นักนิติศาสตร์ชี้ วิกฤต รพ.ชายแดนต้องมี กฎหมาย และ งบฯ เฉพาะ

นักวิชาการเสนอแก้ปัญหาเชิงระบบ ชี้ “สถานะบุคคล” คือรากเหง้าวิกฤต ทำคนไทยตกหล่นจากสิทธิรักษา เรียกร้องรัฐออกแบบกลไกเฉพาะด้านงบประมาณ บุคลากร และการจ้างงาน เพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชน เสริมความมั่นคงสุขภาพชายแดนในระยะยาว

วันนี้ (26 เม.ย. 69) รองศาสตราจารย์ ธนภัทร ชาตินักรบ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายแพ่ง เปิดเผยระหว่างลงพื้นที่โรงพยาบาลท่าสองยาง จังหวัดตาก กับ The Active  ว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือจากหลายสถาบันการศึกษา เพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาเชิงระบบของโรงพยาบาลชายแดน ทั้งในมิติด้านกฎหมาย การบริหารจัดการ และการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ

คณะทำงานประกอบด้วยหลายทีม โดยทีมจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผ่านศูนย์นิติศาสตร์ ทำหน้าที่ตรวจสอบและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับรูปแบบการจ้างงานบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข โดยเฉพาะบุคลากรที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนและในศูนย์พักพิง เพื่อให้สัญญาจ้างและกระบวนการจ้างงานเป็นไปตามกฎหมาย คุ้มครองสิทธิของทุกฝ่าย ทั้งหน่วยงานผู้ว่าจ้างและผู้ปฏิบัติงาน

นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งกำลังพัฒนากลไกด้านกฎหมายเพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ชายแดน และทีมจาก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่เข้ามาสนับสนุนการวางระบบการทำงาน (workflow) ของโรงพยาบาล ตั้งแต่กระบวนการให้บริการจนถึงการบริหารจัดการ เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานโรงพยาบาล

ปัญหาชายแดนไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่คือ “สถานะบุคคล”

รศ.ธนภัทร กล่าวว่า พื้นที่ชายแดนมีความซับซ้อนสูง ทั้งในมิติความมั่นคง ความปลอดภัยในชีวิต และสิทธิในสถานะบุคคล ประชากรในพื้นที่มีความหลากหลายอย่างมาก ทั้งคนไทย กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้ไร้สถานะ และแรงงานข้ามชาติ

บุคคลจำนวนไม่น้อยในพื้นที่นี้ มีสิทธิได้รับการรับรองสัญชาติไทยตามกฎหมาย แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จ เนื่องจากข้อจำกัดด้านเอกสาร ระเบียบ และขั้นตอนทางราชการ ส่งผลให้ยังคงอยู่ในภาวะไร้สถานะหรือมีสถานะไม่สมบูรณ์

“การที่บุคคลยังไม่ได้รับการรับรองสัญชาติไทย ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ใช่คนไทย หลายคนมีสิทธิตามกฎหมาย เพียงแต่ยังไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการรับรองสถานะได้อย่างครบถ้วน” รศ.ดร.ธนภัทร กล่าว

เขาระบุว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต้องการเข้ามาช่วยพัฒนา “ต้นแบบ” การแก้ปัญหา เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า ปัญหาอยู่ตรงไหน และควรแก้ไขอย่างไรในเชิงระบบ

ภาระโรงพยาบาลชายแดน สะท้อนช่องว่างของระบบ

สำหรับประเด็นที่โรงพยาบาลชายแดนต้องดูแลผู้ป่วยที่ไม่มีสถานะชัดเจน หรือไม่สามารถเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ รศ.ธนภัทร มองว่า จำเป็นต้องแยกแยะกลุ่มผู้รับบริการอย่างรอบด้าน

กลุ่มแรก คือ บุคคลที่ยังไม่ได้รับการรับรองสัญชาติไทย แต่มีสิทธิในสัญชาติไทยตามกฎหมาย การปฏิเสธการรักษากลุ่มนี้ย่อมไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรม

อีกกลุ่มหนึ่ง คือ แรงงานข้ามชาติหรือบุคคลต่างด้าว ซึ่งหากเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นายจ้างมักมีหน้าที่จัดให้มีหลักประกันสุขภาพหรือประกันสังคมอยู่แล้ว นั่นหมายความว่า การรักษาพยาบาลของคนกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นภาระงบประมาณของรัฐไทยทั้งหมด เพราะมีการสมทบเงินเข้าสู่ระบบอยู่แล้ว

“เงินที่ใช้ดูแลคนกลุ่มนี้จำนวนหนึ่ง เป็นเงินที่ถูกจ่ายเข้าสู่ระบบตามสิทธิ ไม่ใช่งบประมาณที่รัฐต้องรับภาระเพียงฝ่ายเดียว” เขากล่าว

เพิ่มบุคลากรที่เหมาะสม ลดภาระบุคลากรไทย

รศ.ดร.ธนภัทร เห็นว่า แนวทางสำคัญในการลดภาระโรงพยาบาลชายแดน คือ การเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขให้เพียงพอ โดยเฉพาะบุคลากรที่สามารถสื่อสารภาษาและเข้าใจบริบทของผู้ป่วยในพื้นที่ หากสามารถจัดให้มีบุคลากรที่ดูแลผู้ป่วยจากกลุ่มชาติพันธุ์หรือแรงงานข้ามชาติได้โดยตรง จะช่วยลดภาระงานของแพทย์และพยาบาลไทย ทำให้บุคลากรหลักสามารถมุ่งดูแลผู้ป่วยไทยได้อย่างเต็มที่

“นี่ไม่ใช่การแย่งทรัพยากรจากคนไทย แต่เป็นการจัดระบบเพื่อให้คนไทยได้รับบริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย”

แต่หนึ่งในอุปสรรคสำคัญ คือ ข้อจำกัดทางกฎหมายเกี่ยวกับการจ้างบุคลากรทางการแพทย์จากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะผู้ที่มีคุณวุฒิด้านการแพทย์จากต่างประเทศ แม้แพทย์จากเมียนมาจะมีคุณวุฒิและใบประกอบวิชาชีพถูกต้องในประเทศต้นทาง แต่ไม่สามารถปฏิบัติวิชาชีพในประเทศไทยได้โดยอัตโนมัติ เนื่องจากข้อกำหนดด้านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของไทย

ประเด็นนี้ทำให้การออกแบบรูปแบบการจ้างงานต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง ทั้งเรื่องสถานะการจ้าง อำนาจบังคับบัญชา ขอบเขตการปฏิบัติงาน และความรับผิดชอบทางวิชาชีพ

นอกจากนี้ ในบางกรณี บุคลากรอาจได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์กรระหว่างประเทศหรือองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณของรัฐ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องความต่อเนื่อง ความมั่นคงของงบประมาณ และระบบกำกับมาตรฐานการทำงาน

งบประมาณจากนานาชาติ ช่วยได้ แต่ไม่ใช่คำตอบระยะยาว ไทยต้องรักษาสมดุล “ความมั่นคง-มนุษยธรรม-การทูต”

รศ.ธนภัทร ระบุว่า โรงพยาบาลชายแดนจำนวนมากได้รับการสนับสนุนจากโครงการระหว่างประเทศ ซึ่งช่วยลดภาระงบประมาณของประเทศไทยในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม แหล่งทุนลักษณะนี้มักมีความไม่แน่นอน และไม่สามารถรับประกันความยั่งยืนในระยะยาวได้ การพึ่งพาเงินสนับสนุนจากภายนอกเพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่ทางออกถาวร

“ระยะสั้นอาจช่วยประคับประคองได้ แต่ระยะยาวยังจำเป็นต้องมีนโยบายและกลไกที่ชัดเจนจากภาครัฐ”

ในมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รศ. ธนภัทร มองว่า ไทยจำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างการดำเนินความสัมพันธ์กับรัฐบาลเมียนมา กับการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนตามแนวชายแดน การประสานงานกับรัฐบาลเมียนมาเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจในระดับรัฐต่อรัฐ โดยเฉพาะในประเด็นความมั่นคง การจัดการชายแดน และการช่วยเหลือคนไทยที่อาจตกเป็นเหยื่อของขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือขบวนการหลอกลวง

ขณะเดียวกัน ไทยยังคงสามารถดำเนินการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ชายแดนตามหลักมนุษยธรรมได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องเลือกข้างทางการเมือง

ข้อเสนอ ออกแบบระบบเฉพาะสำหรับโรงพยาบาลชายแดน

รศ.ธนภัทร เสนอว่า โรงพยาบาลชายแดนควรได้รับการออกแบบระบบสนับสนุนเฉพาะ ทั้งด้านงบประมาณ บุคลากร และกฎหมาย เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจที่แตกต่างจากโรงพยาบาลทั่วไป

ข้อเสนอสำคัญ ได้แก่

  • การสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมตามภาระงานจริง
  • การพัฒนารูปแบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่นและถูกต้องตามกฎหมาย
  • การเพิ่มบุคลากรที่มีทักษะด้านภาษาและความเข้าใจวัฒนธรรม
  • การสร้างกลไกกำกับคุณภาพและมาตรฐานการรักษา
  • การบูรณาการความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบ

“หากสามารถออกแบบระบบให้เหมาะกับบริบทชายแดนได้ โรงพยาบาลชายแดนจะไม่เพียงอยู่รอด แต่จะสามารถทำหน้าที่เป็นด่านหน้าด้านมนุษยธรรมและความมั่นคงของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ” รศ.ธนภัทร กล่าว

ทั้งนี้ เขาย้ำว่า การแก้ปัญหาโรงพยาบาลชายแดน ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาของพื้นที่ชายแดนเท่านั้น แต่เป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงด้านสุขภาพ ความมั่นคงของรัฐ และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประเทศในระยะยาว.

ปัญหาสถานะบุคคล คือรากเหง้าวิกฤต รพ.ชายแดน ทำคนไทยตกหล่น-โรงพยาบาลแบกภาระค่ารักษา 

พวงรัตน์ ปฐมสิริรักษ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เปิดเผยว่า การทำความเข้าใจปัญหาของโรงพยาบาลชายแดน จำเป็นต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจ “บริบทของคน” และ “โครงสร้างประชากร” ในพื้นที่ชายแดนเสียก่อน เพราะภาระที่โรงพยาบาลต้องเผชิญ ไม่ได้เกิดจากระบบสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับปัญหาสถานะบุคคล สัญชาติ และการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในพื้นที่

โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนด้านตะวันตกของประเทศไทย ซึ่งมีลักษณะเฉพาะจากการติดกับประเทศเมียนมา ที่เผชิญความขัดแย้งและความไม่สงบมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ส่งผลให้มีการเคลื่อนย้ายประชากรข้ามพรมแดนอยู่ตลอดเวลา ทั้งผู้หนีภัยจากการสู้รบ ผู้ป่วยที่ต้องการเข้าถึงบริการสุขภาพ และแรงงานข้ามชาติ

อย่างไรก็ตาม พวงรัตน์ ย้ำว่า ภาพของประชากรชายแดนไม่ได้มีเพียง “คนต่างด้าว” หรือ “ผู้ลี้ภัย” เท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มประชากรอีกจำนวนมากที่มีความผูกพันกับประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง และบางส่วนมีสิทธิในสัญชาติไทยตามกฎหมาย เพียงแต่ยังไม่ได้รับการรับรองสถานะอย่างสมบูรณ์

2 กลุ่มสำคัญที่มักถูกมองข้าม

พวงรัตน์ อธิบายว่า นอกเหนือจากประชาชนไทยที่มีสถานะสมบูรณ์แล้ว ยังมีกลุ่มประชากรสำคัญ 2 กลุ่ม ที่มักตกหล่นจากระบบและถูกเข้าใจคลาดเคลื่อน

กลุ่มแรก คือ บุคคลที่มีสิทธิในสัญชาติไทยโดยกำเนิด เช่น เกิดในประเทศไทย มีบิดามารดาเป็นคนไทย หรือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่มีความผูกพันกับแผ่นดินไทยมาอย่างยาวนาน แต่ยังไม่ได้รับการรับรองสถานะในทะเบียนราษฎรอย่างครบถ้วน

แม้บุคคลเหล่านี้จะเป็น “คนไทยโดยเนื้อแท้” แต่เมื่อเอกสารทางทะเบียนยังไม่สมบูรณ์ จึงทำให้เกิดภาพลวงตาว่าเป็นบุคคลต่างด้าว ทั้งที่ตามข้อเท็จจริงแล้ว มีสิทธิในสัญชาติไทยตามกฎหมาย

“คนกลุ่มนี้ไม่ใช่คนต่างด้าว แต่เป็นคนไทยที่ยังไม่ได้รับการรับรองสถานะอย่างสมบูรณ์”

กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มบุคคลที่อพยพเข้ามาและตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน บางครอบครัวอยู่ในไทยมานานกว่า 20-50 ปี ทำงาน ใช้ชีวิต ส่งลูกเรียนในโรงเรียนไทย และมีความผูกพันกับสังคมไทยอย่างแนบแน่น

ประเทศไทยมีนโยบายรองรับคนกลุ่มนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมติคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนตุลาคม 2567 ที่มุ่งเร่งรัดการรับรองสถานะถาวรให้แก่บุคคลกลุ่มนี้ รวมถึงบุตรหลานที่เกิดในประเทศไทย ซึ่งหลายรายมีสิทธิได้รับสัญชาติไทยตามกฎหมายอยู่แล้ว

ลูกเกิดไทย มีสิทธิ์ แต่ยังติดขั้นตอน

พวงรัตน์ ระบุว่า บุตรของคนกลุ่มนี้จำนวนมากเกิดและเติบโตในประเทศไทย เรียนในระบบการศึกษาไทย พูดภาษาไทย และมีสิทธิได้รับสัญชาติไทยตามกฎหมาย โดยเฉพาะตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 7 ทวิวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ กระบวนการรับรองสถานะยังประสบปัญหาความล่าช้า โดยเฉพาะเมื่อการพิจารณาสถานะของบิดามารดายังไม่แล้วเสร็จ ส่งผลให้การรับรองสัญชาติของบุตรต้องล่าช้าตามไปด้วย

“เมื่อต้นทางยังไม่เดิน ปลายทางก็เดินไม่ได้ ลูกที่ควรได้รับสัญชาติไทยจึงต้องรอต่อไป ทั้งที่มีสิทธิตามกฎหมายอยู่แล้ว”

ความล่าช้ากระทบทั้งคนและระบบสุขภาพ

เธอชี้ว่า ปัญหาสำคัญในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่การขาดกฎหมายหรือขาดนโยบาย แต่เป็น “ช่องว่างในการปฏิบัติ” โดยเฉพาะกระบวนการรับคำร้องและการพิจารณาของหน่วยงานฝ่ายปกครองในพื้นที่

หลายกรณี โรงพยาบาลได้ดำเนินการเชิงรุก ทั้งการตรวจสอบข้อมูล การพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือดด้วย DNA และรวบรวมเอกสารอย่างครบถ้วน เพื่อสนับสนุนการรับรองสถานะบุคคล แต่เมื่อส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจ กลับเกิดความล่าช้าในการพิจารณา

ในบางกรณี ผู้ปกครองได้รับบัตรประจำตัวแล้ว แต่บุตรซึ่งผ่านการพิสูจน์สิทธิครบถ้วน กลับยังไม่ได้รับการรับรองสถานะ ส่งผลให้ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพได้เต็มรูปแบบ

เมื่อสถานะทางกฎหมายยังไม่สมบูรณ์ โรงพยาบาลจึงไม่สามารถเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามระบบหลักประกันสุขภาพได้ ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายตกอยู่กับโรงพยาบาลโดยตรง

“ค่าหัว” ที่หายไป เพราะสถานะยังไม่เสร็จ มหาดไทยต้องเร่งแก้ “คอขวด” ของระบบ

พวงรัตน์ อธิบายว่า สิทธิด้านสาธารณสุข รวมถึงงบประมาณรายหัวที่รัฐจัดสรรให้ประชาชน จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสถานะบุคคลได้รับการรับรองอย่างสมบูรณ์

ดังนั้น ความล่าช้าในการรับรองสถานะจึงไม่ได้กระทบเฉพาะตัวบุคคล แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อระบบการเงินของโรงพยาบาลชายแดน ซึ่งต้องให้บริการประชาชนกลุ่มนี้โดยไม่สามารถเบิกงบประมาณคืนได้

ยิ่งกระบวนการล่าช้า ปัญหาก็ยิ่งสะสม และในหลายกรณี เมื่อคนรุ่นหนึ่งยังไม่ได้รับการรับรอง รุ่นถัดไปก็เกิดขึ้นต่อเนื่อง ทำให้จำนวนผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงสิทธิเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

กระทรวงมหาดไทยมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการคลี่คลายปัญหานี้ เพราะเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการรับรองสถานะบุคคล สิ่งที่จำเป็นไม่ใช่การเร่งรัดแบบไร้หลักเกณฑ์ แต่คือการดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด และหากมีข้อสงสัยหรือเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ ก็ควรแจ้งเหตุผลอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ยื่นคำร้องหรือหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือสามารถดำเนินการเพิ่มเติมได้

“ถ้าหลักฐานครบ ก็ควรอนุมัติ หากยังไม่ครบ ก็ควรระบุให้ชัดว่าขาดอะไร แต่ไม่ควรปล่อยเรื่องค้างไว้โดยไม่มีคำอธิบาย”

การแก้ปัญหาสถานะบุคคลไม่ใช่เพียงเรื่องสิทธิพลเมือง แต่เป็นหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาโรงพยาบาลชายแดนอย่างยั่งยืน เมื่อประชาชนได้รับการรับรองสถานะอย่างถูกต้อง พวกเขาจะสามารถเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพได้เต็มที่ โรงพยาบาลก็จะสามารถเบิกงบประมาณตามสิทธิได้ ลดภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับเอง

“ปัญหาสถานะบุคคลกับปัญหาสาธารณสุขชายแดน เป็นเรื่องเดียวกัน เพราะเมื่อสถานะไม่ชัด สิทธิก็ไม่เกิด และเมื่อสิทธิไม่เกิด ภาระก็จะตกอยู่กับโรงพยาบาล”

เธอระบุว่า หากสามารถปลดล็อกคอขวดในกระบวนการรับรองสถานะได้ ไม่เพียงแต่ประชาชนจะได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างครบถ้วน แต่ยังจะช่วยเสริมความมั่นคงให้กับระบบบริการสุขภาพชายแดนในระยะยาวอีกด้วย

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active