วิกฤตตะวันออกกลาง ส่งผลราคาน้ำมันพุ่ง กระทบนำเข้ายา พบ หลายโรงพยาบาล เริ่มจำกัดจ่ายยา ชี้ รัฐต้องเร่งสื่อสารแผนรับมือระยะสั้น-ระยะยาว อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น แนะ ประชาชนไม่กักตุนยาเกินจำเป็น หวั่น กระทบผู้ป่วยรายอื่น
จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้ายาจากต่างประเทศเป็นหลัก ผลกระทบดังกล่าวส่งผลให้หลายโรงพยาบาลเริ่มจำกัดการจ่ายยา จากเดิมที่จ่ายครั้งละหลายเดือน เหลือเพียงระยะสั้น 1 – 2 เดือน เพื่อกระจายยาให้เพียงพอต่อผู้ป่วยทุกคน
ภก.ภาณุโชติ ทองยัง อนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า เนื่องจากผู้นำเข้าและผู้ผลิตต้องบริหารความเสี่ยง ด้วยการจำกัดการกระจายยาไปยังหน่วยบริการ เพื่อป้องกันการขาดแคลนในอนาคต

“เมื่อหน่วยบริการได้รับยาในปริมาณลดลง โรงพยาบาลจึงจำเป็นต้องปรับรูปแบบการจ่ายยา เพื่อให้ยากระจายไปถึงผู้ป่วยทุกคนได้อย่างเพียงพอ”
ภก.ภาณุโชติ ทองยัง
อย่างไรก็ตาม การจำกัดการจ่ายยาดังกล่าว แม้จะช่วยลดความเสี่ยงยาขาดแคลน แต่กลับส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยโดยตรง โดยเฉพาะการต้องเดินทางมารับยาบ่อยขึ้น ซึ่งเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางในช่วงที่ราคาน้ำมันสูง
นอกจากนี้ กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง เช่น ผู้ป่วยโรคไต ถือเป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการขาดยา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตได้
แนะรัฐต้องสื่อสารมาตรการรับมือที่ชัดเจน
ภก.ภาณุโชติ เสนอว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ ภาครัฐควรเร่งสื่อสารข้อมูลอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน และลดความตื่นตระหนก ควรมีการประกาศแผนบริหารจัดการความเสี่ยงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น แนวทางรับมือหากยาสำรองหมด รวมถึงการสร้างหลักประกันการเข้าถึงยาอย่างเท่าเทียม
ในด้านการบริหารจัดการของสถานพยาบาล อาจจำเป็นต้องมีการปรับระบบ เช่น การใช้ยาที่มีสรรพคุณใกล้เคียงกันทดแทน โดยต้องมีการอธิบายข้อมูลให้ผู้ป่วยเข้าใจอย่างครบถ้วน รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของผู้ป่วย เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงได้รับยาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการใช้ยาสมุนไพรอาจเป็นทางเลือกในบางกรณี แต่ไม่สามารถทดแทนยาปัจจุบันได้ทั้งหมด จึงควรใช้อย่างเหมาะสม
ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้มงวดในการกำกับดูแลราคายาในตลาด ทั้งในโรงพยาบาล ร้านยา และคลินิก เพื่อป้องกันการปรับขึ้นราคาอย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงตรวจสอบการกักตุนยา และเฝ้าระวังการจำหน่ายยาปลอม ยาหมดอายุ หรือยาที่ไม่มีทะเบียน โดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์
อีกประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง คือ การโฆษณายาหรืออาหารเสริมเกินจริง ที่อาจฉวยโอกาสในช่วงวิกฤต โดยอ้างสรรพคุณรักษาโรคหรือทดแทนยาหลักได้ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดและเสี่ยงต่อสุขภาพ ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบ และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองเท่านั้น
พิจารณายาที่จำเป็น ไม่กักตุน
สำหรับประชาชนนั้น ภก.ภาณุโชติ แนะนำว่า ควรใช้ยาอย่างมีความรู้และไม่กักตุนยาเกินความจำเป็น เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยรายอื่นที่มีความจำเป็นมากกว่า และหากเก็บยาไว้ในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้ยาเสื่อมสภาพก่อนนำมาใช้
“ก่อนสำรองยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อพิจารณาว่ายาชนิดใดจำเป็นต่อชีวิต และยาชนิดใดสามารถปรับลดได้ในช่วงวิกฤต”
ภก.ภาณุโชติ ทองยัง
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตยาขาดแคลนเป็นปัญหาที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ หน่วยบริการ และประชาชน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่กระทบต่อสิทธิในการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วย.
