คนไทยอายุคาดเฉลี่ยเพิ่มเป็น 77-80 ปี แต่ตัวเลขผู้ป่วยโรค NCDs เพิ่มขึ้นด้วย นักวิชาการห่วง แนวโน้มสุขภาพดิ่งลงสวนทางกับอายุที่มากขึ้น พบข้อมูลกลุ่มผู้มีภาวะผู้สูงอายุพึ่งพิงเพิ่มขึ้น
รู้หรือไม่? ปัจจุบันคาดเฉลี่ยอายุคนของไทยอยู่ที่ 77-80 ปี
ความหวังที่จะมีอายุยืนขึ้นไม่ได้ไกลตัวอีกต่อไป อีกทั้งทางการแพทย์สมัยใหม่ก็ส่งเสริมให้คนมีอายุยืนขึ้นได้ง่ายดายกว่าเมื่อก่อน
แต่ความน่ากังวลต่อมากคือ อายุที่ยืนยาวขึ้น ไม่ได้สอดคล้องไปกับสุขภาพ กล่าวคือ คนไทยอายุยืนขึ้น แต่สุขภาพกลับไม่ได้ดีตามไปด้วย

ข้อมูลจาก การสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ.2567 โดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ จะพบว่า ถึงแม้ในภาพรวม ผู้สูงอายุในประเทศไทยจะมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพที่ดี โดยพบว่า 87.4% รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ผักผลไม้ 89.2% ดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสมซึ่งก็คือ 8 แก้วขึ้น และ 37.9% ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีกลุ่มผู้สูงอายุบางส่วนมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อสุภาพ เช่น ดื่มสุรา 3.3% และสูบบุหรี่ 7.9% ซึ่งมีพฤติกรรมที่ทำเป็นประจำ นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่พักอาศัย โดยพบว่าผู้สูงอายุมากถึง 92.89% พักอาศัยอยู่ในที่สถานที่ที่มีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมกับช่วงวัย
ในรายงานเล่มเดิมยังพบว่า จำนวนผู้สูงอายุที่อยู่ในกลุ่มที่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตนเอง ลดลงตั้งแต่ปี 2561 จนมาถึง 2567 และกลุ่มที่มีภาวะพึ่งพิงเพิ่มขึ้นจาก 0.55% เป็น 0.63% ในปี 2567
ปัญหาด้านการได้ยิน ถือเป็นความเสี่ยงสุขภาพที่พบมากที่สุดในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยพบมากที่สุด 27.07% รองลงมา ได้แก่ ปัญหาด้านความคิดความจำ 25.45% และการขาดสารอาหาร 17.39%

“ในวันที่คนไทยอายุยืนขึ้น..แต่ทำไม“สุขภาพกลับแย่ลง” เวทีเสวนาที่ตั้งคำถามต่อสถานการณ์ผู้สูงอายุในไทย ที่ชวนคุยโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ได้แก่ ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และ นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หนึ่งวงเสวนา จาก งานมนุษย์ต่างวัย Fest 2026 ‘ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม’ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2569
“Lifespan เพิ่มขึ้นไปพร้อมกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ ฉะนั้นคนป่วยในสมัยก่อนเสียชีวิตเร็ว ยกตัวอย่าง โรคมะเร็งปอด เมื่อก่อนเป็นไม่กี่เดือนก็เสียชีวิต ตอนนี้ป่วยอยู่ 5 ปียังอยู่ได้ และกลายเป็นโรคเรื้อรังแทน” ศ.นพ.ปิยะมิตร กล่าว
แต่คำว่า ‘อยู่ได้’ ไม่ได้หมายถึงอยู่ดีมีสุขกับโรคเสมอไป มีคนจำนวนไม่น้อยอยู่ได้ แต่เป็นการมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความเจ็บปวด ไปจนถึงเป็นอัมพาต ซึ่งหมอได้เพิ่มเติมว่าคนส่วนใหญ่จะอยู่ได้พร้อมกับ 10 ปีสุดท้าย ที่มีความเจ็บป่วยทางร่างกายร่วมด้วย
“มันเลยมีคำถามขึ้นมาว่า คนเราเกิด แก่ ตายเลยได้ไหม ไม่ต้องเจ็บ”
ด้าน นพ.พงศ์เทพ เห็นด้วยว่า ปัจจุบันคนไทยมีค่าเฉลี่ยอายุที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ และสามารถเปลี่ยนแปลงได้อีก เพราะฉะนั้นคาดเฉลี่ยการมีอายุยืนในวันที่เราเกิด และในวันที่เรากลายเป็นผู้สูงอายุย่อมไม่เหมือนกัน และมาจากปัจจัยรอบตัวหลายอย่าง ทั้งนี้ นพ.พงศ์เทพเพิ่มเติมว่า ถึงแม้จะดีขึ้น แต่ก็ยังต่ำกว่าในหลายประเทศทั่วโลก
“ข้อมูลจาก Worldometers ชี้ว่าจากทั้งโลกเราอยู่อันดับที่ 101 จาก 200 กว่าประเทศ ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง แล้วที่น่าตกใจกว่านั้นคือ เมื่อ 2 ปีที่แล้วเราอันดับที่ 78 แล้วตกมาเป็น 101 ใน 2 ปี ตัวเลขอายุคาดเฉลี่ยเพิ่มขึ้น เดิมอยู่ที่ 75.5 ปี ขึ้นมาเป็น 76 ปี การเพิ่มขึ้นแต่ลำดับตกแปลว่าคนอื่นเขาทำดีกว่าเรา” นพ.พงศ์เทพ กล่าว
เหมือนจะดีแต่ก็ยังไม่ดี ตัวเลขที่ซ้ำซ้อนเหล่านี้ นพ.พงศ์เทพมองว่ามาจากปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย หนึ่งในนั้นคือ Life-style factor พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ‘แพ้ใจตัวเอง’ คือสิ่งที่นพ.พงศ์เทพมองว่าคือศัตรูตัวใหม่ ซึ่งศัตรูตัวนี้เดิมทีเคยเป็นโรคติดต่อ
“เรารบอยู่ในสมรภูมิใหม่ก็คือสมรภูมิที่ศัตรูของเราคือตัวเรา คือใจเราเอง มันมีอาหารทั้งหวาน มัน เค็มแล้วก็เราก็นอนน้อยอีก แล้วเราก็มีบุหรี่ไฟฟ้า ไปสังสรรค์ก็ต้องดื่มเหล้ากันอีก มีการอดนอน มีความเครียดจากการทำงาน แถมบางคนความสัมพันธ์รอบข้างก็ไม่ดีอีก”
พฤติกรรมเหล่านี้มีส่งต่อการเกิด ‘โรค NCDs’ ซึ่งก็คือกลุ่มโรคไม่ติดต่อ และไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แต่มาจากพฤติกรรมชีวิตที่สะสมมาเป็นเวลานาน ตัวอย่างของโรคได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง หรือโรคเบาหวาน
เนือยนิ่ง ไม่ออกกำลัง คือพฤติกรรมที่นพ.พงศ์เทพมองว่าอันตรายที่สุด เพราะอย่างน้อยถ้าบริโภคน้ำตาลแล้วขยับร่างกายบ้าง มันอาจจะช่วยทดแทนกัน แต่การอยู่เฉยๆ ไม่ขยับร่างกาย และเติมสิ่งไม่ดีเข้าร่างกายไปด้วย จะทำให้สุขภาพทรุดลงเร็วกว่าเดิม
ด้าน ศ.นพ.ปิยะมิตร บอกว่า คนไทยมีแนวโน้มสุขภาพที่กำลัง ‘ดิ่งลง’ หากย้อนไปดูอัตราความชุกของโรค NCDs ย้อนหลัง จะพบว่า คนไทยเป็นโรคอ้วนมากขึ้น จาก 37.5% ในปี 2557 กลายเป็น 45% ในปี 2568 เช่นเดียวกันกับโรคเบาหวาน ที่เคยเป็นกันอยู่เพียงแค่ 8.9% ในปี 2557 จนกลายมาเป็น 10.6% ในปี 2568
“เราได้รับความสูญเสียจากโรค NCDs เราอาจจะสูญเสียมากถึง 1.6 ล้านล้านบาท แล้วทุกเวลาที่ผ่านไปเนี่ย เรามีคนเสียชีวิตจาก NCDs ในแต่ละวันถึงพันคน” ศ.นพ.ปิยะมิตร
แล้วทางออกอยู่ตรงไหน? นี่คงเป็นคำถามที่หลายคนสงสัย
‘Health Literacy’ การรอบรู้ด้านสุขภาพ คือสิ่งที่ ศ.นพ.ปิยะมิตร มองว่า จะช่วยแก้ปัญหาสุขภาพของคนไทยได้ ที่ผ่านมาเรายังไม่ได้ถูกปลูกฝังหรือพัฒนาความรู้ด้านสุขภาพให้ดีพอ ซึ่งถ้าหากมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถทำงานตรงนี้ได้สำเร็จ ศ.นพ.ปิยะมิตร เชื่อว่า คนจะเลือกกินสิ่งที่ต่อตัวเอง ในขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมก็จะผลิตแต่ของที่ดีต่อสุขภาพตามความต้องการของคนเช่นกัน
อีกประเด็นต่อมาที่ศ.นพ.ปิยะมิตรอยากพูดถึงคือการที่มีหลายฝ่ายตั้งคำถามกับการให้งบกับการสร้างเสริมสุขภาพ
“คนก็บอกว่า เอ๊ะ แล้วทำไมรัฐบาลไม่ให้งบในการสร้างเสริมสุขภาพ ให้ความรู้กับประชาชนเพื่อป้องกันโรคให้มากขึ้น ทำไมมัวแต่ไปให้เงินกับการรักษาพยาบาล คำตอบก็คือ เฉพาะให้เงินค่ารักษาพยาบาลมันยังไม่พอเลยทุกวันนี้ มันก็เลยเป็นเหตุให้งบที่จะใช้ในการสร้างเสริมสุขภาพมีไม่มาก”
ฝั่งนพ.พงศ์เทพ มองว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องขยับไปให้ไกลกว่า ‘การรณรงค์’ เพราะเนื่องจากที่ผ่านมา การรณรงค์ยังไม่กระตุ้นให้คนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างแท้จริง สิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงคือการปรับนิสัย
“นิสัยจะถูกสร้างในช่วงอายุต่ำกว่า 6 ขวบเพราะมันสร้างภายใต้จิตใต้สำนึก สมมุติว่าเราเป็นเด็กที่กินผักเยอะ มันจะติดตัวไปตลอดชีวิต เด็กที่ไม่กินหวาน มันก็จะติดตัวไป แต่เด็กส่วนใหญ่ก็จะถูกเลี้ยงดูว่า ต้องมีขนมกรุบกรอบ ต้องมีของอร่อย มีพวกน้ำหวาน มีทั้งกินหวาน มัน เค็ม ร่วมกับพ่อแม่”
แต่ไม่ใช่ว่า พ้นวัยเด็กมาแล้วจะแก้นิสัยไม่ได้ ทั้งด้าน ศ.นพ.ปิยะมิตร และ นพ.พงศ์เทพ มองว่า คนเราสามารถเปลี่ยนได้ ถ้ามีใจที่พร้อมจะเปลี่ยนจริง ๆ คำว่า ‘รู้แล้วไม่เปลี่ยน’ จึงน่ากลัวกว่า ‘ไม่รู้เรื่องสุขภาพ’
จากพฤติกรรมในบางวัน เมื่อทำทุกวันก็จะปลายเป็นวินัย และหากทำจนชิน ทำจนสนุกไปกับมัน สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นนิสัย นพ.พงศ์เทพระบุว่า นี่คือ 3 ขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงที่ต้องเริ่มต้นจากตัวเราก่อน อาจจะใช้เวลานาน แต่เปลี่ยนได้แน่นอน
“อย่าไปคิดว่าสิ่งเหล่านี้คืองานของสสส. หรืองานกระทรวงสาธารณสุข ทุกคนต้องคิดว่าเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องของเรา เราอยากให้ตัวเองอายุยืน อยากให้ครอบครัวอายุยืน อยากให้คนรอบตัวอายุยืน”
เช่นเดียวกันกับ ศ.นพ.ปิยะมิตร ที่มองว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ออกแบบนโยบาย จนมาถึงตัวเราเอง ต้องพยายามมองหาแนวทางป้องกันการเจ็บป่วย มากกว่าที่จะมองหาการรักษาในวันที่สายไปแล้ว
“ถ้าใครอายุเกินแล้วก็ไม่ต้องเสียใจ พยายามคิดไว้เสมอว่าเราจะทำยังไงให้สูงวัยแบบไม่ต้องพึ่งคนอื่น อยู่ยาวยังไงให้มีชีวิตที่มีคุณภาพ” ศ.นพ.ปิยะมิตรทิ้งท้าย
