ความต้องการสถานดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ ขณะที่ศูนย์ดูแลของรัฐมีจำนวนจำกัด หนึ่งในสถานที่ที่หลายนึกถึงคือ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค ซึ่งเป็นบ้านพักคนชราแห่งแรกของประเทศไทย อยู่ภายใต้การดูแลของกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

ปัจจุบันศูนย์ฯ แห่งนี้รองรับผู้สูงอายุได้สูงสุดเพียง 250 คน แต่กลับมีผู้สูงอายุรอเข้าพักมากกว่า 6,000 คน สะท้อนความต้องการบริการดูแลระยะยาวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในสังคมไทย

เปิดระบบดูแลผู้สูงอายุ 2 ประเภท “สามัญ–พิเศษ”

วันนี้ (10 มี.ค. 69) สุทธิรัตน์ โทชนบท ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค ให้สัมภาษณ์ The Active ว่า บ้านบางแค ให้บริการดูแลผู้สูงอายุ 2 ประเภทหลัก ได้แก่ 

1. ประเภทสามัญ (สวัสดิการ) เป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่ประสบปัญหาทางสังคม เช่น ยากไร้ ถูกทอดทิ้ง อยู่ตามลำพัง ไม่มีผู้ดูแล ถูกส่งต่อมาจากหน่วยงานท้องถิ่น ผู้สูงอายุในกลุ่มนี้จะได้รับการดูแลอย่างครบถ้วนตั้งแต่เข้ามาอยู่ในศูนย์ฯ ทั้งอาหาร ที่พัก การดูแลสุขภาพ และปัจจัยพื้นฐานต่าง ๆ จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ปัจจุบันศูนย์ฯ สามารถรับผู้สูงอายุประเภทนี้ได้ ไม่เกิน 200 คน

2. ประเภทพิเศษ (เสียค่าใช้จ่าย) สำหรับผู้สูงอายุที่มีศักยภาพทางการเงิน สามารถแบ่งเป็น 2 รูปแบบย่อย ได้แก่ 

  • บ้านแบบบังกะโล มีเพียง 11 หลัง ค่าแรกเข้า 300,000 บาท ค่าใช้จ่ายรายเดือน 1,500 บาทต่อคน หากอยู่ 2 คน (ต้องเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกัน หรือสามีภรรยา) คิดเดือนละ 2,000 บาท ค่าน้ำค่าไฟจ่ายแยกต่างหาก 

  • แบบหอพัก มี 40 ห้อง ไม่มีค่าแรกเข้า ค่าใช้จ่ายรายเดือน 1,500 บาทต่อคน หากอยู่คู่พี่น้องหรือสามีภรรยา 2,000 บาทต่อเดือน ค่าน้ำค่าไฟจ่ายแยก เมื่อรวมประเภทพิเศษทั้งหมด ศูนย์สามารถรองรับได้ ไม่เกิน 50 คน 
สุทธิรัตน์ โทชนบท ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค

ดูแลครอบคลุม 7 จังหวัดรอบกรุงเทพฯ

ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ระบุว่า บ้านบางแคไม่ได้ดูแลเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังรับผิดชอบพื้นที่หลายจังหวัดโดยรอบ เนื่องจากสถานดูแลลักษณะนี้ไม่ได้มีทุกจังหวัด

พื้นที่รับผิดชอบ ได้แก่

  • กรุงเทพมหานคร 50 เขต
  • สมุทรปราการ
  • สมุทรสาคร
  • สมุทรสงคราม
  • ราชบุรี
  • เพชรบุรี
  • ประจวบคีรีขันธ์

นอกจากการดูแลผู้สูงอายุภายในศูนย์ฯ แล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการทำงานเชิงพื้นที่ เช่น การสนับสนุนเครือข่ายผู้สูงอายุ ชมรมผู้สูงอายุ และโรงเรียนผู้สูงอายุ เพื่อเสริมศักยภาพการดูแลในระดับชุมชน

“เราทำหน้าที่เป็นศูนย์ต้นแบบ ให้หน่วยงานหรือเครือข่ายเข้ามาศึกษาดูงาน เพื่อนำแนวทางไปพัฒนาการดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่ของตัวเอง”

สุทธิรัตน์ โทชนบท 

คิวรอเข้าพัก ‘บ้านบางแค’ ทะลุ 6,000 คน

แม้ศูนย์ฯ จะรองรับผู้สูงอายุได้เพียง 250 คน แต่ปัจจุบันมีผู้สูงอายุรอคิวเข้าพักมากกว่า 6,000 คน แบ่งเป็น ประเภทสามัญ รอคิวกว่า 1,000 คน และ ประเภทพิเศษ รวมกว่า 5,000 คน ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ระบุว่า จำนวนคิวรอมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่การหมุนเวียนเตียงค่อนข้างต่ำ ทำให้การรับผู้สูงอายุใหม่ทำได้จำกัด

“โดยปกติการลดจำนวนผู้พักอาศัยจะเกิดจาก 3 กรณี คือ เสียชีวิต ลาออก หรือย้ายออก แต่ในทางปฏิบัติส่วนใหญ่จะเป็นการเสียชีวิต ซึ่งเฉลี่ยปีละประมาณ 40 คน”

สุทธิรัตน์ โทชนบท 

ภายในศูนย์มีการแบ่งระดับผู้สูงอายุออกเป็น 3 กลุ่ม

  • กลุ่ม A ผู้สูงอายุที่ยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ปัจจุบันมีประมาณ 140 คน
  • กลุ่ม B ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้บางส่วน
  • กลุ่ม C ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงหรือ ติดเตียง

โดยกลุ่ม B และ C รวมกันประมาณ 120 คน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะ สมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ ซึ่งต้องแยกพื้นที่ดูแลเฉพาะ

สำหรับการดูแลผู้สูงอายุที่ต้องการการช่วยเหลือมาก ศูนย์ฯ ใช้บุคลากรที่ผ่านการอบรมเป็น Caregiver หรือ พี่เลี้ยงผู้สูงอายุ มีผู้ดูแลประมาณ เกือบ 30 คน ผ่านการอบรมหลักสูตรดูแลผู้สูงอายุอย่างน้อย 70 ชั่วโมงภายในศูนย์ยังมี พยาบาลวิชาชีพ 1 คน ทำหน้าที่ปฐมพยาบาลและประเมินอาการ ก่อนส่งต่อโรงพยาบาลเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

เปิด “Day Care ผู้สูงอายุ” รองรับผู้สูงวัยที่ยังอยู่บ้าน

เนื่องจากศูนย์ฯ ยังมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และงบประมาณ จึงพัฒนาโครงการ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระหว่างวัน (Day Care) โครงการนี้เปิดให้ผู้สูงอายุที่ยังอาศัยอยู่กับครอบครัว เข้ามาทำกิจกรรมระหว่างวัน แล้วกลับบ้านในช่วงเย็น

กิจกรรมครอบคลุม 5 มิติ ได้แก่ สุขภาพ, สังคมและนันทนาการ, เศรษฐกิจและการพัฒนาทักษะ, การถ่ายทอดภูมิปัญญา, การปรับสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัยในบ้าน

“การทำกิจกรรมร่วมกันช่วยลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อม และทำให้ผู้สูงอายุไม่ต้องอยู่บ้านคนเดียว”

สุทธิรัตน์ โทชนบท 

ใช้ผ้าอ้อมกว่า 12,000 ชิ้นต่อเดือน

สำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิง ศูนย์ฯ ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก โดยเฉพาะผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ปัจจุบันศูนย์ใช้ผ้าอ้อมประมาณ 12,000 ชิ้นต่อเดือน

งบประมาณส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจาก กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ภายใต้โครงการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Long Term Care) ซึ่งช่วยสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุพึ่งพิงประมาณ 90 คน

งบประมาณดังกล่าวช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์จำเป็น เช่น ผ้าอ้อม ซึ่งโดยเฉลี่ยผู้สูงอายุหนึ่งคนต้องใช้ประมาณ 3 ชิ้นต่อวัน

ชี้ทางออกสังคมสูงวัย ต้องมีศูนย์ดูแลในชุมชน

ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ยังมองว่า ในอนาคตประเทศไทยไม่สามารถสร้างสถานสงเคราะห์ขนาดใหญ่เพิ่มได้มากนัก จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุในชุมชน

“สิ่งที่อยากเห็นคือศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในชุมชน เพราะจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่สถานสงเคราะห์ของรัฐมีจำกัด”

สุทธิรัตน์ โทชนบท 

บ้านบางแคจึงพยายามทำหน้าที่เป็น ต้นแบบการดูแลผู้สูงอายุ ให้หน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาศึกษาและนำไปพัฒนาระบบในพื้นที่ของตนเอง

เมืองใหญ่เข้าถึงผู้สูงอายุยากกว่าชนบท

สุทธิรัตน์ ยังสะท้อนว่า การทำงานกับผู้สูงอายุในกรุงเทพฯ มีความท้าทายมากกว่าต่างจังหวัด โดยในพื้นที่ชนบท ชุมชนมักมีความใกล้ชิดและช่วยเหลือกัน แต่ในเมืองใหญ่ ผู้คนใช้ชีวิตแยกจากกัน ทำให้การเข้าถึงผู้สูงอายุทำได้ยาก

“ในกรุงเทพฯ เราไม่สามารถเคาะประตูบ้านเหมือนต่างจังหวัดได้ และคนเมืองจำนวนมากยังคิดว่าตัวเองยังไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวเรื่องผู้สูงอายุ”

สุทธิรัตน์ โทชนบท 

จึงต้องใช้การสื่อสารและกิจกรรมเพื่อสร้างความตระหนักเรื่องการเตรียมตัวสู่สังคมสูงวัย ขณะที่ครอบครัวยังคงเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการดูแลผู้สูงอายุ

“ลูกหลานเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่กับครอบครัวได้อย่างมีความสุข และไม่ต้องพึ่งพาสถานสงเคราะห์”

สุทธิรัตน์ โทชนบท 

วางแผนชีวิตล่วงหน้า จองคิวตั้งแต่อายุ 60 ปี รอ 15 ปีกว่าจะได้เข้าพัก

The Active ได้พูดคุยกับหนึ่งในผู้ที่ตัดสินใจวางแผนชีวิตล่วงหน้า คือ จิระพร มโนภิรมย์ อดีตพยาบาล วัย 75 ปี ซึ่งปัจจุบันได้พักอาศัยอยู่ในหอพักของบ้านบางแค โดยเธอต้องรอคิวเข้าพักนานถึง 15 ปี

เธอเล่าว่า การย้ายมาอยู่ที่นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการวางแผนชีวิตล่วงหน้า เพื่อให้สามารถดูแลตัวเองได้มากที่สุดในวัยชรา โดยเฉพาะการอยู่ใกล้สถานพยาบาลและมีระบบความปลอดภัยที่ดี

โดยตัดสินใจสมัครเข้าพักที่บ้านบางแค ตามเงื่อนไขที่ให้จองได้เมื่ออายุประมาณ 60 ปี หลังมองเห็นแนวโน้มว่าตัวเองต้องใช้ชีวิตตามลำพังในอนาคต

“เราเป็นคนโสด ก็ต้องวางแผนชีวิตไว้ก่อนว่า บั้นปลายชีวิตควรจะอยู่ที่ไหน ที่สำคัญคือต้องอยู่ใกล้หมอ เพราะเวลาเจ็บป่วยจะได้ไปโรงพยาบาลสะดวกโดยไม่ต้องรบกวนใคร”

จิระพร มโนภิรมย์

หลังจากสมัครไว้ เธอต้องรอคิวอยู่นานกว่า 15 ปี ก่อนจะได้รับการเรียกตัวเข้าพัก เมื่ออายุประมาณ 75 ปี ปัจจุบันเธอพักอยู่ที่นี่มาเกือบ 1 ปีแล้ว

ห้องพักของ จิระพร อยู่ในโซนหอพักผู้สูงอายุที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ โดยมีพื้นที่ไม่มากนัก ห้องนอนประมาณ 16 ตารางเมตร ห้องน้ำประมาณ 3 ตารางเมตร และพื้นที่ด้านหลังประมาณ 4 ตารางเมตร

ก่อนเข้าพัก เธอได้ปรับปรุงห้องใหม่เกือบทั้งหมด ทั้งการทาสี เปลี่ยนกระเบื้องห้องน้ำ และจัดพื้นที่ซักล้างด้านหลัง เพื่อให้เหมาะกับการใช้ชีวิตในวัยสูงอายุ

“ของทุกอย่างในห้องต้องใช้จริง ถ้าไม่ใช้ก็จะไม่เอาเข้ามา เพราะพื้นที่มันจำกัด”

จิระพร มโนภิรมย์

เครื่องใช้ใหม่ที่เธอซื้อเพิ่มมีเพียงไม่กี่อย่าง เช่น ตู้เสื้อผ้า พัดลม เครื่องฟอกอากาศ ส่วนเฟอร์นิเจอร์บางส่วนเป็นของเดิมที่นำมาจากบ้านที่จังหวัดเพชรบูรณ์

ใช้ชีวิตเรียบง่าย ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง

แม้อายุ 75 ปี แต่เธอยังเลือกทำงานบ้านด้วยตัวเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาด ซักผ้า หรือจัดระเบียบห้อง

“แค่นี้เอง ทำเองได้หมด มันก็กลายเป็นกิจกรรมให้เราได้ขยับตัว”

จิระพร มโนภิรมย์

เธอยังเล่าว่า การจัดพื้นที่ใช้สอยอย่างเป็นระเบียบช่วยให้การใช้ชีวิตสะดวกขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น แม้จะมีความเป็นอิสระ แต่การพักอาศัยในศูนย์ก็มีระเบียบที่ต้องปฏิบัติตาม เช่น หากจะออกไปข้างนอกต้อง ขออนุญาตล่วงหน้า 

การค้างคืนนอกสถานที่ต้องแจ้งรายละเอียด เช่น จะไปที่ไหน พักกับใคร มีเบอร์ติดต่อฉุกเฉิน โดยสามารถลาพักค้างได้ ประมาณ 6–7 วัน หากเกินกว่านั้นต้องทำเรื่องขออนุญาตเพิ่มเติม

นอกจากนี้ยังมีกฎสำคัญคือ ผู้พักอาศัยห้ามเข้าไปในห้องของกันและกันเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งและป้องกันความปลอดภัย

สำหรับเธอ เหตุผลสำคัญที่สุดที่เลือกมาอยู่ที่นี่มี 2 เรื่อง 1. อยู่ใกล้โรงพยาบาล เพราะเธอมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับดวงตา และต้องเดินทางไปพบแพทย์เป็นระยะ จากบ้านบางแค สามารถเดินไปขึ้นรถเมล์บนถนนเพชรเกษมได้ในระยะประมาณ 300 เมตร ซึ่งมีรถประจำทางหลายสายผ่าน หากรู้สึกไม่สะดวกก็สามารถใช้บริการแท็กซี่ได้

และ 2. ความปลอดภัย เธอบอกว่า ที่นี่ทำให้รู้สึกอุ่นใจมากกว่าการอยู่บ้านคนเดียว “ความปลอดภัยสำคัญมาก เรานอนหลับได้สบายใจ เพราะไม่ใช่ใครจะเข้ามาได้ง่าย ๆ”

ชี้ความจริงสังคมสูงวัย “ต้องเตรียมตัวเอง”

แม้จะอยู่คนเดียว แต่ จิระพร บอกว่าไม่รู้สึกเหงา เพราะศูนย์ฯ มีกิจกรรมผู้สูงอายุจำนวนมาก กิจกรรมเหล่านี้อยู่ภายใต้โครงการ โรงเรียนผู้สูงอายุ ซึ่งมีการจัดกิจกรรมตลอดทั้งปี เช่น การออกกำลังกาย การเรียนรู้ด้านสุขภาพ กิจกรรมสันทนาการ การพบปะพูดคุยกับเพื่อนผู้สูงอายุ

“กลางวันแทบไม่ได้อยู่ห้อง เพราะมีกิจกรรมให้ทำเยอะ”

จิระพร มโนภิรมย์

เมื่อถูกถามถึงสถานการณ์สังคมสูงวัยในประเทศไทย จิระพร มองว่า ผู้สูงอายุจำนวนมากยังไม่ได้เตรียมตัวสำหรับชีวิตในวัยชรา คนไทยจำนวนมากไม่มีเงินออม พอถึงเวลาสุขภาพแย่ก็จะลำบาก เธอจึงเห็นว่า การดูแลผู้สูงอายุเป็นเรื่องที่รัฐควรสนับสนุน แต่ในความเป็นจริงงบประมาณมีข้อจำกัด

“รัฐบาลควรทำสถานที่แบบนี้เพิ่ม แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันใช้งบประมาณมาก ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมตัวของแต่ละคน คนเราต้องคิดว่าจะอยู่ยังไงโดยพึ่งคนอื่นให้น้อยที่สุด ต้องรู้จักเก็บออมและดูแลสุขภาพตั้งแต่ยังไม่แก่”

จิระพร มโนภิรมย์

ประสบการณ์ชีวิตของ จิระพร ยังสะท้อนบทเรียนสำคัญของสังคมสูงวัย การวางแผนล่วงหน้า การมีเงินออม และการดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชีวิตในวัยชรามีคุณภาพมากขึ้น

“เราต้องรักตัวเองก่อน ไม่ใช่เห็นแก่ตัว แต่ต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพราะวันหนึ่งเราต้องดูแลตัวเอง” 

จิระพร มโนภิรมย์

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active