กรุงเทพฯ ไร้เจ้าภาพดูแลผู้ป่วยระยะท้าย “คนจนเมือง” เสี่ยงหลุดจากสิทธิ “ตายดี”

กลุ่ม Peaceful Death เสนอรัฐออกแบบระบบเชื่อม Nursing Home พร้อมแรงจูงใจที่เป็นธรรม มอง “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” แต่ระบบยังตั้งรับไม่ทัน ชี้ ต้องลงทุนดูแลก่อนติดเตียง-คุยวาระสุดท้ายตั้งแต่ยังตัดสินใจได้ 

แม้แนวคิดเรื่องการดูแลแบบประคับประคองและการวางแผนดูแลล่วงหน้า (Advance Care Planning) จะเริ่มเป็นที่พูดถึงมากขึ้น แต่ประชาชนจำนวนมากยังไม่รู้กระทั่งว่าตนเองมีสิทธิ์เข้าถึงบริการเหล่านี้

“อย่าว่าแต่การตายดีเลย แค่จะเข้าสู่กระบวนการดูแลประคับประคอง หลายคนก็ยังไม่ทราบว่ามีสิทธิ์แบบนี้อยู่” วรรณา จารุสมบูรณ์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาชุมชนกรุณา และประธานกลุ่ม Peaceful Death ให้สัมภาษณ์ The Active เพื่อฉายภาพความเปราะบางของระบบดูแลผู้สูงอายุใน “กรุงเทพมหานคร” ว่าเมืองหลวงยังขาด “เจ้าภาพ” ที่ชัดเจนในการรับผิดชอบกลุ่มผู้มีภาวะพึ่งพิงและผู้ป่วยระยะท้าย ส่งผลให้การเข้าถึงการดูแลแบบประคับประคองยังคงขึ้นอยู่กับเครือข่ายและทรัพยากรส่วนบุคคล

“วันนี้มันเป็นการดิ้นรนเอาตัวรอด ใครรู้จักโรงพยาบาลไหน มีคอนเน็กชันกับใคร ก็ใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่คนจนเมืองหรือคนที่อยู่ลำพังจะลำบากมาก เพราะขาดทั้งทรัพยากรและโอกาส”

สิ่งที่กรุงเทพฯ ขาดไปไม่ใช่เพียงบริการ แต่คือ “สภาพแวดล้อมทางสังคม” ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ ทั้งในช่วงที่ยังแข็งแรง และเมื่อเข้าสู่ระยะพึ่งพิง รวมถึงระบบสนับสนุนที่เปิดให้ผู้ดูแลสามารถลางานหรือได้รับสวัสดิการเพียงพอสำหรับการดูแลคนในครอบครัวระยะยาว

วรรณา จารุสมบูรณ์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาชุมชนกรุณา และประธานกลุ่ม Peaceful Death

เมืองใหญ่ ไม่ใช่ชุมชนจัดตั้ง

บริบทของกรุงเทพฯ แตกต่างจากต่างจังหวัดอย่างมีนัยสำคัญ เพราะไม่มีโครงสร้างชุมชนจัดตั้งที่เข้มแข็งทั่วถึง การเข้าดูแลผู้ป่วยในบ้านจึงเผชิญทั้งข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและความหวาดระแวงของคนเมือง

“ในเมืองมีคนหลากหลาย บางครั้งก็เกิดความไม่ไว้วางใจ ใครจะเข้ามาในบ้านเรา เขาจะมาทำอะไร การออกแบบระบบต้องตอบคำถามว่า ใครจะคัดกรอง ใครจะเชื่อมต่อการดูแล และถ้าอาสาสมัครดูแลเกินศักยภาพ จะส่งต่อไปที่ไหน”

ประเด็นเหล่านี้ถูกพูดถึงมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่ถูกผลักดันให้เป็นระบบที่จับต้องได้

Nursing Home ต้องเชื่อมกับโรงพยาบาล

สำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังหรือไม่มีญาติดูแล Nursing Home คือทางเลือกที่ขาดไม่ได้ แต่การจะให้รองรับผู้ป่วยระยะท้ายได้จริง ต้องมีระบบสนับสนุนทางการแพทย์จากโรงพยาบาลควบคู่ไปด้วย ทั้งการให้คำปรึกษา การจัดการอาการปวด และการเข้าถึงยาเฉพาะทาง

“ถ้าไม่มีระบบโรงพยาบาลที่เชื่อมต่อ Nursing Home ก็จะกังวลว่า หากมีผู้เสียชีวิตในสถานที่แล้วจะจัดการอย่างไร กรณีผู้ป่วยปวดมาก ต้องมียาที่เหมาะสม ต้องมีหน่วยบริการที่ทำงานคู่กัน”

เรื่องนี้ไม่อาจแก้ได้โดยสถานพยาบาลเพียงลำพัง แต่ต้องกลายเป็นนโยบายระดับเมืองและระดับประเทศที่หลายหน่วยงานร่วมกันขับเคลื่อน

สปสช. จ่าย 10,442 บาทต่อคนต่อปี ไม่จูงใจใครเข้าร่วม

หนึ่งในอุปสรรคที่เป็นรูปธรรมที่สุด คืองบประมาณสนับสนุนการดูแลระยะยาวที่อยู่ในระดับราว 10,442 บาทต่อคนต่อปี จาก สปสช. ผ่านหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียน มาตรา 3 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  ซึ่ง วรรณา ชี้ตรง ๆ ว่า “ถามว่าจะมี Nursing Home ที่ไหนเข้าร่วม ถ้าดูแลคนระยะยาวแล้วได้งบปีละ 10,442 บาท มันไม่คุ้มต้นทุน”

หากรัฐต้องการให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมรองรับกลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้ ต้องมีแรงจูงใจที่เหมาะสม อาจเป็นในรูปแบบร่วมจ่าย (co-payment) สำหรับผู้ที่มีกำลังจ่าย โดยรัฐสนับสนุนส่วนหนึ่ง เพื่อให้ระบบเดินได้โดยไม่ผลักภาระให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแบกรับเพียงลำพัง

เมื่อประเมินภาพนโยบาย ประธานกลุ่ม Peaceful Death สังเกตว่าหลายพรรคการเมือง ทั้งเพื่อไทย ภูมิใจไทย และประชาชน ต่างเคยพูดถึงการดูแลผู้สูงอายุและการตายอย่างมีศักดิ์ศรี แต่สิ่งที่สำคัญกว่าวาทกรรมบนเวทีหาเสียง คือ “แนวทางปฏิบัติ” ที่ทำให้เกิดผลจริงในชีวิตประชาชน โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่ยังไม่มีเจ้าภาพชัดเจน 

สูงวัยระดับสุดยอด แต่ระบบยังตั้งรับไม่ทัน

ไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” แล้ว แต่ระบบรองรับการดูแลระยะยาวยังตามไม่ทัน โดยเฉพาะการส่งเสริมคุณภาพชีวิตในช่วงก่อนที่ผู้สูงอายุจะเข้าสู่ภาวะติดเตียง ซึ่งเป็นหน้าต่างสำคัญของการชะลอความเสื่อม

“ผู้สูงอายุที่ยังออกจากบ้านได้ ควรมีพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัย ระบบขนส่งที่เอื้อต่อการเดินทาง และกิจกรรมทางกายที่ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวและประสาทสัมผัส สิ่งเหล่านี้ช่วยชะลอความเสื่อมและทำให้เขาปรับตัวอยู่ในสังคมได้ดีขึ้น”

ยกตัวอย่าง “ภาวะสมองเสื่อม” 

วรรณา บอกว่า “ภาวะสมองเสื่อม” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน หากตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกสามารถชะลอและบริหารจัดการได้ แต่ปัจจุบันสังคมยังขาดทั้งการคัดกรองและการเตรียมความพร้อมในระยะเริ่มต้น

เมื่อผู้ป่วยสมองเสื่อมเข้าสู่ระยะท้าย จะสูญเสียความสามารถในการสื่อสารและตัดสินใจ หากไม่มีการพูดคุยล่วงหน้าเรื่องความต้องการในการรักษา ครอบครัวจะต้องแบกรับการตัดสินใจในสถานการณ์กดดัน

“วันหนึ่งเมื่อผู้ป่วยกลืนไม่ได้ เราจะใส่สายให้อาหารหรือไม่ จะปั๊มหัวใจหรือไม่ จะยื้อชีวิตต่อหรือไม่ คำถามเหล่านี้หนักมากสำหรับลูกหลาน หากไม่เคยได้ยินความต้องการของผู้ป่วยมาก่อน”

ไม่เฉพาะผู้ป่วยสมองเสื่อม วรรณา เน้นว่าผู้สูงอายุทุกคนควรวางแผนดูแลล่วงหน้า เพราะโรคเรื้อรังหรือปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ อาจทำให้อาการทรุดลงได้อย่างไม่คาดคิด การเตรียมการไว้ล่วงหน้าจะช่วยลดทั้งความทรมานของผู้ป่วยและความรู้สึกผิดของผู้ดูแล

ขาดคน ขาดอุปกรณ์ ขาดแรงจูงใจ

แม้บางจังหวัดจะมีโครงสร้างดูแลผู้สูงอายุในชุมชนแล้ว แต่ยังขาดแคลนทั้งจำนวนผู้ดูแล (Caregiver) และแรงจูงใจด้านค่าตอบแทน ทำให้งานที่ต้องใช้ทั้งแรงกายและแรงใจนี้ไม่ดึงดูดแรงงานรุ่นใหม่

“หลายพื้นที่มีสถานที่รองรับ แต่ไม่มีคนทำงาน ไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีระบบสนับสนุน ก็ไม่สามารถเป็นสถานชีวาภิบาลได้จริง”

เป้าหมายที่แท้จริงควรเป็นการสนับสนุนให้ผู้ป่วยอยู่บ้านได้นานที่สุด ด้วยระบบครบวงจรที่มีทั้งอุปกรณ์ รถรับส่ง การติดตามอาการ และทีมดูแลในชุมชน ซึ่งจะช่วยลดภาระโรงพยาบาลไปพร้อมกับยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วย

เสนอ “Health Connector” แทนการเพิ่มภาระพยาบาล

ต่อแนวคิด “1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา” ประธานกลุ่ม Peaceful Death มองว่าในภาวะที่บุคลากรพยาบาลขาดแคลนอยู่แล้ว การเพิ่มภาระหน้าที่ไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืน

เธอเสนอให้ยกระดับ Caregiver หรือบุคลากรในชุมชนให้ทำหน้าที่ “Health Connector” ผู้เชื่อมต่อข้อมูลระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว ชุมชน และโรงพยาบาล โดยต้องได้รับการอบรมอย่างเหมาะสมและมีค่าตอบแทนที่เป็นธรรม

“คนกลุ่มนี้ควรรู้ข้อมูลพื้นฐานของชุมชนว่า มีผู้ป่วยติดเตียงกี่ราย ผู้ป่วยระยะสุดท้ายกี่ราย ต้องจัดการดูแลอย่างไร และประสานงานกับโรงพยาบาลอย่างไร”

ในระยะยาว เธอมองว่าระบบดูแลผู้สูงอายุในชุมชนมีศักยภาพพัฒนาไปสู่ “เศรษฐกิจการดูแล” (care economy) ที่มีการฝึกอบรม ยกระดับทักษะ และสวัสดิการที่ชัดเจน เพื่อให้การดูแลกลายเป็นอาชีพที่มีคุณค่าและยั่งยืนอย่างแท้จริง

ถ้าไม่เริ่มวันนี้ ช่องว่างจะยิ่งกว้างขึ้น

วรรณา บอกว่าหากปล่อยให้ระบบเป็นเช่นนี้ต่อไป ความเหลื่อมล้ำจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ คนมีฐานะอาจเข้าถึงการดูแลที่มีคุณภาพได้ แต่คนหาเช้ากินค่ำ แรงงานนอกระบบ และคนไร้บ้าน อาจเข้าไม่ถึงแม้แต่การดูแลสุขภาพพื้นฐาน

“มันจะกลายเป็นการยื้อชีวิตโดยไม่ตั้งใจ ใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง ทั้งที่เจ้าตัวอาจไม่ได้ปรารถนาเช่นนั้น เพราะไม่เคยมีโอกาสวางแผนล่วงหน้า”

วรรณา กล่าวว่า หลักการง่าย ๆ ที่ควรเป็นรากฐานของระบบสุขภาพไทยคือ “คนไทยควรมีสิทธิ์เข้าถึงการตายดีอย่างเท่าเทียม ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ว่าจะมีเงินหรือไม่มีเงินก็ตาม”


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active