“ไม่มีเงินก็ผ่าไม่ได้ ?” สธ.-สปสช.แจงปมผู้ป่วยบัตรทองถูก รพ.รัฐ เรียกมัดจำผ่าตัด 3 หมื่น

สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง งบฯ ไม่ทันต้นทุนรักษา เร่งหาทางอุดช่องว่างงบประมาณ รมว.สธ. กำชับ รพ.ควรหลีกเลี่ยงการเรียกเก็บผู้ป่วย ด้าน สปสช. รับ ต้องทบทวนอัตราชดเชยให้สอดคล้องเทคโนโลยี

กรณี “สมาคมสื่อมวลชนเพื่อพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้” เปิดเผยถึงเรื่องร้องเรียนจากครอบครัวผู้ป่วยวัย 76 ปี ในจังหวัดยะลา ซึ่งใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) แต่ถูกโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งเรียกเก็บเงินมัดจำล่วงหน้า 30,000 บาท ก่อนเข้ารับการผ่าตัดรักษาโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง โดยอ้างว่า หากไม่วางเงินจะไม่สามารถเข้าห้องผ่าตัดได้ ส่งผลให้ครอบครัวซึ่งประกอบอาชีพรับจ้างกรีดยาง รายได้เพียงวันละประมาณ 300 บาท ต้องเร่งกู้ยืมเงินมาใช้จ่าย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าปัญหาการเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วยสิทธิบัตรทองในลักษณะดังกล่าวเริ่มเกิดขึ้นในหลายแผนกของโรงพยาบาล และมีผู้ป่วยบางรายที่จำเป็นต้องผ่าตัดสมองเร่งด่วน ต้องหาเงินมาชำระก่อนเข้ารับการรักษา สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนที่ควรได้รับการรักษาภายใต้สิทธิหลักประกันสุขภาพ

ปลัด สธ.แจง โรงพยาบาลขาดทุนจากค่าสเตนต์รายละกว่า 3 หมื่นบาท

ภายหลังการประชุมบอร์ด สปสช. ครั้ง 7/2569 เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ที่ผ่านมา นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ชี้แจงว่า ผู้ป่วยรายดังกล่าวป่วยด้วยโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง ซึ่งตามสิทธิประโยชน์ของ สปสช. สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดแบบเปิด ซึ่งยังอยู่ในสิทธิการรักษา

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยกว่า คือ การใส่ขดลวดค้ำยันหลอดเลือด (Stent Graft) ผ่านสายสวน ซึ่งมีความปลอดภัยมากกว่า โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เนื่องจากไม่ต้องผ่าตัดใหญ่

“ผู้ป่วยรายนี้อายุมากแล้ว 76 ปี แพทย์จึงเลือกใช้วิธีใส่สเตนต์ เพราะมีความเสี่ยงต่ำกว่าการผ่าตัดเปิด”

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาอยู่ที่ราคาของอุปกรณ์ โดยสเตนต์มีราคาประมาณ 200,000-300,000 บาทต่อราย ขณะที่อัตราชดเชยของ สปสช. ยังต่ำกว่าต้นทุนจริงประมาณ 30,000 บาท ทำให้โรงพยาบาลต้องรับภาระส่วนต่างเอง

ปลัด สธ. เปิดเผยว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลในจังหวัดยะลาให้บริการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวประมาณ 230-240 ราย และต้องนำเงินจากแหล่งอื่นมาชดเชยค่ารักษารวมกว่า 4.5-5 ล้านบาท ส่งผลให้โรงพยาบาลเริ่มขอความร่วมมือให้ผู้ป่วยร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายบางส่วน

“กรณีนี้จึงเป็นการขอให้ผู้ป่วยร่วมจ่าย ไม่ใช่เพราะโรงพยาบาลไม่รักษา แต่เป็นผลจากต้นทุนอุปกรณ์ที่สูงกว่างบฯ ที่ได้รับ”

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน

โรงพยาบาลหลายแห่งก็เก็บร่วมจ่าย

นพ.สมฤกษ์ ระบุว่า การร่วมจ่ายในลักษณะดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะโรงพยาบาลในจังหวัดยะลา แต่โรงเรียนแพทย์หลายแห่งก็มีการเรียกเก็บเงินร่วมจ่ายประมาณ 30,000-50,000 บาทเช่นกัน เนื่องจากงบประมาณที่ได้รับไม่ครอบคลุมต้นทุนของอุปกรณ์

อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยไม่มีเงินจริง โรงพยาบาลส่วนใหญ่ก็จะใช้งบประมาณจากแหล่งอื่นมาช่วยเหลือ ทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระขาดทุนต่อเนื่อง

“เรื่องนี้สะท้อนว่าควรมีกลไกให้ผู้ให้บริการกับ สปสช. สามารถหารือและปรับอัตราชดเชยได้รวดเร็วขึ้น ให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อหรือราคาเครื่องมือแพทย์ เพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว”

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน

ย้ำโรงพยาบาลควรหลีกเลี่ยงการเรียกเก็บผู้ป่วย

พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีการหารือร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าปัญหาลักษณะนี้จะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาเพื่อหาแนวทางแก้ไข

“ตัวเลขงบประมาณที่ต้องปรับจริง ๆ ไม่ได้มากนัก สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้สามารถปรับระบบได้รวดเร็ว ไม่ต้องผ่านขั้นตอนคณะกรรมการจำนวนมากจนล่าช้า”

พัฒนา พร้อมพัฒน์

สำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รมว.สธ. กล่าวว่า โรงพยาบาลควรพยายามหลีกเลี่ยงการเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วย และขอให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทุกแห่งใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบ

“โรงพยาบาลพยายามอย่างที่สุดที่จะไม่เรียกเก็บเงินจากผู้ป่วย แต่ก็ต้องยอมรับว่าสุขภาพการเงินของโรงพยาบาลหลายแห่งมีข้อจำกัด หากสามารถปรับงบประมาณให้เหมาะสมมากขึ้น ปัญหาลักษณะนี้ก็น่าจะลดลง”

พัฒนา พร้อมพัฒน์

สปสช.รับ ต้องทบทวนอัตราชดเชย

ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. อธิบายว่า การรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ โรงพยาบาลสามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ 2 ส่วน ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาลในระบบ DRG และค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์

ปัจจุบัน สปสช. ชดเชยค่าสเตนต์ประมาณ 200,000 บาท ขณะที่ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการของกรมบัญชีกลางเบิกได้ประมาณ 220,000 บาท แม้ตัวเลขจะต่างกันไม่มาก แต่เมื่อรวมค่ารักษาอื่น ๆ แล้ว โรงพยาบาลมองว่าภาพรวมของงบประมาณยังต่ำกว่าต้นทุนจริง

นพ.จเด็จ กล่าวว่า เบื้องต้นได้หารือร่วมกับปลัดกระทรวงสาธารณสุขแล้วว่า หากเป็นหัตถการแบบแผลเล็ก (Minimally Invasive) ซึ่งให้ผลการรักษาดีกว่าและลดความเสี่ยงของผู้ป่วย ก็ควรมีการทบทวนแนวทางการสนับสนุนงบประมาณ เพื่อจูงใจให้โรงพยาบาลเลือกใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ

กรณีผู้ป่วยบัตรทองในจังหวัดยะลา ถูกเรียกเก็บเงินมัดจำก่อนเข้ารับการผ่าตัดครั้งนี้ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบหลักประกันสุขภาพ เมื่อเทคโนโลยีทางการแพทย์พัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่การปรับอัตราชดเชยยังไม่ทันต่อราคาจริงของอุปกรณ์ ส่งผลให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระขาดทุน หรือบางแห่งเริ่มขอให้ผู้ป่วยร่วมจ่าย

ทั้งกระทรวงสาธารณสุขและ สปสช. ยืนยันว่าจะเร่งหารือเพื่อปรับระบบงบประมาณและอัตราชดเชยให้สอดคล้องกับต้นทุนการรักษา โดยมีเป้าหมายลดภาระของโรงพยาบาล ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของผู้ป่วยไม่ให้ถูกปฏิเสธหรือถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเกินกว่าหลักเกณฑ์ของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

Author

Alternative Text
AUTHOR

The Active

กองบรรณาธิการ The Active